ภาคบ่ายเราพยายามเรียกลูกค้ากันใหญ่ ตอนแรกๆ ไม่มีคน นึกว่าวิทยากรต้องคุยกันเองเสียแล้ว แต่พอเริ่มไปได้สักครู่ก็มีผู้สนใจเข้ามา กะดูด้วยสายตาน่าจะมากกว่าในช่วงเช้า

 

 บรรยากาศในห้องเครือข่ายเบาหวาน ภาคบ่าย

นพ.นิพัธ กิตติมานนท์ หัวหน้างานเวชศาสตร์ครอบครัว รพ.พุทธชินราช เล่าเรื่องโครงการเบาหวานแบบบูรณาการที่เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ก่อนที่จะรู้จัก KM ผ่านตลาดนัดความรู้ครั้งที่ ๑ ของเราเมื่อต้นปี ๒๕๔๘ ได้ความคิดและเครื่องมือไปใช้ในการทำงาน ได้รู้ว่าส่วนที่อ่อนของงานตนคือการดูแลโรคแทรกซ้อน ทำอย่างไรจึงจะเรียนรู้ได้เร็ว จึงไปขอเรียนรู้จากที่ที่มี Best Practice ผ่านกิจกรรม Peer Assist กับทีม รพ.เทพธารินทร์ “เรียนลัด แต่ไม่ลอก” และได้ Best Friend มาด้วย เพราะทำงานด้านเดียวกัน ทุกคนกล้าพูด แม้แต่สิ่งที่ทำแล้วผิดพลาด ได้รู้จักกันในบรรยากาศที่เป็นมิตร

จาก Peer Assist  ขยายผลจนเกิดคลินิกเท้า และยังนำกระบวนการนี้ไปใช้พัฒนาทีมดูแลผู้ป่วยเบาหวาน คลินิกเบาหวาน รวมทั้งนำไปใช้ในชุมชนด้วย มีการนำผู้ป่วย ๒ ตำบลมาเจอกัน เอากลุ่มเสี่ยงจากตำบลต่างๆ มารวมกัน ให้คุยกันเองว่าจะทำอย่างไร เกิดผลลัพธ์ที่ดีมากคือกลุ่มเสี่ยงจำนวนมากมีน้ำหนักตัวและน้ำตาลในเลือดลดลง แม้จะมีส่วนน้อยที่เส้นรอบวงเอวลดลง

คุณหมอนิพัธบอกว่าชาวบ้านเปิดใจได้ง่ายกว่าเราหลายร้อยเท่า ทีมของ รพ.เป็นแค่ facilitator การยืนสอนสุขศึกษาหมดสมัยไปแล้ว การเอาคนตัดขา ไตวายมาให้ดู ไม่สำเร็จหรอก ต้องเอา Good model มาจึงจะได้ผลได้ประโยชน์มากกว่า ได้จัดให้ชมรมเบาหวานมาเจอกันแบบธรรมชาติ ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว “ไร้รูปแบบ แต่ได้ผล” วัดผล ๖ เดือนที่ผ่านมา HbA1C ดีขึ้น พฤติกรรมต่างๆ ดีขึ้น กิจกรรมแบบนี้จึงขยายไปสู่กลุ่มมะเร็ง กลุ่มดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่บ้าน นอกจากนี้ยังใช้ GotoKnow ในเกือบทุกส่วนงาน ในฐานะหัวหน้าสามารถติดตามผลงานของคนทำงานผ่านบล็อกได้

 
 จากซ้ายคุณหมอนิพัธ คุณหมอสกาวเดือน และ ภก.เอนก

ภก.เอนก ทนงหาญ จาก รพร.ธาตุพนม เล่าว่าเอา KM มาช่วยงานอะไรได้บ้าง ตั้งแต่เข้าร่วมตลาดนัดความรู้ครั้งที่ ๑ แล้วมาเรียนรู้เรื่องการดูแลเท้าผ่านกิจกรรม Peer Assist เอาภาพผู้ป่วยรายแรกที่ใช้ vacuum dressing ที่คนตื่นเต้นกันทั้ง รพ.มาให้ดู ได้เปิดคลินิกเท้า จนนำการป้องกันลงสู่ชุมชน ในเบื้องต้นคุณอเนกบอกว่า “ให้ผู้ป่วยรู้ก่อนว่าต้องตรวจเท้า หมอกล้ามาจับเท้าก็ซื้อใจได้เกินครึ่งแล้ว”

