วันนี้เป็นบทความที่ผมอยากเขียนมาสักพักเป็นเรื่องของเตงงายสุดยอดแม่ทัพของวุยก๊กที่สามาถพิชิตเสฉวนได้  เตงงายเป็นแม่ทัพที่มีความสามารถมากในวัยเด็กติดอ่างยากจนพ่อตายเลยได้เลี้ยงวัวอย่างเดียวแต่ที่น่าตลกในหมู่คนรู้จักคือเวลาต้อนวัวไปไหนเตงงายเด็กน้อยมักจะพูดออกมาเสมอว่าาถ้าเขาเป็นแม่ทัพเขาจะตั้งทัพอยู่ตรงโน้นตรงนี้เหมือนเพ้อๆคนก็ดูว่าหาสาระอะไรไม่ได้  มีวันหนึ่งเด็กติดอ่างมาทำบัญชีและเจอราชครูสุมาอี้โดยบังเอิญสุมาอี้เห็นปฏิภาณเพราะสุมาอี้ไปล้อเลียนเตงงายคือตอนสุมาอี้ถามว่าชื่ออะไรเตงงายบอกเตงเตงงายงายสุมาอี้เลยแซวว่าตกลงเตงงายมีกี่คน  เตงงายเลยตอบกลับว่าเวลาเราเจอพญาหงษ์เราจะเรียกนั่นพญาหงษ์พญาหงษ์ตกลงมีพญาหงษ์กี่ตัวสุมาอี้ไม่โกรธกลับชื่นชมปฏิภาณเลยรับเตงงายมาทำงานด้วย 

Credit ภาพhttps://twitter.com/three__kin... 

เตงงายเริ่มพิสูจน์ฝีมือตอนสุมาอี้ต้องเจอกับทายาทขงเบ้ง นั่นคือแม่ทัพอัจฉริยะเกียงอุยตอนแรกเพลี่ยงพล้ำแต่พอให้เตงงายไปรบกลับพลิกสถานการณ์จากเสียเปรียบมาได้เปรียบทำให้เสฉวนไม่สามารถตีเอาชนะวุยก๊กได้ที่สุดก็สามารถรุกคืบ เอาชัยชนะมาให้สกุลสุมาได้ในที่สุด 

จะว่าไปเตงงายคือกุญแจสำคัญในการรวมก๊กในตอนท้ายถ้าสุมาอี้ไม่เห็นเตงงาย ก็จะไม่มีเตงงายแม่ทัพที่แกร่งที่สุดในปฐพี.. สามก๊กอาจยุ่งเหยิงไปอีกนานเพราะไม่มีใครต่อกรกับเกียงอุยได้อาจทำได้แต่ก็ต้องนานกว่านี้จึงอาจไม่ใช่ตระกูลสุมาที่รวมแผ่นดินได้ตระกูลสุมาอี้อาจพังจากภัยภายในไปก่อนเพราะรบไม่ชนะสักที  ...การมีเตงงายพลิกทุกอย่าง  

