การเป็นผู้ " นำทาง"...ควรสร้างหลัก ด้วยตระหนักถึงแนวทางสร้างวิถี ฟังเหตุผลส่วนรวมร่วมภาคี สิ่งใดดีควรทำ...แม้...จำใจ

ปีการศึกษา ๒๕๖๑  คุณมะเดื่อรับหน้าที่เป็นครูประจำชั้น ป.๔  มีนักเรียน

ในชั้น จำนวน  ๒๔  คน  ดูแล้วจำนวนนักเรียนไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป

แต่...จาก ๑ ภาคเรียนที่ผ่านมา  คุณมะเดื่อและครูที่สอนชั้น ป.๔ ทุกคน

พบว่า  นักเรียนทั้งชั้น มีปัญหาในการเรียนรู้ทุกวิชา  โดยเฉพาะ ภาษาไทย

นักเรียน ๒๒ คน สามารถอ่านออก เขียนได้  แต่เป็นการ  "อ่านไม่คล่อง"

และ " เขียนสื่อความไม่ได้"  ส่วนอีก ๑  คน  อ่านได้แต่คำที่ประสมสระเดี่ยว

อีก ๑ คน (เป็นนักเรียนที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่)  อ่านไม่ออกเลย



หากย้อนหลังไปเมื่อ ๔ ปีก่อน ขณะที่นักเรียนชั้นนี้ เรียนอยู่ชั้น ป.๑

ปีนั้น โรงเรียนได้รับงบประมาณสร้างอาคารใหม่  แต่เนื่องจากโรงเรียน

ไม่มีพื้นที่พอที่จะสร้างได้ (โรงเรียนมีเนื้อที่ ทั้งสิ้น ๓ ไร่เศษ) จึงจำเป็น

ต้องสร้างตรงที่เป็นอาคารเก่าที่เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว   ซึ่งอาคารหลังนี้

สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๑   และได้ทำการจำหน่ายไปแล้ว  

แต่เนื่องจากโรงเรียนไม่มีอาคารเรียนพอ   จึงใช้เป็นห้องเรียน

ของชั้น  ป.๑ - ป.๓   เมื่อจำเป็นต้องรื้ออาคารทั้งหลัง  นักเรียนชั้น ป.๑ - ป.๓

จึงไม่มีห้องเรียน  ผู้บริหาร (ยุคนั้น) จึงให้นักเรียน ป.๑ - ป.๒  ป.๓ ไปเรียนใน

อาคารอเนกประสงค์ (ที่ใช้เป็นห้องสมุด  ห้องสหกรณ์ และห้องพยาบาล

ในปัจจุบัน )  ซึ่งในปีนั้น ครึ่งหนึ่งของอาคารอเนกประสงค์ ใช้เป็นที่สำหรับ

เก็บโต๊ะ เก้าอี้ และสิ่งของที่ไม่ใช้หรือหักพังแล้ว  ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง ให้ใช้ตู้เก่า ๆ 

กั้นแบ่งครึ่งให้ เป็นห้องเรียนของ ป.๑ และ ป.๒  และอีกครึ่งหนึ่งเป็นชั้น ป.๓



ต้องขอพูดถึงสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของอาคารอเนกประสงค์

ให้ทราบกันก่อนว่า...บรรยากาศในห้องนี้  ทั้งมืด  ทั้งร้อน แม้จะมีไฟฟ้า

มีพัดลม ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย  ....  ครั้งหนึ่ง คุณมะเดื่อเคยเป็นครู

ประจำชั้น ป.๖  และ  ป.๖  ต้องเรียนที่อาคารอเนกประสงค์นี้ทุกปี เพราะ

ไม่มีห้องเรียนพอสำหรับชั้นเรียน  ตอนบ่ายเด็ก ๆ ต้องออกไปเรียนใต้ร่มไม้

เพราะร้อนจนสุดจะทน  จนห้องเรียนนี้ได้ชื่อเรียกจากครูและเด็ก ๆ ว่า

" ห้องดับจิต"  ในสมัยนั้น  เด็ก ๆ จะพูดว่า " ใครจะจบป.๖ ต้องผ่านห้องดับจิต

ไปก่อนทุกคน"   อาคารอเนกประสงค์ จึงไม่สมควรที่จะเป็นห้องเรียน

แต่อย่างใด  แต่เป็นเพราะความจำเป็นจึงต้องใช้เป็นห้องเรียน



สภาพการเรียนของนักเรียนชั้น ป.๑ - ป.๓  เมื่อต้องเข้าไปเรียนในอาคารอเนกประสงค์

มีเพียงตู้เก่า ๆ กั้นแบ่งห้องไว้  และเสียงจากการก่อนสร้างอาคารเรียนที่อยู่ติด ๆ กัน