หลังจากนั้นจึงเกิดชมรมผู้ป่วยเบาหวาน สอ.ละ ๑ ชมรม ที่เพิ่งมีการประกวดชมรมกันเมื่อไม่กี่วันมานี้ เอง เอารูปภาพกิจกรรมต่างๆ มาโชว์ เห็นสีหน้าทั้งของผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสแบบคนมีความสุข คุณอเนกบอกอีกว่าใช้ KM แล้วเรียนรู้ผู้ป่วยได้มากขึ้น “แค่ให้เขารวมตัวกันได้ก็ถือว่าทำแล้ว” “ส่งเสริมให้เขาทำแล้วเขาทำได้ตั้งเยอะ” “เขาพูดกันเองได้อะไรตั้งเยอะ” “ทำงานกับชาวบ้านสนุก” ที่สำคัญคือ “ใช้ KM แล้วผมทำงานเป็นทีมมากขึ้น ทำงานสนุกขึ้น”


ตบท้ายด้วย พญ.สกาวเดือน นำแสงกุล เล่าว่าไปตลาดนัดความรู้ครั้งที่ ๒ เมื่อปลายปี ๒๕๔๘ และ Peer Assist เมื่อต้นปี ๒๕๔๙ แล้ว ได้นำความรู้ไปใช้อย่างไรบ้าง คุณหมอฝนมีไอเดียดีๆ เพื่อผู้ป่วยเบาหวานเสมอ ตัวอย่างเช่น กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนในผู้ป่วยเบาหวาน จัดคนที่รู้จักกัน บ้านอยู่ใกล้กัน หรือเคยเห็นกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ให้ช่วยเหลือดูแลกัน โดยมีเจ้าหน้าที่เป็น facilitator กลุ่มแบบนี้มีมิติทางสังคมเข้ามาด้วย หัวหน้ากลุ่มช่วยลงบันทึก ช่วยวัด BP จากที่ทำแบบนี้มา พบว่ามีกลุ่มออกกำลังกายเยอะขึ้น “ผู้ป่วยสอนกันเองได้ดีกว่าเรา ถ้าเราพูดเขาจะไม่เชื่อ” เวลาที่มา follow up ก็พาเขาเล่นเกมส์ให้มีความสุข

คุณหมอฝนยังเล่าถึงการใช้วิธีการตรวจน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร ๒ ชม.ในการติดตามผู้ป่วย วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรมได้ง่ายกว่า เพราะเห็นจริงว่ากินแล้วน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ผู้ป่วยก็ได้เรียนรู้ คนรักษาต้องตระหนักว่าผู้ป่วยแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่าเพิ่งรีบปรับยา ให้เวลาผู้ป่วยปรับพฤติกรรมก่อน ส่วนที่ยากคือคนยังไม่คุ้น ผู้ป่วยทำใจไม่ได้ เพราะค่าน้ำตาลตัวนี้สูงกว่า FPG

กองทุนรองเท้าก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่คิดขึ้นมา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานได้ใส่รองเท้าที่เหมาะสม สามารถลดการเกิดแผลที่เท้าได้ เจ้าหน้าของครบุรีได้เรียนรู้วิธีการดูแลเท้าผ่านกิจกรรม Peer Assist กับทีมของ รพ.เทพธารินทร์และอาจารย์สมเกียรติ มหาอุดมพร ที่ไปเยี่ยมเยียนถึงที่ มีตัวอย่าง monofilament ที่ทำกันเองด้วย

 

 Monofilament made in Khon Buri

ฟังเพื่อนสมาชิกเครือข่าย KM เบาหวานเล่างานของตนเองทั้งภาคเช้าและบ่ายแล้ว บอกได้คำเดียวว่ามีความสุขค่ะ

วัลลา ตันตโยทัย วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๙