เรื่องของสุมาอี้สอนอะไรเราครับ

  1. ต้องรู้จักมองแววคนให้ออกเรื่องของเตงงายทำให้ผมรู้สึกว่าสุมาอี้กลายเป็นผู้พิชิตเพราะมองแววคนออกสุมาอี้มองเห็นจุดแข็งคนและเอามาใช้ได้ถูกจุด  ในทางวิชาการต้องบอกเลยว่าสุมาอี้แตกฉานเรื่อง Positive Psychology  หรือจิตวิทยาบวกที่เน้นการพัฒนาคนจากจุดแข็งศาสตร์นี้เชื่อว่าหากเราพัฒนาคนจากจุดแข็งคนๆนั้นจะเติบโตมีความเข้มแข็งทางจิตใจและอาชีพได้ 
  2. เป็นผู้ใหญ่แล้วควรมีปฏิสัมพันธ์กับผู้น้อยรอบตัวอาจเจอคนเก่งๆมาช่วยงานเราได้ 
  3. คนไม่ว่ามาจากเศรษฐฐานะอะไรถ้าได้มีโอกาสใช้จุดแข็งของตนเองสามารถเติบโตมาสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ให้องค์กรได้ไม่ขีดจำกัด  จากเด็กเลี้ยงวัวไม่มี Background การศึกษาอะไรดีๆก็ไปดีได้เพราะฉะนั้นอยากสำเร็จต้องหูตากว้างไกลให้โอกาสคน 
  4. การประเมินจุดแข็งของคนเกิดขึ้นได้ทุกโอกาส  คนเราต้องใช้ทุกโอกาสนี่แค่มาส่งการบ้านก็ได้นายทัพในอนาคตแล้วผมไม่แปลกใจดูคนเก่งในวุยก๊กนี่เยอะเหลือเกินน่าจะเยอะกว่าทุกก๊ก  ผมว่าสุมาอี้คงสนุกกับการค้นหาจุดแข็งของคนมากๆ 
  5. ให้การศึกษาเป็นพี่เลี้ยงพัฒนาคนเอามาใช้งานเปิดโอกาสให้ทำงานท้าทาย 
  6. ตัวคุณเองไม่ว่าจะอยู่ในเศรษฐฐานะใดถ้าคุณค้นพบตัวเองคุณอาจกลายเป็นคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกได้ 
  7. การมองคนให้โอกาสคนของสุมาอ้ี้คล้ายๆ กับผู้นำที่โดดเด่นคนอื่นๆ เช่นเล่าปังที่ไปเจอหันซิ่น และเจงกิสข่าน ที่ได้นายพลสุเบไดมา เหมือนๆกันเลย 
  8. เตงงายไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดอย่างเดียว มีอย่างอื่นประกอบ เพราะก๊กอื่นอ่อน แต่ก็เป็นส่วนสำคัญมากๆ  เพราะถ้าก๊กอื่นอ่อนแล้ววุยก๊กอ่อนก็คงไม่ชนะครับ 

นี่ครับที่ผมเห็นจากกรณีของเตงงาย

มายุคปัจจุบันเราจะทำอย่างไรถึงจะมองคนให้ออกได้อย่างสุมาอี้ เราจะมีสายตาแบบสุมาอี้ ..นอกจากมองแบบข้างบนแล้วผมมีเครื่องมือมาแชร์ครับสมัยใหม่ในทาง Positive Psychology  เรามีเครื่องมือในการมองแววคนหลายตัววันนี้ผมมานำเสนอสามตัวครับ

1. VIA Character Strengths  ตัวนี้มีทั้งทำฟรีกับเสียตังค์  เครื่องมือนี้ได้รับการรับรองทางวิชาการด้วยเมื่อคุณทำออกมาจะเห็นว่าคุณมีจุดแข็งอยู่ 24 อย่างจะมีที่เด่นๆอยู่ 5 ตัวตรงนี้ให้คุณเอาจุดแข็งเด่นๆของคุณไปใช้แก้ปัญหาสร้างตัวเองทำอาชีพ  มีแบบสำหรับเด็กด้วยผมว่าถ้าเล่าปี่และโจโฉเกิดมายุคนี้มาทำแบบสอบถามนี้น่าจะได้จุดแข็งหลักคือ (Leadership) และความกล้าหาญ (Bravery)   เด็กสองคนนี้จะไม่ใช่เด็กหน้าห้องถ้ามาเรียนม.ปลายในเมืองไทยครูบางท่านอาจมองว่าดช.เล่าปี่กับดช.โจโฉ ไม่มีอนาคต เพราะไม่สนใจเรียนคงเอ็นต์เข้าหมอวิศวะนิเทศน์ไม่ได้แน่นอนไม่มีวันได้เข้าห้องกิฟต์ครับ  แต่ถ้าครูเก่งๆ  จะมองอาจแนะนำให้ไปเรียนบริหารธุรกิจหรือไปเรียนรัฐศาสตร์มากกว่า .. และจะต้องดีใจที่เห็นเด็กมีแววแบบนี้ เพราะเราจะได้ผู้นำที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ เราอาจได้รัฐมนตรี หรือนายกที่สร้างความเจริญให้กับยุคสมัยแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน มากกว่าจะได้คุณหมอเจ้าของโรงพยาบาลเอกชน หรือวิศวกรบริษัทต่างชาติ ...สนใจ ลองเข้าไแบบสอบถาม VIA ดูได้ที่นี่  http://www.viacharacter.org/ww...  

ผมเองมีจุดแข็งหลักคือรักการเรียนรู้ (Love of Learning) กับความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)  ปัจจุบันก็เลือกอาชีพถูกคือมาเป็นอาจารย์มหาลัยเพราะต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆตลอดแถมต้องคิดทำโน่นนี่นั่นให้มันออกนอกกรอบเสมอตอนไปทำงานเอกชนนี่ผมอึดอัดประสาทกินมากๆเพราะต้องอยู่ในกรอบระดับหนึ่งตอนนี้สุดเหวี่ยงครับเพราะได้ใช้จุดแข็งสองข้อนี่เต็มที่    นี้เขาจะยกตัวอย่างคนที่ผู้นำคนเก่งๆที่มีจุดแข็งแต่ละด้านจะทำให้พอเห็นแนวทางว่าจะพัฒนาตัวเองไปในแนวไหนต้องเสริมอะไรผมกับเพื่อนเคยเอาเครื่องมือนี้มาหาจุดแข็งของพนักงานผู้บริหารในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ผลน่าสนใจสามารถหาจุดแข็งที่มีร่วมกันเอามาพัฒนาเป็นวิสัยทัศน์ค่านิยมแผนกลยุทธ์พัฒนาองค์กรได้

2. StrengthsFinder   นี่ก็น่าสนใจค้นหาจุดแข็งแล้วเอามาใช้งาน ..ปัจจุบัน DTAC เลิกใช้ KPI แล้วเครื่องมือนี้มาพัฒนาพนักงานทุกคนด้วยการให้ประเมินแล้วให้ทุกคนเอามาคิดว่าจะเอามาใช้ในงานมาสร้างความสำเร็จในงานได้อย่างไร...ทำแบบสุมาอี้เลย  แต่เสียตังค์นะครับไม่เหมือนอันแรกทำเสร็จแล้วจะมีคำอธิบายออกมาว่าที่จุดแข็งที่ว่ามันหมายถึงอะไรผมมีตัวหนึ่งคือ Ideation คือประมาณว่าเป็นคนที่ชอบเชื่อมต่ออะไรที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวกันมาพัฒนาเป็น idea ใหม่ๆได้นี่เลยครับตัวตนผมผมทำอย่างนี้บ่อยมากๆและทำทีไรมีความสุขและก็สำเร็จในงานมากขึ้นด้วยชัดมากๆเช่นการเขียน Blog ผมจะชอบวิจารณ์หนังละครด้วยการเชื่อมโยงบางประเด็นที่น่าสนใจเข้ากับทฤษฎีทางบริหารแปลกๆรวมทั้งเหตุการณ์ปัจจุบันเหมือนที่ผมวันนี้ผมเชื่อมโยงสามก๊กเข้ากับ Positive Psychology ... การทำอย่างนี้ส่งผลกับอาขีพผมด้วยคนสมัยนี้อ่านจากอินเตอร์เน็ตครับหลายครั้งผมได้รับเชิญไปสอนจำนวนมากเกิดจากคนไปอ่านเจอบทความแปลกๆของผมแล้วตามหาผมไปสอนให้ ...นี่ไงครับถ้าคุณเจอจุดแข็งของคุณไม่ว่าจะแบบประเมินใดก็ทำไปเลยครับทำมากๆทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆเพราะมันสนุกจริงๆแถมทำไปเรื่อยๆความสำเร็จจะตามมาเองสนใจดูที่นี่ครับ  https://www.gallupstrengthscen..


