GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ทำจากเล็กไปใหญ่: กลยุทธของพระเจ้าตากสิน

พระเจ้าตากสินเองก็มีกำลังพลน้อย จะสู้กับใครก็ยาก ท่านจึงทรงเริ่มงานแบบทั้งการทูต และทางการทหารทุกรูปแบบ เริ่มจากการหาพวกจากกลุ่มเล็กๆ ไปเรื่อยจนมีกำลังทหารมากขึ้น ไปหากลุ่มที่ใหญ่ขึ้นและมีกำลังกล้าแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเกลี้ยกล่อมและปราบชุมนุมเล็กๆก่อน แล้วจึงค่อยโจมตีเมือง แม้แต่เมืองที่เข้าโจมตีก็ยัง ทำจากเล็กไปใหญ่เช่นกัน

เมื่อปี ๒๓๑๐ ที่กรุงศรีอยุธยาแตก และถูกพม่าเผาซะยับเยิน พระเจ้าตากสินมหาราชได้รวบรวมทหารทหารคู่ใจตีฝ่าด่านวงล้อมของพม่าออกมานั้น เมืองไทยอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด แทบจะเรียกได้ว่าขาดระบบการปกครอง ทุกฝ่ายที่พอมีกำลัง สมัครพรรคพวกก็พยายามแข่งกันตั้งตัวเป็นใหญ่ เป็นชุนุม เป็นเมืองเล็ก เมืองน้อย แบบพื้นที่ใครพื้นที่มัน ไม่ขึ้นต่อกัน ตามระบบปกติของการตั้งชุมชนและการปกครองในอดีต

พระเจ้าตากสินได้ทรงมีพระปรีชาญาณวางแผนพินิจพิเคราะห์หาทางที่จะดำเนินการรวบรวมคนไทยและเมืองไทยให้เป็นหนึ่งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ถูกต่อต้านแบบภาษาสมัยใหม่ว่า กลัวคนอื่นจะได้ดี และพระเจ้าตากสินเองก็มีกำลังพลน้อย จะสู้กับใครก็ยาก ท่านจึงทรงเริ่มงานแบบทั้งการทูต และทางการทหารทุกรูปแบบ เริ่มจากการหาพวกจากกลุ่มเล็กๆ ไปเรื่อยจนมีกำลังทหารมากขึ้น ไปหากลุ่มที่ใหญ่ขึ้นและมีกำลังกล้าแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเกลี้ยกล่อมและปราบชุมนุมเล็กๆก่อน แล้วจึงค่อยโจมตีเมือง แม้แต่เมืองที่เข้าโจมตีก็ยัง ทำจากเล็กไปใหญ่เช่นกัน

การทำเช่นนี้ทำให้กองกำลังทหารสำเร็จโดยไม่ยากนัก หึกเหิม แบบเดียวกับพระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศส เมื่อมีกองกำลังกล้าแข็งขึ้น ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ทำให้สามารถกอบกู้เมืองไทยได้สำเร็จ

ดังนั้นหลักการทำงานจากเล็กไปใหญ่ จึงเป็นทำงานไปพัฒนาความรู้ต่อยอดไปเรื่อยๆ อันเนื่องจากประสบการณ์จะพอกพูนขึ้นเป็นเงาตามตัว น่าจะใช้เป็นหลักในการทำ KM ในระดับชุมชนและองค์กรได้เป็นอย่างดี

การเริ่มของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น เริ่มที่ฐานรากของชุมชน ไม่ได้ไปเด็ดยอดเทคนิคการตั้งเมือง สร้างเมืองต่างๆมาโชว์ใคร ทำให้ไม่ต้องเหนื่อยโดยใช่เหตุ

ผมจึงคิดว่าถ้าเราทำ KM แบบเริ่มต้นที่ฐานราก เข้าใจฐาน สร้างฐาน รวบรวมฐาน แบบกลุ่มโรงเรียนชาวนาของคุณเดชา ศิริภัทร น่าจะเป็นต้นแบบที่ดี แล้วนำความรู้อื่นๆมาสมทบอย่างบูรณาการ ก้จะทำให้เราเดินตามกลยุทธของพระเจ้าตากอย่างถูกต้อง และมั่นคง แต่อาจจะช้ากว่าการไปเอายอดหรือดอกมาแสดงให้เห็น อย่างที่ทำในระบบราชการ และมหาวิทยาลัยบางแห่ง ที่บางครั้งอาจไม่ได้เชื่อมโยงกับสิ่งที่เป็นจริงในสังคม ทำอยู่ในวังวนของความไม่รู้ ในความฝันของข้าราชการหอคอยงาช้าง

การทำเช่นนั้นอาจเหมือนการพายเรืออยู่ในโอ่ง แต่ถ้าเชื่อมกับชุมชนก็จะเหมือนการพายเรือในลำน้ำที่ต่อเชื่อมกันได้ไม่มีที่สิ้นสุด

ขอเสนอมาด้วยความเคารพครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 65885
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 4
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

ขอบคุณมากครับอาจารย์ ที่นำแง่คิดที่ดีพร้อมให้กำลังใจสำหรับคนทำงาน และผมมีเรื่องที่ร่วม Share กับอาจารย์ดังนี้ครับ

1. ในการที่เราจะทำงานแต่ละชิ้นนั้นเราต้องคิดให้มันใหญ่ เพื่อจะได้มองปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรอบด้าน แล้วค่อยทำ

2. การนำ KM มาใช้ในการทำงานเพื่อที่จะก้าวสู่การทำงานใหม่ หรือพัฒนางานเดิมที่ทำอยู่นั้นผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เพราะในการที่จะทำงานให้บรรลุเป้านั้นเราต้องติดอาวุฒิทางปัญญาก่อน จึงจะทำให้เกิดความสำเร็จที่เร็วขึ้น

3. การทำงานในอาชีพ หรืองานด้านการพัฒนาก็ตามการเดินทีละก้าว และเดินด้วยความมั่นใจ จะทำให้เราสะดุดขาตัวเอง หรือขาคนอื่นที่จะมาเกี่ยวน้อยที่สุด และสุดท้ายเราน่าจะไปถึงเส้นชัยด้วยความปิติยินดีนะครับ

ด้วยความเคารพ

ขอบคุณครับที่มาต่ยอดให้เห็นมุมมองที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

ต่ออย่างนี้บ่อยๆ กลุ่มมหาชีวาลัยเราคงไปได้เร็วครับ

ทำแบบไทยทำจากใหญ่ไปหาเล็ก ทำแบบเจ๊กทำจากเล็กไปหาใหญ่

นี่แหละครับ ปัญหาใหญของคนไทย ที่ชอบทำงานแบบก้าวกระโดด

จนมีบทเรียนเศรษฐกิจฟองสบู่ ก็ยังไม่หนำใจ ยังประมาทอยู่เลย