ก็ดังอยู่ตลอดเวลา  ทั้งเสียงเครื่องจักรเครื่องมือ ทั้งเสียงตอกตะปูสารพัด

อากาศก็ร้อนอบอ้าว  ห้องที่กั้นแบ่งก็คับแคบ  เกะกะไปด้วย โต๊ะ  เก้าอี้ แถมด้วย

ข้าวของที่หัก ๆ พัง ๆ  เสียงนักเรียน เสียงครูที่สอนต้องเรียกว่า " ตะโกนแข่งกัน" ฯลฯ

เด็ก ๆ ต้องอยู่อย่างนี้.....เป็นปี...

      ในขณะที่...ป.๔ -  ป.๖  เรียนอยู่ในห้องเรียนปกติของอาคารเรียนอีกหลังหนึ่ง ...!!



เด็กเล็ก ๆ ระดับ ป.๑  ป.๒  ป.๓  กับบรรยากาศสภาพแวดล้อมเช่นนั้น...จะเกิดมี

สมาธิต่อการเรียน และเกิดการเรียนรู้ได้อย่างไร...?  ท่านผู้อ่านลองนึกสภาพดูละกัน

ณ เวลานั้น...คุณมะเดื่อ...ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะพูด  จะบอก  หรือเสนอแนะ

อะไรได้เลย...เพราะตัองอยู่ในสภาพของ...ครูพิการ...ตาบอด  หูหนวก และเป็นใบ้..!!

เพราะระบบและนโยบายการบริหารงานโรงเรียนในยุคนั้น...ต้องการอย่างนั้น...!!!

ไม่สามารถพูด หรือแสดงความคิดเห็นอะไรได้เลย



คุณมะเดื่อทำได้แต่เพียง " ตะโกน" อยู่ในใจว่า ...." ทำไม..ไม่ให้เด็ก ป.๔ - ป.๖

ออกไปเรียนข้างนอก  ไปเรียนที่ใต้ถุนวัดก็ได้  แล้วให้ ป.๑- ป.๓ เข้าไปอยู่ห้องเรียน

แทน ป.๔- ป.๖  แค่นี้ ผู้บริหารคิดไม่ได้รึไง (วะ)"  เด็ก ป.๔ - ป.๖ เป็นเด็กโตแล้ว

ครูสามารถสอนให้เด็กได้ศึกษาค้นคว้า  หรือทำงานด้วยตนเอง  รับผิดชอบตนเอง

ได้แล้ว  แต่ เด็กเด็ก ป.๑ ป.๒ ป.๓  เปรียบเสมือน  " เสาเข็ม"  จะต้องเรียนต้องสอน

กันอย่างเต็มที่  ไม่ใช่  " เต็มที"  อย่างที่เป็นนั้น   ....  ภาพที่เห็นตอนนั้นคือ...

มันตรงกันข้ามจริง ๆ  เด็ก ๆ ต้องทนอุดอู้อยู่ในห้องรก ๆ แคบ ๆ มืด ๆ และต้องทน

กับเสียงดังหนวกหูตลอดทั้งวัน...


นับเป็นความผิดพลาด...ล้มเหลวของการบริหารงานของผู้ที่ได้ชื่อว่า...ผู้บริหาร

อย่างชั้ดเจน...ณ วันนี้  ผลของการ  " คิดไม่เป็น"  ปรากฏเด่นชัดที่เด็ก  ป.๔

๑ ภาคเรียนที่ผ่านมา นักเรียน ป.๔ ทั้งชั้น  มีผลการเรียนที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ

อีกทั้งขาดระเบียบวินัย  นักเรียนเกือบครึ่งชั้น (โดยเฉพาะนักเรียนชาย)

ขาดสมาธิในการเรียน และลายมือเหมือนเด็ก ป.๑  อ่าน เขียนคำได้ในระดับ

ป.๒  ....  เป็นที่น่าหนักใจยิ่ง


จนมาถึงภาคเรียนนี้  คุณมะเดื่อจึงตัดสินใจว่า  ต้องสอนซ่อมพื้นฐานการอ่านการเขียน

ให้กับนักเรียน ป.๔ ทั้งชั้น  โดยใช้เวลาหลังเลิกเรียนสอนจนถึง ๕ โมงเย็น

ตั้งแต่วันจันทร์ -  วันพฤหัสบดี  ดังนั้นคุณมะเดื่อจึงแจ้งผู้ปกครองนักเรียน ป.๔

ทุกคน  ทำหนังสือขออนุญาตเพื่อทำการสอนซ่อมนักเรียนทั้งชั้น ตั้งแต่เปิดเทอม

เป็นต้นมา



คุณมะเดื่อใช้หนังสือสมัยที่คุณมะเดื่อยังเรียน ป.๑  ป.๒  นี้มาใช้ทำการสอน

โดยให้เด็กอ่าน และสะกดคำทุกคำ  ทั้งอ่านพร้อมกัน  อ่านทีละคน  และ

เขียนตามคำบอก  โดยให้เด็กสะกดคำที่ครูบอกพร้อมกันก่อนที่จะเขียนทุกคำ

ขนาดนี้ บางคำ นักเรียนยังเขียนไม่ถูกเลย....เฮ้อ !



สำหรับนักเรียนอีก ๒  คน ที่อ่านไม่ออก  คุณมะเดื่อแยกสอนต่างหาก

โดยใช้หนังสือ มานะ  มานี (ดังภาพบนนี้)  ทบทวนไปเรื่อย ๆ สอนอ่าน

และให้นักเรียนคัด  และเขียนตามคำบอกเช่นกัน

ก็ต้องขอบคุณเทคโนโลยียุคดิจิตัลที่มีแบบเรียนเหล่านี้ให้คุณมะเดื่อ

ได้โหลด และปริ้นส์ให้เด็ก ๆ  ได้เรียนรู้ ...มิฉะนั้น...ลำบากแน่ ๆ 



มาถึงวันนี้  ... ร่วม ๑  เดือน...เด็ก ๆ มีพัฒนาการการอ่านและการเขียน

ได้ดีขึ้น เป็นที่น่าพอใจ  ...  และคุณมะเดื่อเข้าใจว่า...อีกเหตุผลหนึ่ง

ที่ทำให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการดีขึ้นก็น่าจะสืบเนื่องมาจาก เด็ก ๆ ได้ฝึกอ่าน

ฝึกเขียนอย่างต่อเนื่องทุกวัน  และส่งผ่านไปถึงที่บ้าน  ที่เด็ก ๆ ต้องนำ

แบบฝึกอ่านนั้นไปอ่านให้ผู้ปกครองฟังด้วย ดังที่คุณมะเดื่อได้บอกกับผู้ปกครอง

ในวันที่ประชุมผู้ปกครองตอนเปิดเทอมนั้น ประกอบกันนั่นเอง



ในการสอนขั้นต่อไป  คุณมะเดื่อจะใช้บทเรียนระดับ ป.๒ ป.๓ มาทบทวนพื้นฐาน

การอ่านของนักเรียน  และเพิ่มเติมในเรื่องของการเขียนสื่อความ  ก็คงต้องใช้

เวลาอีกพอสมควร  แต่คุณมะเดื่อไม่สนใจหรอกว่า จะช้า หรือเร็วแค่ไหน

ขอเพียงเด็ก ๆ สามารถอ่าน เขียน ได้คล่องแม้สักเพียงเท่าเทียม ป.๓ 

ก็พอใจแล้ว  เด็ก ๆ ก็จะสามารถไปเรียนในชั้นต่อไปได้แล้ว



อุทาหรณ์สอนใจให้ควรคิด                      บริหารพลาดผิด...คือ..ปัญหา

เวร...ของครู...สับสน (เกือบ)จนปัญญา         กรรม....ของเด็กถูกนำพา...สู่วังวน

ไม่โทษเด็กที่เขาเป็นดังเช่นนี้                       ก็เพราะมีปัจจัยให้สับสน

ความถือดี...ของ...คนบางคน                      จึงเกิดผลบั้นปลาย...ในวันนี้

การเป็นผู้ " นำทาง"...ควรสร้างหลัก               ด้วยตระหนักถึงแนวทางสร้างวิถี

ฟังเหตุผลส่วนรวมร่วมภาคี                           สิ่งใดดีควรทำ...แม้...จำใจ

แม้สิ่งใด  พอใจ...แต่ไร้หลัก                        คนทายทัก..ก็ควรฟัง...อย่าสงสัย

หากฝืนคิดฝืนทำอยู่ร่ำไป                             ก็คงได้  " ผลลบ"  จบสิ้นกัน

จึงขอฝากบรรดา...ผู้บริหาร                          จงทำงาน...อย่างร่วมแรง..ที่แข็งขัน

ร่วมคิด..ร่วมทำ..ร่วมจำนรรจ์                        สารพันปัญหา สร่างซาไป

งานสำเร็จเสร็จสิ้นยินดีพร้อม                         ทุกคนยอมรับผลที่สดใส

นี่คือประสิทธิผลของงานสราญใจ                   สู่เส้นชัย....ด้วยความสวัสดี


                  คุณมะเดื่อ

            ๒๙  พฤศจิกายน  ๒๕๖๑