3. StrengthsProfile   ตัวนี้มาใหม่สุดถ้าคุณทำตัวนี้ถามผมได้ผม Certified มาแล้ว  ตัวนี้ดีมากๆทำแล้วคุณจะรู้จุดแข็งที่คุณใช้แล้วมีพลังและใช้บ่อยๆ (Realized Strengths) นอกจากนี้ยังทำให้คุณรู้จุดแข็งที่คุณมีใช้แล้วมีพลังแต่ไม่ค่อยได้ใช้ (Unrealized Strengths)  สองตัวนี้คุณจะเห็นโอกาสการพัฒนาตนเองมากๆ   เช่น Realized Strengths สำคัญที่ตรงสุดๆคือ Scribe คือการเขียนครับใช่เลยการเขียนนี่แหละที่ทำให้ผมมีความสุขผมชอบเขียนงานปริญญาเอกของผมสนุกมากครับ 300 หน้าเขียนมันทุกวันมีความสุขมากผมใช้จุดแข็งนี่ครับสร้างตัวเอง ...ส่วน Unrealized ก็มีเช่น Explainer หรือความสามารถทำอธิบายเรื่องยากๆให้มันง่ายได้นี่ครับสมัยทำงานเอกชนไม่ค่อยได้ใช่พอมาเป็นอาจารย์ได้ใช้มากๆผมชอบพัฒนาการสอนที่เข้าใจง่ายสนุกมากๆแต่เรื่องหนึ่งที่ผมจะต้องทำคือผมไม่ค่อยใช้ความสามารถตัวนี้ในการอธิบายสิ่งที่ผมทำอยู่ให้เพื่อนร่วมงานและผู้บริหารฟังทำให้ผมไม่ได้รับการสนับสนุนในหลายครั้ง .. OK เข้าใจแล้วเดวเอามาใช้ใหม่ 

อีกอันที่เด่นคืออธิบายเรื่อง Learned Behavior คืออะไรที่คุณทำได้ดีแต่ทำแล้วหมดพลัง   ..นี่เองก็สำคัญหลายครั้งคุณถูกใช้งานไปทำสิ่งที่คุณไม่ชอบแต่คุณทำได้ดีเข้าเลยให้คุณทำอยู่อย่างนั้นที่สุดคุณหมดไฟเคยไหมครับผมก็มีเช่น Planful คือการวางแผนแบบเป๊ะๆ OMG ผมไม่ค่อยสนุกทำได้ดีครับเช่นการวางแผนในคณะผมเคยเป็นกรรมการบริหารต้องวางแผนลงรายละเอียดมากผมไม่สนุกเลยทำได้ครับแต่เกลียดมากทำแล้วหมดแรงที่สุดผมถอยให้คนอื่นที่เขาถนัดทำแต่ถ้าทำต่อผมอาจเลิกเป็นอาจารย์ก็ได้  สุดท้ายคือเรื่อง Weakness คือจุดอ่อนเรื่องนี้ทำได้ไม่ดี แถมหมดมีพลัง... ถ้าเจอพยายามใช้จุดแข็งมาทดแทนหรือให้คนอื่นทำเถอะเช่น Adherence หรือการเคารพกติกา ผมไม่ค่อยมีครับทำตามกฏกติกาแล้วมันน่าเบื่อโชคดีมาเป็นอาจารย์ครับเลยติสต์แตกได้หน่อยผมไม่มีวันไปเป็นพนักงานประจำบริษัทที่ทำตามกติกามากๆเป็นอันขาดปัจจุบันเป็นอาจารย์ใช้จุดแข็งมาพัฒนาอาชีพก็ไม่ต้องรำคาญใจอีกต่อไป  สนใจการประเมินแบบนี้เข้าไปที่นี่แต่เสียตังค์นะครับ  https://www.strengthsprofile.c... 


4. คำถามคือถ้าไม่ใช้แบบสอบถามใช้แบบอื่นได้ไหม  ทำแบบสุมาอี้ครับสละเวลาคุณสักนิดลองคุณกับคนอื่นแต่คุยแบบฟังมากๆไม่ใช่ไปสอนเขานะครับเราเรียกว่า Theory U ผมเคยจัด Theory U ให้กับผู้บริหารเทศบาลนครแห่งหนึ้งวิธีทำคือให้คนหนึ่งนั่งกับอีกคนเล่าเรื่องที่ตัวเองภูมิใจหลายๆเรื่องครึ่งชั่วโมงจากนั้นสลับกันแล้วถามตอนท้ายว่าที่ฟังๆมาปิ๊งแว๊บอะไรเห็นความเชื่ออะไรในตัวเองและจะทำอะไรร่วมกันมีผู้บริหารรายหนึ่งนั่งฟังเด็กฝึกงาน.. ฟังครึ่งชั่วโมงเจออะไรที่สุดๆคือแต่เดิมทุกคนจะเชื่อว่าเด็กฝึกงานมันก็เด็กฝึกงานพอฟังผู้บริหารปิ๊งเลยว่าเด็กคนนี้เข้ามาแค่สามเดือนจับทุจริตได้  เก่งมากๆพอจบ Session เลยถามกันต่อทำไมเก่งถึงขั้นจับทุจริตได้เธอบอกว่าก็เธอเคยเป็น Auditor (ผู้ตรวจสอบบัญชี) มาก่อนเคยตรวจสอบบัญชีบริษัทมาก่อนเธอเลยหาความผิดปรกติเจอ...  นีผู้บริหารคนนี้ปิ๊งเลยว่าต้องไปสัมภาษณ์เด็กใหม่ๆว่าเคนทำอะไรมาบ้างแต่ก่อนมองข้ามเห็นเด็กฝึกงานไม่มีอะไรแค่พวกกระโปรงสั้นถ่ายเอกสารเป็นอย่างเดียว  เขาอาจมีจุดแข็งประสบการณ์ที่ช่วยองค์กรได้ไม่ควรปล่อยเดินไปเดินมาแบบนี้เสียโอกาส ดูวิธีทำ Theory U ที่นี่ https://www.gotoknow.org/posts...

5. ใช้ "สุมาอี้ Model" ทำแบบสุมาอี้เลยคือลองทดสอบปฏิภาณดูว่าตอบสนองแบบสร้างสรรค์ทันใจหรือไม่ 

6. ..และวิธีอื่นๆ ที่คุณถนัด 

"สรุปคืออยากสำเร็จด้วยมีความสุขด้วย คุณต้องหาจุดแข็งตัวเองให้เจอแล้วเอาไปใช้สร้างตัวเอง 

แต่อยากเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น ต้องหาจุดแข็งของคนรอบตัวให้เจอแล้วเอาไปใช้" 

เมื่อลูกน้องคุณประสบความสำเร็จและมีความสุขคุณก็จะเติบโตตามไปด้วย 

เอาเป็นว่าวันนี้ผมมีความสุขที่ได้เขียนถึงสุมาอี้เพราะพบร่องรอยการใช้อะไรที่ไปไกลมากจากยุคสามก๊กเรียกว่าล้ำยุคข้ามกาลเวลาเลยนั้นคือ "การพัฒนาคนจากจุดแข็ง" ที่ทำให้ตระกูลสุมาไปไกลกว่าใครและแม้ศาสตร์ Positive Psychology จะเป็นศาสตร์ใหม่และเพิ่งเป็นศาสตร์จริงๆราวปี 1999 นี่เองแต่ต่อไปนี้ผมจะถือว่าสุมาอี้คือผู้รู้จิตวิทยาบวก (Positive Psychology) ระดับครูคนแรกๆในประวัติศาสตร์  

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

ด้วยรักและปราถนาดี

ดร.ภิญโญรัตนาพันธุ์

www.aithailand.org

อ้างอิงสำหรับผู้ต้องการลงลึกเรื่องการประเมินคนจากจุดแข็ง

อีกแหล่ง เรื่องสามก๊ก  นามานุกรมสามก๊ก ฉบับแฟนพันธุ์แท้

https://www.se-ed.com/product/...