การศึกษาคุณภาพสูงระดับโลก : 1. ใช้การศึกษาคุณภาพสูง สร้างการก้าวกระโดดของสังคม : เรียนรู้จากสิงคโปร์


หนังสือ A World-Class Education : Learning from International Models of Excellence and Innovation (2012) (1) เขียนโดย Vivien Stewart   แนะนำ ๕ ประเทศ สำหรับเป็นแบบอย่างการพัฒนาระบบการศึกษาที่ดี คือ สิงคโปร์  แคนาดา  ฟินแลนด์  เซี่ยงไฮ้ (จีน)  และออสเตรเลีย    ในบันทึกนี้จะเล่าเรื่องการศึกษาของสิงคโปร์ โดยตีความจากหนังสือดังกล่าว

ผมเคยเล่าการไปดูงานด้านการศึกษาที่สิงคโปร์ที่ ,

ผมถอดความ และตีความจากหนังสือหน้า ๓๔ - ๔๕ ในหัวข้อ Singapore : Using Education to Jump from the Third World to the First    ซึ่งประเทศไทยเราก็มีแผน ๒๐ ปี ที่จะบรรลุเป้าหมายนี้   ที่เราเรียกว่า ประเทศไทย ๔.๐  

จุดเริ่มต้นของการวางรากฐานการศึกษาเริ่มจากปี ค.ศ. 1959 เมื่อเป็นเอกราชโดยรวมอยู่กับมาเลเซีย    และต่อมาในฐานะประเทศในปี 1965   เป็นยุคของการสร้างตัวเพื่ออยู่รอด    คนสิงคโปร์สร้างประเทศ สร้างระบบต่างๆ ของสังคม เพื่อความอยู่รอด    หากประเทศไทยในขณะนี้จะเรียนรู้จากเขาก็ต้องเข้าใจความต่าง    ว่าเมื่อ ๕๐ - ๖๐ ปีที่แล้วจิตวิญญาณของคนสิงคโปร์ในขณะนั้นคือความอยู่รอดของสังคมที่ไร้ทรัพยากรธรรมชาติ ยากจน และไม่มีระบบการศึกษาภาคบังคับ    ต้องสร้างระบบต่างๆ ขึ้นมาใหม่    แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติมาแต่โบราณกาล    และในขณะนี้มีระบบการศึกษาที่คนจำนวนหนึ่ง (คนในระบบการศึกษา) เสวยผลประโยชน์จากระบบที่เป็นอยู่    ไม่อยากเปลี่ยนแปลง    เป็นระบบที่คนในวงการศึกษามีเงินเดือนสูง  มีระบบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งที่ง่าย และไม่เชื่อมโยงกับผลงาน learning outcome ของนักเรียน แม้ในบางส่วนจะต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทาง   

ระบบการเมืองของสิงคโปร์ ภายใต้ภาวะผู้นำของ ลี กวน ยู ในขณะนั้น มุงสร้างสังคมที่สะอาดบริสุทธิ์จากคอร์รัปชั่น    ฟันฝ่าจนประสบความสำเร็จ    แต่เมืองไทยในขณะนั้นจนขณะนี้ ไม่ประสบความสำเร็จในการกวาดล้างและป้องกันคอร์รัปชั่นเลย    โดยที่ระบบการเมืองของเขาเป็นระบบสะอาด   แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับระบบของไทยมาจนขณะนี้     

เขาจัดพัฒนาการการศึกษาของสิงคโปร์เป็น ๓ ยุค  คือ ยุคที่ ๑ เพื่อความอยู่รอด (1959 – 1978)    ยุคที่ ๒ เพื่อประสิทธิภาพ  (1978 – 1996)  และยุคที่ ๓ ความรู้โลก (1990s – ปัจจุบัน)    เคล็ดลับสำคัญคือ เขาออกแบบระบบการศึกษาตามแนวทางการพัฒนาประเทศแต่ละยุค   เน้นกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามยุคของการพัฒนาประเทศ     ซึ่งชัดเจนว่า ระบบการศึกษาของสิงคโปร์ในปัจจุบัน ประสบความสำเร็จสูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก    ในฐานะการศึกษาเพื่อความเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก     ที่สำคัญคือเป็นระบบที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพสูง     เป็นระบบการศึกษาที่สร้างพลังขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขัน และการเป็นสังคมที่คนมีสุขภาวะ ของประเทศ       

