รักที่หลุดพ้น (ตอนที่ 6 ผ่อนคลายด้วยทางสายกลาง)


วรรณกรรมอิงธรรมะ เชื่อมโยงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับประวัติการศึกษาไทยในชนบทแห่งหนึ่ง ของยุคหนึ่ง ในหลายๆมิติ

      
        

      
          ออกมาเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำได้ไม่นานสัญญาณเรียกเข้าห้องปฏิบัติก็ดังขึ้นอีก
 " อะไรกันเนี่ย ได้อยู่บนสวรรค์ไม่นานจะต้องลงนรกอีกแล้วเรา"  หันไปมองเพื่อนสองคนแวบหนึ่งขณะเดินเข้าห้องปฏิบัติด้วยความเคียดแค้น แต่ดูเขาไม่สนใจมองเราเลย 
   "เป็นไงเป็นกัน สู้ต่อไป คงไม่ตายหรอก  ไม่งั้นคนที่เขามาปฏิบัติกันมากมายคงไม่มีใครมาปฏิบัติกันหลายๆรอบหรอก"  ใจเธอเริ่มตั้งมั่นแล้ว  เพราะโดยนิสัยเธอเป็นคนที่ชอบทำอะไรที่ท้าทายไม่ยอมแพ้อยู่แล้ว  เช่นถ้าทำเลขข้อไหนไม่ได้เธอก็จะต้องทำให้ได้          
        เสียงอาจารย์จากซีดีประโยคแรกดังขึ้น  “เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง...” เหมือนเรียกกำลังใจให้เธอสู้อีกครั้ง  เธอเริ่มตั้งสติ ทำใจให้สบายๆ  ไม่บีบบังคับลมหายใจ ค่อยๆปล่อยตามสบาย ดูลมหายใจที่เป็นปกติธรรมชาติตามที่อาจารย์สอน ดึงสติให้อยู่กับลมหายใจให้นานที่สุด  สังเกตลมหายใจเข้า-ออก  บางทีก็แว้บออกไปข้างนอกบ้าง แต่พอรู้ตัวก็ดึงกลับมา พยายามไม่โกรธ ไม่หงุดหงิด แล้วดูลมหายใจต่อไป  ไม่นานนักดูทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์  ลมหายใจเริ่มละเอียด เห็นการเข้าออกในจุดเล็กๆปลายช่องจมูกชัดเจนขึ้น  ความเจ็บปวดทั้งหลายมลายไปสิ้น  ตัวเบาโล่งโปร่งสบาย  เป็นครั้งแรกในชีวิตของเธอจริงๆที่ได้พบกับประสบการณ์เช่นนี้  นี่หรือที่เรียกว่าสมาธิ            
         เราเคยสวดมนต์กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า “สวากขาโต  ภะคะวะตาธัมโม(พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว) สันทิฏฐิโก(เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง)  อะกาลิโก(เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล)   เอหิปัสสิโก(เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า  ท่านจงมาดูเถิด)  โอปะนะยิโก(เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว)  ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ(เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน)...” คำสอนของพระพุทธองค์เป็นเช่นนี้จริงๆ  ความโกรธเพื่อนมลายหายสิ้น  มีใจที่จะปฏิบัติต่อไปโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย              
         ชั่วโมงธรรมะบรรยายในวันแรกของคืนนี้ เป็นธรรมะที่ฟังแล้วจับใจมากๆ  ตอบคำถามที่อยากรู้ของนิพาดาในการปฏิบัติที่ผ่านมาในวันนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง  ทุกคำสอนล้วนอ้างอิงมาจากพระไตรปิฎกที่อธิบายเข้าใจง่าย ทำให้เข้าใจทั้งเหตุ ทั้งผล วิธีปฏิบัติที่เป็นลำดับขั้นตอนอย่างชัดเจน อาจารย์มีนิทานที่สนุกและกินใจมาเล่าแทรกหลายเรื่อง              
         นิพาดาจับใจความในตอนหนึ่งของธรรมะบรรยายได้ว่า  เราจะพบความจริงของจิตด้วยประสบการณ์จริงของตนเองปรากฏชัดเจนขึ้น  คือจิตจะไม่ยอมอยู่นิ่งอยู่กับปัจจุบัน  แต่จะโลดแล่นไปคิดเรื่องราวในอดีตหรืออนาคตอยู่ตลอดเวลา  พอเริ่มรู้สึกตัวดึงให้กลับเข้ามาอยู่กับลมหายใจก็ได้สักพักเดียว  ไม่นานก็เผลอตัวโลดแล่นไปอีกแล้ว  ต้องพยายามดึงกลับมา เป็นอยู่เช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า  นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จิตของเรามีแต่ความปั่นป่วน เร่าร้อนอยู่เสมอ เพราะมันไม่รู้จักวิธีการมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน   วิธีการปฏิบัตินี้จึงต้องการฝึกให้เรารู้จักศิลปะในการดำเนินชีวิต  ให้อยู่กับความจริงในปัจจุบัน  โดยให้มีสติจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก  ต้องฝึกเช่นนี้อยู่บ่อยๆจนจิตเชื่อง   พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนเราให้ระวังสิ่งที่จะปิดกั้นขัดขวางจิตไม่ให้เราปฏิบัติได้สำเร็จที่จะคอยมาบั่นทอนรบกวนเราอยู่ตลอดเวลา นั่นคือ นิวรณ์ 5 อย่างคือ  กามฉันทะ  ความขัดเคืองใจ ความพยาบาทคิดร้ายใดๆ  ความง่วงเหงาหาวนอน  ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ  และความเคลือบแคลงสงสัย   จึงต้องใช้กำลัง 5 อย่างที่จะขจัดนิวรณ์ให้หมดสิ้นไป ที่เรียกว่า พละ 5 คือ  ศรัทธา  วิริยะ  สติ  สมาธิ  และปัญญา
         เมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกนิวรณ์เข้าครอบงำ ลมหายใจจะรู้สึกแน่นทึบก็ให้พยายามหายใจแรงๆสัก 4-5 ครั้ง เพื่อเรียกสติกลับคืนมา แล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจลงเป็นปกติ  อาจารย์บอกว่าผู้มีจิตใจอ่อนแอมักจะคิดหนี  เพราะถูกคุกคามมาจากกิเลสต่างๆภายในจิต  ซึ่งไม่ต้องการให้ถูกขจัดออกไป  มันจึงพยายามชักจูงให้เลิกปฏิบัติ  การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี้คือการผ่าตัดกิเลสให้หลุดลอกออกมา จึงต้องใช้ความเพียรอย่างหนัก  ทุกคนจึงต้องเดินไปให้ถึงจุดหมายด้วยตนเอง  ไม่มีใครจะทำแทนเราได้  เราต้องปฏิบัติด้วยความเพียร และก้าวเดินไปด้วยตนเอง จนบรรลุถึงจุดหมาย

         
         วันต่อๆมานิพาดาปฏิบัติได้ดีขึ้นตามลำดับ  แม้บางครั้งจะมีอะไรมารบกวนจิตบ้าง เธอก็สามารถควบคุมสติไม่ให้คิดปรุงแต่งไปยาวนานเหมือนกาลก่อน  ความเจ็บปวดยังมีอยู่บ้าง บางครั้งก็รู้สึกคันตรงโน้นตรงนี้  บางทีก็เหมือนมียุงมาตอมที่หู  มีแมลงมาไต่ที่หลัง  พยายามดูความรู้สึกต่างๆไปเฉยๆตามที่อาจารย์สอน  ทนไม่ไหวก็ไปปัดไปเกาสักทีหนึ่ง  พอเริ่มมีสติก็หยุดการกระทำ  ที่อาจารย์เรียกว่าไม่ให้ไปปรุงแต่ง  สักพักมันก็ค่อยๆหายไปเอง  พอสติเริ่มแกว่งมันก็กลับมาอีก  เธอท่องไว้ในใจว่า “สติ สติ หายใจเข้า  หายใจออก  ไม่โกรธ ไม่โกรธ” และแล้วชั่วโมงนั้นมันก็ผ่านไป  พอออกมาจากห้องความเจ็บปวดและอาการทั้งหลายที่แวะเวียนมาระหว่างปฏิบัติก็มลายหายสิ้น           
         3 วันผ่านไปนิพาดารู้สึกตัวว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตของตนเองไปหลายอย่าง  ที่เห็นชัดคือลมหายใจละเอียด เบาสบาย  ตัวเบา ใจจับอยู่ที่ลมหายใจได้นานขึ้น และสามารถดึงสติให้กลับมาที่ลมหายใจได้เร็วขึ้น  บางครั้งก็เกิดอาการแปลกๆ เช่น น้ำตาไหล  น้ำมูกไหลทั้งๆที่ไม่ได้เป็นหวัดคัดจมูก ฯลฯ  การเดินทางสายธรรมะของเธอก้าวหน้าไปในระดับหนึ่งแล้ว  จิตเธอเริ่มสงบมีพลังจากสมาธิเพิ่มขึ้นแล้ว  แต่อาจารย์บอกว่านี่ยังไม่ใช่วิธีการดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง  เราจะต้องใช้พลังจากสมาธินี้ไปสู่การปฏิบัติวิปัสสนาซึ่งเป็นเส้นทางแห่งปัญญาที่จะนำเราไปสู่การขจัดกิเลสซึ่งเป็นต้นตอของความทุกข์ให้หลุดลอกไป
        ดังนั้นวันที่ 4 เป็นต้นไป การสอนวิปัสสนาจึงเริ่มต้นขึ้น   โดยอาจารย์บอกว่า ลำพังการฝึกสมาธิไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เราหลุดพ้น เพราะความบริสุทธิ์ของจิตที่ได้จากการทำสมาธิเกิดจากการกดข่มไม่ให้กิเลสผุดขึ้นมา มากกว่าเป็นการขจัดกิเลส เปรียบเสมือนการแกว่งสารส้มลงไปในน้ำขุ่นโคลน สารส้มจะทำให้ตะกอนนอนก้น น้ำจึงดูใส แต่เมื่อมีสิ่งใดเข้ามากระทบ น้ำก็จะขุ่นขึ้นมาทันที  ในทำนองเดียวกัน สมาธิก็ชำระจิตให้ใสสะอาดได้ในระดับผิวนอกหรือระดับจิตสำนึก แต่ความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายยังคงนอนเนื่องอยู่ในระดับจิตไร้สำนึก  หากต้องการหลุดพ้นก็ต้องชำระกิเลสเหล่านี้ให้หมดสิ้นไป และเราจะสามารถขุดถอนรากเหง้าของกิเลสที่ฝังอยู่ในระดับลึกที่สุดของจิตให้หลุดลอกออกไปได้ก็ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนา
       อาจารย์กล่าวต่อไปอีกว่า  วิปัสสนาคือการเฝ้ามองความจริงภายในตนเอง โดยการเฝ้าสังเกตความรู้สึกภายในกายของตนเองเป็นอารมณ์ในการภาวนา จะช่วยให้ประจักษ์ความจริงแท้ทั้งปวงของกายและจิตหรือรูปและนาม   แล้วอาจารย์ให้ผู้ปฏิบัติทำอานาปานสติ สักครู่หนึ่งก่อน เพื่อให้เกิดพลังสมาธิ นำไปสู่การปฏิบัติวิปัสสนาต่อไป  แล้วอาจารย์ก็กล่าวนำให้ทุกคนปฏิบัติตามโดยให้เคลื่อนความสนใจไปยังส่วนบนสุดของศีรษะ หยุดอยู่ตรงนั้น แล้วสังเกตความรู้สึกที่ตรงนั้น สังเกตเฉยๆไม่ต้องทำอะไร แล้วค่อยๆเคลื่อนความสนใจลงมาอย่างช้าๆในอวัยวะทุกส่วนตามลำดับ  จากบนสุดของศีรษะจนถึงปลายนิ้วเท้า   ซึ่งจะมีคำสอนระหว่างปฏิบัติในรายละเอียดอีกหลายอย่าง  สรุปความว่า ให้เคลื่อนความสนใจจากศีรษะไปยังปลายเท้าและจากปลายเท้าไปยังศีรษะทีละส่วนๆไปตามลำดับ ปฏิบัติขึ้นลงทั้งสองทิศทาง  ให้รู้เวทนาหรือความรู้สึกทุกชนิดในขณะเคลื่อนความสนใจ  โดยรักษาอุเบกขาไว้ให้มั่นคง  ด้วยความเข้าใจในกฎของความไม่เที่ยงหรือความเป็นอนิจจัง  โดยไม่ว่าจะรู้สึกถึงการเลื่อนไหลอย่างคล่องตัวของกระแสสั่นสะเทือนอันอ่อนละเอียดเบาสบาย หรือรู้สึกถึงความหยาบ แน่นทึบ แข็ง ตึง เจ็บปวดรุนแรงในส่วนต่างๆของร่างกาย  ก็ขอให้รักษาความเป็นอุเบกขาของจิตไว้ให้มั่น ให้สมบูรณ์  ด้วยความเข้าใจว่า โครงสร้างทางร่างกายทั้งหมด  โครงสร้างทางจิตทั้งหมดนั้น ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  การกระทบกันของกายและจิตนี้จะปรากฏออกมาเป็นเวทนาหรือความรู้สึกทางกาย ชนิดนั้น ชนิดนี้ ตามความเป็นจริง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา          
         ในขณะที่กำลังประสบกับความรู้สึกต่างๆเหล่านี้  ก็ให้มีความเข้าใจอยู่ตลอดเวลาว่า  ความรู้สึกใดใดก็ตามที่ได้พบ  จะสบายหรือไม่สบาย  ละเอียดหรือหยาบ  ความรู้สึกเหล่านี้ล้วนมีลักษณะอย่างเดียวกันคือ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา   จากประสบการณ์ความเป็นจริงที่ได้พบนี้ ขอให้เข้าใจในกฎของความไม่เที่ยงหรือความเป็นอนิจจัง  และรักษาอุเบกขาของจิตไว้ให้มั่นคง  ไม่ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นจะสุขสบายสักเพียงใด ก็จงอย่าได้มีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยความอยาก  และไม่ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะไม่สบายสักเพียงไร ก็อย่าได้ปรุงแต่ง ตอบโต้ด้วยความไม่ชอบ ไม่พอใจ  อาจารย์จะย้ำคำพูดนี้อยู่ตลอดเวลาว่า
         “จงมีสติ  จงมีอุเบกขา”
         นิพาดารู้สึกว่าการปฏิบัติวิปัสสนาครั้งแรกในชีวิตนี้เธอได้พบเวทนาที่เจ็บปวดรวดร้าวหนักหนาสาหัสกว่าการปฏิบัติสมาธิด้วยอานาปานสติหลายเท่านัก เธอต้องใช้ความเพียรอย่างหนัก  อาจารย์จะพูดบ่อยๆว่า        
         “อาตาปี  สัมปชาโน  สติมา จงเพียรเผากิเลสอย่างมีสติ”  หมดชั่วโมงแรกของการปฏิบัติ เธอเดินโขยกเขยกออกจากห้องเหมือนถูกใครทำร้ายมาอย่างหนัก  แต่แปลกจริง พอเดินออกมานอกห้องสักพัก ทำไมความเจ็บปวดทั้งหลายคลายไปเอง จะมีเพียงความตึงของเส้นเอ็นที่ปรากฏเล็กๆน้อยๆเท่านั้น  เป็นจริงอย่างที่อาจารย์บอกว่าเมื่อเกิดเวทนาแล้ว ถ้าเราสามารถวางอุเบกขาไม่ไปตอบโต้ปรุงแต่ง ธรรมะก็จะจัดการเอง 
         
      นี่คือกฎของอนิจจัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่สักพัก แล้วก็ดับไป เปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนแปลงไป เป็นจริงเช่นนี้เอง
          --------------------------------
                    
            

หมายเลขบันทึก: 649532เขียนเมื่อ 13 สิงหาคม 2018 10:39 น. ()แก้ไขเมื่อ 30 สิงหาคม 2020 14:03 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี