หลังจากนั่งคิดนอนคิดอยู่ทั้งวัน(เมื่อวานนี้) ก็พยายามเอามาลงบันทึกแต่เป็นอย่างที่ท่านอาจารย์......(จำชื่อไม่ได้อะครับ ขอโทษนะครับ) ที่ผมเข้าไปร่วมกิจกกรมห้องคิดสุข ทำสุข กล่าวไว้จริงๆ ว่า เราต้องใช้เวลาย่อยข้อมูลนานกว่าตอนทาน(ฟัง) มาก จึงจะได้เป็นความรู้ออกมา

ตอนนั้นผมคิดถึงตอนเอาข้าวเข้าไปในปากมันเร็วมากนะครับ(ราว 2-5 วินาทีจากการตักและย้ายมาเข้าปาก)

แต่พอเคี้ยวก็เสียเวลาแล้ว (10 วินาทีแต่ถ้ารีบมากเคี้ยว 2 ตุ้ยก็กลืนตก 5 วินาที)

จากนั้นก็เคลื่อนลงท้อง เจอน้ำย่อยในกระเพาะ ไปลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กว่าจะย่อยจนดูดซึมเสร็จ ถ่ายออกมาราว 8 ชั่วโมงครับ ทั้งที่ผมใช้เวลากินราว 10-20 นาทีเท่านั้น

 กว่าข้อมูลจะเข้าหัวผม ต้องผ่านระบบย่อยซึ่งดูท่าจะไม่ค่อยดีเพราะผมกินมามากเหลือเกินจนย่อยไม่หมด (ท่าเป็นอย่างนี้ผมคงอ้วนแน่)


 บันทึกนี้ผมตั้งใจเขียนหลายอย่างมาก จนผมคาดว่ามันจับฉ่าย เอ้ามาลองดูนับดูกันดีกว่า

เริ่มจาก เรื่องมุมมองครับ ผมเริ่มมองเห็นความพยายามของการทำงานของทุกคนในที่ทำงานมากขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คอมพิวเตอร์ที่เริ่มลื่นขึ้น ค้างน้อยลงมาก ซึ่งผมไม่เจอใครชมเลยครับว่า หน่วยสารสนเทศเขาทำได้ยังไง ผมเห็นว่า มันเป็นอะไรที่น่าชื่นชมครับ แต่ถ้ายังเป็นบ่อยๆ ผมก็พูดไม่ถูกว่าควรชมไหม (น่าจะเป็นปัญหาที่ควรมาคุยกันนะครับ เพราะเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่ใช้คอมพิวเตอร์หวาดผวา)

 อีกตัวอย่างที่เห็นจากในห้องทำงานครับ คือ พี่ยุพินที่ผมไม่เข้าใจมาก่อนครับว่าพี่เขาจะเก็บ เรียงใบสั่งยาไปทำไม แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วเพราะเจอกับตัวของผมเอง เหตุการณ์ คือ คนไข้นอกมาบอกว่าห้องยา(ใน)นะให้ยาป้าแกไปผิด(คนไข้นอก) ผมตอนแรกก็งงครับเพราะเป็นยาจากอายุรกรรมไม่ใช่จากแผนกที่เราจ่ายปกติ แต่หลังจากความร่วมมือพี่ๆ ในห้องเสนอให้ไปตรวจดูใบสั่งยาจากพี่ยุพิน ได้ใบมาเร็วมากครับเพราะคนไข้ได้ยานี้ไปราว 3 เดือนได้แล้ว ใบยาแต่ละวันเฉพาะห้องยาในที่มีทั้งคนไข้นอก+ในก็ตกราว 200 ใบ พอเข้าไปดูก็พบว่ามันผิดตั้งกะแพทย์เขียนใบยามาครับและป้าแกก็มาซื้อยาห้องเราจริงๆ เพราะป้ามาตรวจตาและตรวจความดันพร้อมกันเลยมารับยาห้องเรา เหตุการณ์ก็ผ่านไปเรียบร้อยครับ เพราะผมมองว่าไม่ว่าใครผิด คุณป้าเขาก็มองว่าเป็นความผิดของรพ. เรานั่นแหละ