ยุคที่ ๒เริ่มจากการประเมินภาพรวมของระบบการศึกษา ที่มีอัตราตกออกสูง  เนื่องจากเป็นระบบเดียวสำหรับเด็กทุกคน    นำไปสู่การออกแบบระบบการศึกษาใหม่ให้มี ๓ เส้นทางตั้งแต่ชั้นมัธยมปลาย  คือสายวิชาการ  สายโปลีเทคนิค  และสายอาชีวะ    โดยทุกสายสามารถข้ามไปข้ามมาได้    เพื่อให้เด็กทุกคนได้เรียนตามความถนัด ความชอบ และความสามารถของตน     เพื่อเตรียมพลเมืองสำหรับยกระดับการพัฒนาประเทศ จากเศรษฐกิจแบบใช้แรงงาน สู่เศรษฐกิจแบบใช้ทุนและทักษะ    เป้าหมายสำคัญของการศึกษาคือสร้างพลเมืองที่มีทักษะด้านเทคนิคในทุกระดับ    โดยจัดตั้ง ITE (Institute for Technical Education) เป็นสถาบันการศึกษาหลังระดับมัธยม    รับคนที่เรียนจบเกรด ๑๐  หรือผู้ใหญ่ที่ต้องการเปลี่ยนงาน เข้าเรียน    เป็นกลไกสำคัญให้คนสิงคโปร์เห็นคุณค่าของการศึกษาสายอาชีวะมาจนปัจจุบัน    โดยที่รัฐบาลสิงคโปร์มีการรณรงค์ให้ผู้คนเห็นคุณค่าของอาชีวศึกษา ด้วยคำว่า hands-on. minds-on, hearts-on    คือย้ำให้เห็นว่า อาชีวศึกษาสิงคโปร์ไม่ใช่แค่การฝึกทักษะทางมือเท่านั้น  ยังเป็นการฝึกทักษะทางจิตใจ และหัวใจ ด้วย       

ITE ได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง    โดยดำเนินการร่วมกับบริษัทไฮเทคที่เข้าไปดำเนินการในประเทศสิงคโปร์    ทำให้ผู้จบการศึกษาสายอาชีวะมีความรู้และทักษะดี เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน   และมีงานทำอย่างดี รายได้ดี    เยาวชนสิงคโปร์มองการศึกษาสายอาชีวะว่าเป็นการปูพื้นการศึกษาสู่อนาคตที่มั่นคง    ต่างจากประเทศอื่นๆ ในโลกที่ผู้จบอาชีวศึกษามักถูกมองว่าได้รับการศึกษาชั้นต่ำ    และ ITE เป็นที่ยกย่องในวงการอาชีวศึกษาของโลก  

ยุคที่ ๓  เกิดจากรัฐบาลสิงคโปร์เห็นว่า แม้การศึกษาและการพัฒนาประเทศโดยเน้นประสิทธิภาพ จะประสบความสำเร็จ    แต่โลกกำลังก้าวสู่ยุคค้นพบและประยุกต์ความรู้ใหม่    สิงคโปร์จึงปรับการศึกษาให้เน้นนวัตกรรม  การสร้างสรรค์  และการวิจัย    โดยรัฐบาลจัดสรรทุนวิจัย และทุนดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยชั้นยอดเข้าไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยสิงคโปร์    รวมทั้งดึงดูดบริษัทที่เน้นพัฒนานวัตกรรมเข้าไปตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์    เขาบอกว่าในแต่ละช่วงเวลา มีคนต่างประเทศเข้าไปทำงานในสิงคโปร์ประมาณ ๑ ล้านคน       

            ในยุคนี้ คำขวัญด้านการศึกษาคือ “Thinking Schools, Learning Nation”    โดยมีเป้าหมายให้คนสิงคโปร์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีทักษะและฉันทะในการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต    

           ความแตกต่างระหว่างระบบการศึกษาสิงคโปร์กับระบบการศึกษาไทยอยู่ที่ความสำเร็จในการประยุกต์นนโยบาย (policy implementation)  

           มีการยกระดับคุณภาพและฐานะของครู ผ่าน NIE (Naional Institute of Education)     รวมทั้งเปลี่ยนรูปแบบการจัดการโรงเรียน จากระบบรวมศูนย์สั่งการจากเบื้องบน    เป็นให้โรงเรียนรวมตัวกันเป็นกลุ่ม มีอิสระในการจัดการและดำเนินการ    รวมทั้งส่งเสริมยกย่องผู้นำโรงเรียนที่มีผลงานดี  

          รัฐบาลประกาศใช้นโยบาย “Teach Less, Learn More”   ส่งเสริมการใช้ไอทีในการเรียน   ส่งเสริมการเรียนด้านศิลปะและดนตรีมากขึ้น    ในชั้นเด็กเล็กเน้นการเรียนโดยการเล่น และการกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก   

