ผมเชื่อว่า..บันทึก หรือบทความสั้นๆชิ้นนี้ จะเป็นประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าแน่นอน..อย่างน้อยมันก็เป็นเรื่องราวทางความคิดของผม(คนเดียว)..ในช่วงเวลาหนึ่ง ที่พูดถึงนโยบายทางการศึกษา..ณ วันนี้..
ที่กระทรวงศึกษาฯ หันมาทุ่มเทพลังสติปัญญา จัดมหกรรมกีฬาทั่วประเทศ ทุกภูมิภาค ทุกจังหวัดและทุกเขตพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนให้มี “ลานกีฬา”ในทุกโรงเรียน
เพราะกีฬาเป็นยาวิเศษ..ทำคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ จึงไม่มีใครบังอาจปฏิเสธการกีฬา..เพราะมีคุณค่าอเนกอนันต์..
หลายวันมาแล้ว..ที่ผู้บริหารระดับสูง หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องกีฬาทั้งในห้องประชุม สนามแข่งขันและรายงานเอกสาร..ลืมเรื่องการเรียนการสอนไปพักใหญ่ ทั้งที่ในภาคเรียนนี้ เป็นภาคเรียนที่สำคัญ มีการประเมินผลมากมาย...
ไม่มีใครเป็นห่วงเรื่องไฟไหม้ฟาง เพราะเป็นงานนโยบายฯ ใครไม่ทำก็ลำบาก ต่อไปก็คงเหมือนกับการออกกำลังกายในวันพุธนั่นแหละ..จางหายไปแล้ว เพราะคนไทยออกกำลังกายทุกวัน..,
ผมติดตามข่าวการจัดการแข่งขันกีฬา ในวงการศึกษา ณ เวลานี้ ทำให้คิดถึงมหกรรม “ธงฟ้าราคาประหยัด” จัดกันกระจัดกระจาย รัฐได้หน้าได้ตา แต่เศรษฐกิจชาวประชา..ก็ยังเหมือนเดิม..
ผมชื่นชมความเอาจริงเอาจัง..ทุกครั้งที่มีนโยบายใหม่ออกมา และรู้สึกเหนื่อยแทนกับ “แม่งาน” ที่ขานรับกันไม่หยุดหย่อน เสร็จเรื่องนี้ไปเรื่องนั้น ทำกันทุกเรื่อง..เหมือนกับว่าคนในวงการศึกษาฯ ทำงานสนองได้ในทุกกระทรวง..ไม่เว้นแต่เรื่องกีฬา...
สิ่งที่ผมเป็นห่วงและอยากให้ระมัดระวัง กับบางนโยบายที่ต้องนำครูและผู้บริหารออกนอกโรงเรียน..ซึ่งจริงๆก็ทำอยู่ คือต้องติดตามนายไปจัดการแข่งขัน และเพื่อการชมและเชียร์...
แต่หัวใจของการศึกษา มิใช่กีฬา..กีฬาเป็นเพียงกิจกรรมเสริม งานหลักคือการเรียนการสอน หรืองานวิชาการ ที่ครูและผู้บริหารต้องสนใจและให้ความสำคัญ ในยุคที่เด็กไทย..อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้..เต็มบ้านเต็มเมือง..
เรื่องกีฬา..ที่ผมนำมาพูด เพราะมันเป็นเรื่องใกล้ตัวผมไปทุกทีแล้ว..เพราะนโยบาย “ลานกีฬา”รุกคืบเข้ามา ถึงแม้จะไม่ได้บังคับ แต่ความรู้สึกเหมือนว่ามีใครมาหายใจรดต้นคอ..
ทุกวันนี้..ไม่ว่าจะโรงเรียนเล็กหรือใหญ่ เล่นกีฬากันจนเย็นค่ำ โรงเรียนใหญ่ๆเปิดไฟสนามสว่างจ้าแจ่ม..เหมือนกับว่าใช้ไฟฟ้าฟรีๆ เหมือนมีงานปิดทองฝังลูกนิมิต
ผมยินดีด้วย..แต่ก็ตั้งคำถามว่าทำกันขนาดนี้ มันเกินความพอดีไปไหม? โดยปกตินักเรียนก็มีชั่วโมงเรียนพลศึกษากันอยู่แล้ว ได้เล่นกีฬาตามความสนใจกันทุกวัน..ถ้ามองว่า..ส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนมาออกกำลังกายด้วย..อันนี้ชื่นชม..
แต่อย่าลืมว่า..เด็กต้องทำการบ้าน เด็กต้องช่วยงานผู้ปกครอง และผู้ปกครองต้องทำมาหากินตัวเป็นเกลียว..เพื่อปากท้องของครอบครัว..ไม่ใช่ไม่รักกีฬาแต่ไม่มีเวลา..ต่างหาก
แนวคิดและวัฒนธรรมทางการกีฬาของบ้านเรา..ยังห่างไกลจากต่างประเทศ ที่เขาส่งเสริมให้มีศูนย์ฝึกในทุกอำเภอและทุกชุมชน..ปลูกฝังในทุกภาคส่วน จนเป็นเรื่องปกติ..เมื่อถึงเวลา..ก็มารวมตัวเล่นกีฬาไปพร้อมๆกัน..
แต่วันนี้..เราจะใช้โรงเรียนเป็นฐาน..ผมรู้สึกหนาวในหัวใจ..เพราะเคยน้ำตาตกในมาแล้ว..สิ่งที่ผมจะบอกต่อไปนี้..พึงระวัง..อย่าเห็นช้างขี้แล้วขี้ตามช้าง...
เพราะบางชุมชนของหมู่บ้าน..ยังมีวัยรุ่นที่ไร้การศึกษา มีเด็กติดเหล้าติดยา มาดูเขาซ้อมกีฬากันช่วงเย็น..จากนั้นก็กินเหล้า เมาแล้วทุบขวด บางที่ก็มีเรื่องมีราวชกต่อย..เช้าขึ้นมาครูและนักเรียนเดินเก็บขวด ขยะ และเศษแก้ว...
สนามกีฬา..ไม่มีเจ้าหน้าที่ อพปร.หรือ รปภ. ไม่มีตำรวจ เพราะคุณตำรวจก็ไปวิ่งออกกำลังกายตามวิถีชีวิตของเขา..และก็อยู่กันคนละสังกัดด้วย..
สถานการณ์โรงเรียนเล็กๆในปัจจุบัน..ครูก็มีน้อย ภารโรงก็ไม่มี..ถ้ายังขืนอยู่โรงเรียนจนมืดค่ำจนถลำลึก มันสนุกหรือทุกข์ถนัด บ้านครูไม่ได้อยู่ในโรงเรียน ครอบครัวล่ะ..เช้าขึ้นมาก็ต้อง “หัวหมุน” กับการเรียนการสอน..
ที่พูดเช่นนี้..ก็แค่หวังว่า..จะไม่เป็นไฟไหม้ฟาง..และก็ควรทำให้มันพอดีพองามหน่อยเถิด...เจ้าประคุ้น
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
1.ท่านได้สะท้อนความคิดเห็นได้ชัดเจนในฐานะของครูผู้ห่วงใยการเรียนการสอน..2.แต่ท่านก็ลืมไปว่า กีฬามันเป็นทั้งการเรียนการสอนและเป็นทั้งกิจกรรมที่สนับสนุนการเรียนการสอน..3.มุมมองของครูในเรื่องวิชาการ ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดอยู่เสมอว่า ห้องเรียนหรือเอกสาร (ตัวอักษร) สำคัญที่สุด จนลืมไปว่า การเรียนรู้เกิดจากอะไร? เกิดได้อย่างไร?..หรือว่า ครูไม่ทราบ??4.ยุคนี้ ครูคงจะลืม องค์4ของการศึกษา ที่แสดงถึงความสำคัญและความสัมพันธ์ระหว่างกัน....เสียดายสำหรับเสียงสะท้อนจากไพรกว้าง..ที่อาจจะไม่ดังพอ..ครับ..
ไม่ว่า “กีฬา” หรือ “วิชาการ” ก็ต้องเดินไปด้วยกัน แต่เป้าประสงค์เป็นอย่างไร ก็จักเน้นสิ่งนั้นมาก่อน แต่สำหรับ ศธ. ไฟไหม้ฟางตลอดเวลา ลามไปทั่วไทย