หลังจากเหตุการณ์นั้นผมก็ทึ่งในงานของพี่ยุพินมากขึ้นที่ต้องมาเก็บเอกสารที่ไม่แน่ว่าจะใช้เมื่อไหร่ แถมปริมาณมากเช่นนั้น ผมเลยได้ลองไปคุยกะพี่เขา คำพูดที่ไหลพรั่งพรูออกมาถึงความยากลำบากในการแยกแยะที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน (บอกตามตรงว่าจำไม่หมด+เข้าใจไม่หมดด้วยครับ)

หลังจากฟังจบ ผมคิดว่าผมน่าจะช่วยอะไรพี่เขาได้มั่งไหม เพื่อให้งานพี่เขาทำได้สบายขึ้น งานจะได้ไหลลื่นขึ้นด้วย สิ่งที่ผมพอช่วยได้ตอนนี้คือ การเก็บข้อมูลสถิติครับ การนำข้อมูลมารวมกันและทำยอดให้ตรงกันทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งพี่ยุพินเสนอให้รวมยอดจากพี่ดุลย์ด้วย+ผมคิดได้ว่ามียอดที่พี่วิไลวรรณอีก เป็นโอกาสดีที่จะทำยอดสถิติให้ตรงกันทั้งกลุ่มงานเลย ผมนัดเจอพี่เขาอีกที+บอกพี่ให้เตรียมใจมาทำ Excel กับผมด้วย (พี่เขาเอ่ยปากทันทีว่าแกใช้ไม่เป็นนะ เอานะเดี๋ยวก็เป็นครับ)

หลังวันนั้นผมนึกถึงที่พี่ไมโตเคยลงความเห็นไว้ ถ้าเราทำระบบให้ดีเราก็ไม่ต้องมานั่งเก็บสถิติมือเช่นที่ยุพินต้องมานั่งนับ,เรียงทุกเย็นนี้ หากมีการทบทวนใบยามากกว่านี้เหตุการณ์ดังกล่าวคงไม่เกิด......

ยิ่งคิดผมยิ่งเห็นแววว่างานมันหนักขึ้นจนผมในตอนนั้นเลิกคิดไป

ตอนนี้ผมได้คิดแล้วครับว่า ควรจะฟังความเห็นของทุกคนมากกว่านี้ เราต้องตั้งทีมขึ้นมา ไม่ใช่"ผม"คิดอยู่คนเดียว แต่ต้องให้"พวกเรา"ในทีมทุกคนหาทางออกร่วมกัน ก่อนถึงวันนั้นผมคงต้องนัดคุยกันหลายคนแล้วแต่จะนัดได้มาหรือเปล่านี่สิ

ขอจบเรื่องแรกที่ผมว่ายังไม่จบดีก่อนนะครับเพราะเห็นว่ามันยาวแล้ว

ปล. มานั่งนับอีกทีว่ามีคำว่า "ผม" ในบันทึกนี้กี่คำ พบว่ามีถึง 33 คำเชีวเเฮะ

ปล2. รู้สึกตัวเองเขียนน้ำเยอะมาก แต่ผมถืดว่าเป็นไดอารี่ไว้อ่านวันหลังด้วย จะได้รู้ว่าตอนนั้นเราคิดยังไงนะไม่เป็นไรนะ

ปล3. เมื่อวานลองนั่งหา+อ่านบันทึกจากป้าย"มหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ" พบว่าที่หาเจอมี 7 หน้าเต็ม วันนี้อาจมีมากว่าเพราะบันทึกนี้เพิ่มปอีก 1 หุๆ เยอะมากครับแต่จะทยอยๆ อ่านไป