          เขายกตัวอย่าง Victoria School(4) ในฐานะ “A Thinking School in A Thinking Nation”   โดยเป็นโรงเรียนเก่าแก่ ก่อตั้งปี ค.ศ. 1876   ปัจจุบันได้พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่ทันสมัย ตามแนว Project Zero ของ Howard Gardner (www.pz.harvard.edu)    เขาบรรยายสภาพห้องเรียนของนักเรียนชั้น ม. ต้น    ชั้นเรียนศิลปะและชั้นเรียนภูมิศาสตร์    ที่ใช้ ไอทีทำงานสร้างสรรค์ศิลปะ    และทำโจทย์พัฒนาการด้านสังคมและเศรษฐกิจของ ๔ ประเทศในภูมิภาค โดยทำงานเป็นทีม   ศึกษาอัตรารู้หนังสือของประชากรผู้ใหญ่, จีดีพี,  โครงสร้างการจ้างงาน, urbanization, อัตราตายของทารก    โดยนักเรียนได้รับมอบหมายให้ตีความดัชนีต่างๆ ข้างต้น    และเสนอแนะแนวทางพัฒนาประเทศแต่ละประเทศ     ครูเดินไปรอบๆ ห้อง คอยตั้งคำถามต่อข้อสรุป หรือข้อเสนอแนะของนักเรียนแต่ละกลุ่มในแต่ละช่วง     ในที่สุดนักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานต่อเพื่อนในชั้น   โดยใช้ Google slides    เพื่อนร่วมชั้นเรียนให้คะแนนต่อข้อมูล และข้อคิดเห็น (ข้อโต้แย้ง) ในการนำเสนอโดยใช้ rubric    หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในปี 2012  แสดงว่าผู้เขียนไปเยือนและสังเหตการณ์ห้องเรียนแบบใหม่ที่ Victoria School ในปี 2010 หรือ 2011    เขาบอกว่ารัฐบาลสิงคโปร์ส่งเสริมให้โรงเรียนคิดแนวทางจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ที่ “touch the heart and engage the mind” ของผู้เรียน     เน้นการค้นพบความรู้เองผ่านประสบการณ์ตรงของตนเอง    ครูออกแบบการเรียนรู้ที่แตกต่าง     เน้นฝึกทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต   และสร้างลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ผ่านการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ    

Key Success Factors ของการศึกษาสิงคโปร์คือ

  • วิสัยทัศน์และภาวะผู้นำ ที่มองเห็นความจำเป็น ที่จะต้องจัดการศึกษาคุณภาพสูงให้แก่พลเมือง    เพราะทรัพยากรหลักสำหรับความอยู่รอดและอยู่ดีของสิงคโปร์คือ ทรัพยากรมนุษย์    ปัจจัยต่อมาคือความต่อเนื่องของนโยบาย และการเปลี่ยนนโยบายการศึกษาตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ     ที่ทำอย่างสอดคล้องกลมกลืนกัน    เน้นความเข้มแข็งด้านวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์   และด้านอาชีวศึกษาคุณภาพสูงเป็นที่ยกย่องไปทั่วโลก
  • วัฒนธรรมให้คุณค่าความสามารถและผลงาน (meritocracy)   ซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ แทนที่วัฒนธรรมเดิมที่เน้นผลประโยชน์ของชนชั้นสูง  
  • ตั้งมาตรฐานไว้สูง  เน้นความเข้มแข็งของวิชา คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  และสองภาษา คือภาษาแม่กับภาษาอังกฤษ 
  • ระบบหลักสูตร การเรียนการสอน และการประเมิน    เมื่อตั้งมาตรฐานไว้สูง  สถาบันพัฒนาหลักสูตร (Curriculum Development Institute) ก็รับมาพัฒนาหลักสูตรด้าน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา  และอาชีวศึกษา     และจัดฝึกอบรมครู ให้จัดการเรียนการสอนตามแนวทางดังกล่าวเป็น    ซึ่งผมขอตั้งข้อสังเกตว่า สถาบันพัฒนาหลักสูตร ต้องมีท่าทีในการทำหน้าที่ในลักษณะ empowerment แก่ครู   ไม่ใช้ท่าที top-down, command and control    
  • ครูและครูใหญ่มีคุณภาพสูง    เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกนักเรียนที่มีความสามารถและรักอาชีพครูเข้าเรียนครู    การเรียนการฝึกงานคุณภาพสูง    การส่งเสริมสนับสนุนต่อเนื่องเมื่อจบออกไปเป็นครู    รวมทั้งระบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของประเทศที่จัดว่าเป็นที่หนึ่งในโลก  
  • ความเชื่อมโยง (alignment and coherence)   นโยบายและการปฏิบัติเป็นเนื้อเดียวกัน หรือเชื่อมโยงไปในทางเดียวกัน     ซึ่งผมมีความเห็นว่าเป็นเรื่องที่ระบบการบริหารการศึกษาไทยต้องเรียนรู้และปรับปรุง  
  • ความรับผิดรับชอบ (accountability)    โดยใช้ performance management เชื่อมโยงกับ career development
  • เน้นโลกและอนาคต    ระบบการศึกษามุ่งสร้างกระบวนทัศน์แก่ทุกคนว่าสิงคโปร์เป็นส่วนหนึ่งของโลก และต้องปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคต   

ความท้าทาย

ที่ผ่านมาข้อท้าทายต่อระบบการศึกษาสิงคโปร์คือ การเอาชนะหลักสูตรแบบเดิมๆ ที่เน้นเนื้อหา เน้นการสอนแบบถ่ายทอดความรู้    มุ่งสนองการสอบตัดสินอนาคตของเด็ก ที่พ่อแม่มุ่งให้ลูกสอบได้คะแนนสูงโดยให้ลูกเข้าโรงเรียนติวกวดวิชา    และถึงกับมีพ่อหรือแม่จำนวนหนึ่งลางาน ๑ ปี เพื่อช่วยกวดวิชาให้ลูกที่กำลังเรียน ป. ๖ (๕)    การเอาชนะความเคยชินของครู ที่คุ้นกับการสอนแบบครูเป็นศูนย์กลาง  จากโรงเรียนผลิตครูแบบเก่า     และการเผชิญแนวโน้มโลกที่ช่องว่างความเป็นธรรมทางสังคมถ่างกว้างขึ้น    โดยที่ในช่วง ๔๐ - ๕๐ ปีที่ผ่านมา    ระบบการศึกษาสิงคโปร์ได้ปิดช่องว่างดังกล่าวทางการศึกษาลงไปมาก    ทำให้โอกาสเรียนตามศักยภาพของเด็กแต่ละคนเท่าเทียมกันระหว่างลูกคนรวยและลูกคนจน    แต่มาตรการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาที่เคยประสบความสำเร็จในสิงคโปร์ จะถูกท้าทายโดยกระแสโลก

ข้อเรียนรู้สำหรับวงการศึกษาไทย

ที่จริงหัวข้อในหนังสือคือ ข้อเรียนรู้สำหรับวงการศึกษาอเมริกัน    แต่ผมนำมาตีความต่อ ให้เป็นประโยชน์โดยตรงต่อวงการศึกษาไทย     โดยผมมีความเห็นว่า ทีมแกนนำขับเคลื่อนเขตการศึกษาพิเศษ จังหวัดศรีสะเกษ สตูล  เชียงใหม่  กาญจนบุรี  และสามจังหวัดชายแดนใต้  น่าจะได้มีโอกาสไปดูงานระบบการศึกษาของสิงคโปร์ โดยใช้ KM เป็นเครื่องมือเรียนรู้ร่วมกัน    เหมือนอย่างที่ทีมจังหวัดระยองได้ไปเรียนรู้เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๑ จัดโดยสถาบันอาศรมศิลป์ ()    ข้อเรียนรู้จากหนังสือคือหลักการ alignment หรือการเชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกันระหว่างนโยบายและการปฏิบัติ    ซึ่งหมายความว่า ในระดับเขตพื้นที่พิเศษทางการศึกษา    การดำเนินการพัฒนาระบบ ต้องมีการปรึกษาหารือกับผู้อำนวยการโรงเรียนและครู อย่างกว้างขวาง     และต้องหาทางร่วมมือกับสถาบันผลิตครู และพัฒนาครูในพื้นที่    เพื่อ align การพัฒนาทักษะครู เข้ากับเป้าหมายการศึกษาในพื้นที่    รวมทั้งต้องสื่อสารสังคมในจังหวัด    ให้ประชาชนเข้าใจความหมายของระบบการศึกษาคุณภาพสูงสำหรับอนาคตของลูกหลาน และของพื้นที่

ขอขอบคุณ นพ. สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. ที่กรุณาส่งหนังสือเล่มนี้มาให้   

วิจารณ์ พานิช

๒ ม..ค. ๖๒

       

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

659686

เขียน

05 Feb 2019 @ 09:26
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก