วันที่ ๒๖ - ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๑ สภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  และทีมผู้บริหารมหาวิทยาลัย ไปประชุมกันแบบ retreat ภายใต้หัวข้อ “แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”    ที่ ขนอม ซันไรซ์ รีสอร์ท  อ. ขนอม  จ. นครศรีธรรมราช   ผมไปร่วมตลอดสองวันเต็ม

โจทย์ของมหาวิทยาลัยคือ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการมาระยะหนึ่งแล้ว    จะต้องปรับตัวรับสภาพการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐอย่างไร  

 โจทย์ของผมคือ สภามหาวิทยาลัย ทำ/ไม่ทำ อะไร  ในสถานการณ์ปัจจุบัน  

ในการประชุมวันแรก ท่านอุปนายกสภา ทำหน้าที่แทนนายกสภา (ซึ่งป่วย) คือ ศ. ดร. นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย บอกว่า ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการทำหน้าที่ IEE ของมหาวิทยาลัย    I = Innovation, E = Engagement, E  Entrepreneurial    ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง    และตีความต่อว่า ในยุคของท่านอธิการบดี ผศ. ดร. นิวัต แก้วประดับ นี้    ภารกิจเชิงกลยุทธ์คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัย จากรูปแบบที่เราคุ้นเคย ไปสู่มหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ IEE    เป็นยุคที่เน้น change management     เปลี่ยนมหาวิทยาลัย ไปจากรูปแบบเดิมๆ    ที่เรียกว่า สร้าง transformation  

ใช้กำปั้นทุบดิน บอกได้ว่า เปลี่ยนระบบ กับ เปลี่ยนคน

เปลี่ยนระบบ จากระบบวิชาการแยกตัว โดดเดี่ยว วิชาการเพื่อวิชาการ    ไปสู่ระบบวิชาการ IEE  วิชาการเพื่อบ้านเมือง    มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนขับเคลื่อนประเทศไทย ๔.๐   ในสภาพเช่นนี้ ระบบข้อมูล  และทักษะการทำงาน  ต้องเพื่อ “รู้เขา”  “รู้ความต้องการของเขา”    ‘เขา’ ในที่นี้คือบ้านเมือง สังคม และโลก    และคนมหาวิทยาลัยต้องออกไปทำงานกับเขา    เพื่อความแข็งแรงของตนเอง    เพื่อทำหน้าที่ได้อย่างมีผลงานที่คุณภาพสูง   

เปลี่ยนคน คือเปลี่ยนทักษะ  เปลี่ยน mindset    และเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติภารกิจ   

ตามที่ฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยเสนอแนวทางและประเด็นสัมมนา retreat    เน้นที่การเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยส่วนราชการ    เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ    แต่ผมคิดว่าส่วนนั้นน่าจะมีน้ำหนักเพียงร้อยละ ๔๐ (เป็นส่วนที่มีกฎหมายกำกับ)    อีกร้อยละ ๖๐ เป็นการ transform มหาวิทยาลัยสู่สังคมหรือโลกยุคใหม่    ซึ่งไม่มีกฎหมายกำกับ    นี่เป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ   ไม่ใช่สาระจากการประชุม   

สภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่ตั้ง/ชี้/กำหนด เป้า    ช่วยหรือร่วมกับฝ่ายบริหารในการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อบรรลุเป้า     รวมทั้งจัดระบบเฝ้าระวังอนาคต     และช่วยให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงได้เร็วและถูกทาง     เพราะโลกและสังคมยุคปัจจุบันมีสภาพ VUCA   

ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ชี้ให้เห็นว่า ในการทำหน้าที่กำกับดูแล (governance)   มีหลักการทำงานตาม 4 quadrant    โดยมีเส้นแบ่งแนวดิ่งเป็น ภายนอก – ภายใน    และเส้นแบ่งแนวนอนเป็น อดีตและปัจจุบัน – อนาคต    แล้ว ศ. ดร. กนก วงษ์ตระหง่าน ออกมาเติมวงกลมแห่งการขับเคลื่อน  เป็นรูปที่ ๑    ได้หลักการว่า กลไกกำกับดูแล เริ่มจาก quadrant ขวาบน ที่สนองภายนอกและอนาคต เป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ (strategies)     วนสู่ quadrant ขวาล่าง ที่สนองภายในและอนาคต  เป็นการกำหนดนโยบาย (policy)     วนสู่ quadrant ซ้ายล่าง ที่สนองภายในและปัจจุบันและอดีต เป็นกิจกรรม ติดตามและตรวจสอบ (compliance & audit)   วนสู่ quadrant บนซ้าย ที่สนองภายนอกในปัจจุบันและอนาคต เป็นกิจกรรมเพื่อแสดงความรับผิดรับชอบ เพื่อความน่าเชื่อถือ (accountability)    

การประชุมกลุ่ม ใช้วิธี World Café   ทุกคนได้ประชุมทั้ง ๓ หัวข้อคือ  (๑) ด้านวิชาการและวิจัย   (๒) ด้านบุคลากร   และ (๓) ด้านการเงินและทรัพย์สิน    ผมตีความจากรายงานสรุปผลการประชุมว่า    คนมหาวิทยาลัยยังมองภาพการทำงานของมหาวิทยาลัยในรูปแบบเดิมๆ     ยังต้องการใช้สภาเป็นเพียงเพื่อภารกิจ fiduciary mode   ไม่เข้าใจ้ strategic mode และ generative mode ของ governance    

ผมเสนอให้ใช้สภามหาวิทยาลัยเพื่อช่วยสร้าง “ความยั่งยืน” โดยการ transform สู่สภาพที่เห็นคุณค่าชัดเจนในบริบทสังคมแบบใหม่    และมีทรัพยากรสนับสนุนจากการทำงานเป็นหุ้นส่วนพัฒนาบ้านเมือง    ไม่ใช่จากการแบมือขอจากรัฐอย่างในอดีต     

วิจารณ์ พานิช

๒๗ ต.ค. ๖๑

สนามบินนครศรีธรรมราช



1 แนวทางทำหน้าที่กำกับดูแล ๔ มิติ

2 บรรยากาศในห้องประชุมใหญ่วันที่สอง

3 ถ่ายอีกมุมหนึ่ง

4 บรรยากาศการประชุมกลุ่ม