
ออกมาเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำได้ไม่นานสัญญาณเรียกเข้าห้องปฏิบัติก็ดังขึ้นอีก
" อะไรกันเนี่ย ได้อยู่บนสวรรค์ไม่นานจะต้องลงนรกอีกแล้วเรา" หันไปมองเพื่อนสองคนแวบหนึ่งขณะเดินเข้าห้องปฏิบัติด้วยความเคียดแค้น แต่ดูเขาไม่สนใจมองเราเลย
"เป็นไงเป็นกัน สู้ต่อไป คงไม่ตายหรอก ไม่งั้นคนที่เขามาปฏิบัติกันมากมายคงไม่มีใครมาปฏิบัติกันหลายๆรอบหรอก" ใจเธอเริ่มตั้งมั่นแล้ว เพราะโดยนิสัยเธอเป็นคนที่ชอบทำอะไรที่ท้าทายไม่ยอมแพ้อยู่แล้ว เช่นถ้าทำเลขข้อไหนไม่ได้เธอก็จะต้องทำให้ได้
เสียงอาจารย์จากซีดีประโยคแรกดังขึ้น “เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง...” เหมือนเรียกกำลังใจให้เธอสู้อีกครั้ง เธอเริ่มตั้งสติ ทำใจให้สบายๆ ไม่บีบบังคับลมหายใจ ค่อยๆปล่อยตามสบาย ดูลมหายใจที่เป็นปกติธรรมชาติตามที่อาจารย์สอน ดึงสติให้อยู่กับลมหายใจให้นานที่สุด สังเกตลมหายใจเข้า-ออก บางทีก็แว้บออกไปข้างนอกบ้าง แต่พอรู้ตัวก็ดึงกลับมา พยายามไม่โกรธ ไม่หงุดหงิด แล้วดูลมหายใจต่อไป ไม่นานนักดูทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ ลมหายใจเริ่มละเอียด เห็นการเข้าออกในจุดเล็กๆปลายช่องจมูกชัดเจนขึ้น ความเจ็บปวดทั้งหลายมลายไปสิ้น ตัวเบาโล่งโปร่งสบาย เป็นครั้งแรกในชีวิตของเธอจริงๆที่ได้พบกับประสบการณ์เช่นนี้ นี่หรือที่เรียกว่าสมาธิ
เราเคยสวดมนต์กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า “สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม(พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว) สันทิฏฐิโก(เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง) อะกาลิโก(เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล) เอหิปัสสิโก(เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด) โอปะนะยิโก(เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว) ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ(เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน)...” คำสอนของพระพุทธองค์เป็นเช่นนี้จริงๆ ความโกรธเพื่อนมลายหายสิ้น มีใจที่จะปฏิบัติต่อไปโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย
ชั่วโมงธรรมะบรรยายในวันแรกของคืนนี้ เป็นธรรมะที่ฟังแล้วจับใจมากๆ ตอบคำถามที่อยากรู้ของนิพาดาในการปฏิบัติที่ผ่านมาในวันนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทุกคำสอนล้วนอ้างอิงมาจากพระไตรปิฎกที่อธิบายเข้าใจง่าย ทำให้เข้าใจทั้งเหตุ ทั้งผล วิธีปฏิบัติที่เป็นลำดับขั้นตอนอย่างชัดเจน อาจารย์มีนิทานที่สนุกและกินใจมาเล่าแทรกหลายเรื่อง
นิพาดาจับใจความในตอนหนึ่งของธรรมะบรรยายได้ว่า เราจะพบความจริงของจิตด้วยประสบการณ์จริงของตนเองปรากฏชัดเจนขึ้น คือจิตจะไม่ยอมอยู่นิ่งอยู่กับปัจจุบัน แต่จะโลดแล่นไปคิดเรื่องราวในอดีตหรืออนาคตอยู่ตลอดเวลา พอเริ่มรู้สึกตัวดึงให้กลับเข้ามาอยู่กับลมหายใจก็ได้สักพักเดียว ไม่นานก็เผลอตัวโลดแล่นไปอีกแล้ว ต้องพยายามดึงกลับมา เป็นอยู่เช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จิตของเรามีแต่ความปั่นป่วน เร่าร้อนอยู่เสมอ เพราะมันไม่รู้จักวิธีการมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน วิธีการปฏิบัตินี้จึงต้องการฝึกให้เรารู้จักศิลปะในการดำเนินชีวิต ให้อยู่กับความจริงในปัจจุบัน โดยให้มีสติจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ต้องฝึกเช่นนี้อยู่บ่อยๆจนจิตเชื่อง พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนเราให้ระวังสิ่งที่จะปิดกั้นขัดขวางจิตไม่ให้เราปฏิบัติได้สำเร็จที่จะคอยมาบั่นทอนรบกวนเราอยู่ตลอดเวลา นั่นคือ นิวรณ์ 5 อย่างคือ กามฉันทะ ความขัดเคืองใจ ความพยาบาทคิดร้ายใดๆ ความง่วงเหงาหาวนอน ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ และความเคลือบแคลงสงสัย จึงต้องใช้กำลัง 5 อย่างที่จะขจัดนิวรณ์ให้หมดสิ้นไป ที่เรียกว่า พละ 5 คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา
เมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกนิวรณ์เข้าครอบงำ ลมหายใจจะรู้สึกแน่นทึบก็ให้พยายามหายใจแรงๆสัก 4-5 ครั้ง เพื่อเรียกสติกลับคืนมา แล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจลงเป็นปกติ อาจารย์บอกว่าผู้มีจิตใจอ่อนแอมักจะคิดหนี เพราะถูกคุกคามมาจากกิเลสต่างๆภายในจิต ซึ่งไม่ต้องการให้ถูกขจัดออกไป มันจึงพยายามชักจูงให้เลิกปฏิบัติ การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี้คือการผ่าตัดกิเลสให้หลุดลอกออกมา จึงต้องใช้ความเพียรอย่างหนัก ทุกคนจึงต้องเดินไปให้ถึงจุดหมายด้วยตนเอง ไม่มีใครจะทำแทนเราได้ เราต้องปฏิบัติด้วยความเพียร และก้าวเดินไปด้วยตนเอง จนบรรลุถึงจุดหมาย

วันต่อๆมานิพาดาปฏิบัติได้ดีขึ้นตามลำดับ แม้บางครั้งจะมีอะไรมารบกวนจิตบ้าง เธอก็สามารถควบคุมสติไม่ให้คิดปรุงแต่งไปยาวนานเหมือนกาลก่อน ความเจ็บปวดยังมีอยู่บ้าง บางครั้งก็รู้สึกคันตรงโน้นตรงนี้ บางทีก็เหมือนมียุงมาตอมที่หู มีแมลงมาไต่ที่หลัง พยายามดูความรู้สึกต่างๆไปเฉยๆตามที่อาจารย์สอน ทนไม่ไหวก็ไปปัดไปเกาสักทีหนึ่ง พอเริ่มมีสติก็หยุดการกระทำ ที่อาจารย์เรียกว่าไม่ให้ไปปรุงแต่ง สักพักมันก็ค่อยๆหายไปเอง พอสติเริ่มแกว่งมันก็กลับมาอีก เธอท่องไว้ในใจว่า “สติ สติ หายใจเข้า หายใจออก ไม่โกรธ ไม่โกรธ” และแล้วชั่วโมงนั้นมันก็ผ่านไป พอออกมาจากห้องความเจ็บปวดและอาการทั้งหลายที่แวะเวียนมาระหว่างปฏิบัติก็มลายหายสิ้น
3 วันผ่านไปนิพาดารู้สึกตัวว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตของตนเองไปหลายอย่าง ที่เห็นชัดคือลมหายใจละเอียด เบาสบาย ตัวเบา ใจจับอยู่ที่ลมหายใจได้นานขึ้น และสามารถดึงสติให้กลับมาที่ลมหายใจได้เร็วขึ้น บางครั้งก็เกิดอาการแปลกๆ เช่น น้ำตาไหล น้ำมูกไหลทั้งๆที่ไม่ได้เป็นหวัดคัดจมูก ฯลฯ การเดินทางสายธรรมะของเธอก้าวหน้าไปในระดับหนึ่งแล้ว จิตเธอเริ่มสงบมีพลังจากสมาธิเพิ่มขึ้นแล้ว แต่อาจารย์บอกว่านี่ยังไม่ใช่วิธีการดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง เราจะต้องใช้พลังจากสมาธินี้ไปสู่การปฏิบัติวิปัสสนาซึ่งเป็นเส้นทางแห่งปัญญาที่จะนำเราไปสู่การขจัดกิเลสซึ่งเป็นต้นตอของความทุกข์ให้หลุดลอกไป
ดังนั้นวันที่ 4 เป็นต้นไป การสอนวิปัสสนาจึงเริ่มต้นขึ้น โดยอาจารย์บอกว่า ลำพังการฝึกสมาธิไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เราหลุดพ้น เพราะความบริสุทธิ์ของจิตที่ได้จากการทำสมาธิเกิดจากการกดข่มไม่ให้กิเลสผุดขึ้นมา มากกว่าเป็นการขจัดกิเลส เปรียบเสมือนการแกว่งสารส้มลงไปในน้ำขุ่นโคลน สารส้มจะทำให้ตะกอนนอนก้น น้ำจึงดูใส แต่เมื่อมีสิ่งใดเข้ามากระทบ น้ำก็จะขุ่นขึ้นมาทันที ในทำนองเดียวกัน สมาธิก็ชำระจิตให้ใสสะอาดได้ในระดับผิวนอกหรือระดับจิตสำนึก แต่ความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายยังคงนอนเนื่องอยู่ในระดับจิตไร้สำนึก หากต้องการหลุดพ้นก็ต้องชำระกิเลสเหล่านี้ให้หมดสิ้นไป และเราจะสามารถขุดถอนรากเหง้าของกิเลสที่ฝังอยู่ในระดับลึกที่สุดของจิตให้หลุดลอกออกไปได้ก็ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนา
อาจารย์กล่าวต่อไปอีกว่า วิปัสสนาคือการเฝ้ามองความจริงภายในตนเอง โดยการเฝ้าสังเกตความรู้สึกภายในกายของตนเองเป็นอารมณ์ในการภาวนา จะช่วยให้ประจักษ์ความจริงแท้ทั้งปวงของกายและจิตหรือรูปและนาม แล้วอาจารย์ให้ผู้ปฏิบัติทำอานาปานสติ สักครู่หนึ่งก่อน เพื่อให้เกิดพลังสมาธิ นำไปสู่การปฏิบัติวิปัสสนาต่อไป แล้วอาจารย์ก็กล่าวนำให้ทุกคนปฏิบัติตามโดยให้เคลื่อนความสนใจไปยังส่วนบนสุดของศีรษะ หยุดอยู่ตรงนั้น แล้วสังเกตความรู้สึกที่ตรงนั้น สังเกตเฉยๆไม่ต้องทำอะไร แล้วค่อยๆเคลื่อนความสนใจลงมาอย่างช้าๆในอวัยวะทุกส่วนตามลำดับ จากบนสุดของศีรษะจนถึงปลายนิ้วเท้า ซึ่งจะมีคำสอนระหว่างปฏิบัติในรายละเอียดอีกหลายอย่าง สรุปความว่า ให้เคลื่อนความสนใจจากศีรษะไปยังปลายเท้าและจากปลายเท้าไปยังศีรษะทีละส่วนๆไปตามลำดับ ปฏิบัติขึ้นลงทั้งสองทิศทาง ให้รู้เวทนาหรือความรู้สึกทุกชนิดในขณะเคลื่อนความสนใจ โดยรักษาอุเบกขาไว้ให้มั่นคง ด้วยความเข้าใจในกฎของความไม่เที่ยงหรือความเป็นอนิจจัง โดยไม่ว่าจะรู้สึกถึงการเลื่อนไหลอย่างคล่องตัวของกระแสสั่นสะเทือนอันอ่อนละเอียดเบาสบาย หรือรู้สึกถึงความหยาบ แน่นทึบ แข็ง ตึง เจ็บปวดรุนแรงในส่วนต่างๆของร่างกาย ก็ขอให้รักษาความเป็นอุเบกขาของจิตไว้ให้มั่น ให้สมบูรณ์ ด้วยความเข้าใจว่า โครงสร้างทางร่างกายทั้งหมด โครงสร้างทางจิตทั้งหมดนั้น ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การกระทบกันของกายและจิตนี้จะปรากฏออกมาเป็นเวทนาหรือความรู้สึกทางกาย ชนิดนั้น ชนิดนี้ ตามความเป็นจริง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ในขณะที่กำลังประสบกับความรู้สึกต่างๆเหล่านี้ ก็ให้มีความเข้าใจอยู่ตลอดเวลาว่า ความรู้สึกใดใดก็ตามที่ได้พบ จะสบายหรือไม่สบาย ละเอียดหรือหยาบ ความรู้สึกเหล่านี้ล้วนมีลักษณะอย่างเดียวกันคือ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา จากประสบการณ์ความเป็นจริงที่ได้พบนี้ ขอให้เข้าใจในกฎของความไม่เที่ยงหรือความเป็นอนิจจัง และรักษาอุเบกขาของจิตไว้ให้มั่นคง ไม่ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นจะสุขสบายสักเพียงใด ก็จงอย่าได้มีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยความอยาก และไม่ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะไม่สบายสักเพียงไร ก็อย่าได้ปรุงแต่ง ตอบโต้ด้วยความไม่ชอบ ไม่พอใจ อาจารย์จะย้ำคำพูดนี้อยู่ตลอดเวลาว่า
“จงมีสติ จงมีอุเบกขา”
นิพาดารู้สึกว่าการปฏิบัติวิปัสสนาครั้งแรกในชีวิตนี้เธอได้พบเวทนาที่เจ็บปวดรวดร้าวหนักหนาสาหัสกว่าการปฏิบัติสมาธิด้วยอานาปานสติหลายเท่านัก เธอต้องใช้ความเพียรอย่างหนัก อาจารย์จะพูดบ่อยๆว่า
“อาตาปี สัมปชาโน สติมา จงเพียรเผากิเลสอย่างมีสติ” หมดชั่วโมงแรกของการปฏิบัติ เธอเดินโขยกเขยกออกจากห้องเหมือนถูกใครทำร้ายมาอย่างหนัก แต่แปลกจริง พอเดินออกมานอกห้องสักพัก ทำไมความเจ็บปวดทั้งหลายคลายไปเอง จะมีเพียงความตึงของเส้นเอ็นที่ปรากฏเล็กๆน้อยๆเท่านั้น เป็นจริงอย่างที่อาจารย์บอกว่าเมื่อเกิดเวทนาแล้ว ถ้าเราสามารถวางอุเบกขาไม่ไปตอบโต้ปรุงแต่ง ธรรมะก็จะจัดการเอง
นี่คือกฎของอนิจจัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่สักพัก แล้วก็ดับไป เปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนแปลงไป เป็นจริงเช่นนี้เอง
--------------------------------

