ผมเขียนเรื่องTheory U มาหลายตอน มีคนถามว่าแล้วจะนำมาทำจริงๆ น่ะ ทำอย่างไร  ผมแนะนำง่ายๆครับ คือ

1. ลองศึกษาเรื่อง ที่ผมเขียนในตอนที่ 1จะเห็นว่าทำไมเราต้องทำ Theory U

2. สองลองฝึกทำก่อนครับเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องให้คนที่ฟังคุณ ถึงความสำคัญของ Theory U

3. บอกกระบวนการทำก็คือการใช้ Dialogue หรือสุนทรียสนทนา คือการสนทนาแบบที่เน้นการฟังมากๆ ฟังด้วยอาการ “แขวน” สมมติฐาน ไม่รีบตัดสินไม่รีบตรวจสอบความเชื่อเดิม ไม่พยายาม "เปลี่ยน" ใคร

4. ลองให้จับคู่ แล้วผลัดกันเล่าเรื่องอะไรก็ได้ฝ่ายละครึ่งชั่วโมง กติกามีง่ายๆ คือคนฟัง ฟังอย่างเดียว ห้ามถาม ส่วนคนพูดก็พูดอย่างเดียว

                     

                      Cr: http://www.earthcollective.net/sharing-the-south-with-the-north/

5. ให้คนฟังๆ อย่างมีความสุข ถ้าเครียด ก็บอกเขาก่อนว่าพวกเขาจะเจออาการนี้แน่นอน บอกเขาว่าที่เป้นอย่างนั้น เพราะพวกเขาคุไม่ชินยังมีอาการ “ดัน” มาจากข้างใน นั่นเป็นอาหารปรกติเพราะเราชินกับการที่ต้องเช๊คข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายตรงข้าม ว่าตรงกับความเชื่อเดิมหรือไม่ถ้าตรงเราจะฟัง ถ้าไม่ตรง (ส่วนใหญ่ไม่ตรง) ก็จะเริ่มขัดๆ แล้วข้างในมันก็ดันออกมาดันเพราะชินกับความพยายามเปลี่ยนคนอื่น ที่เราเป็นมาทั้งชีวิต

6. เริ่มใช้แผนภาพ Theory U หรือ U Theory  ตรงนี้ผมแปล และปรับมาจากฝรั่งอีกทีของเดิมเป็นอย่างนี้

                       

                                          Cr: http://cultivatelearning.com/?page_id=11


7. ส่วนของใหม่ ที่ผมปรับปรุงเป็นไทย เป็นอย่างนี้ ผมใช้มาหลายครั้ง ปรับปรุงมาหลายรอบแล้้ว เป็นอย่างนี้ครับ

                      

                                                       © Pinyo Rattanaphan

8. เริ่มอธิบายก่อนครับ ก่อนที่จะเริ่มจับเวลา 30 นาที (เคยลองน้อยกว่านี้ เช่น 15 นาที ไม่ค่อยwork ครับ)

9. บอกเขาว่าจะเจออะไร แรกเลย เมื่อฟังอีกคนพูด ประมาณระยะแรกคุณก็จะพบว่ามันเป็นเรื่องเผินๆ ที่คุณรู้อยู่แล้ว ฟังไปสักพักคุณจะเริ่มลงมาที่ตัว U คือเรื่องราวมันจะใหม่ๆ หลายครั้งคุณจะไม่ได้ยินมาก่อนมันจะลึกลงเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณ “เห็นกับตา”หมายความว่าคุณเริ่มเห็นว่าอะไรเป็นอะไร คุณจะเริ่มเห็นว่าจริงๆ แล้วคนที่คุณเห็นอยู่ตรงหน้า จริงๆ แล้วไม่เหมือนกับที่คุณเคยคิดๆ มา ผมเคยทำ Workshopแบบนี้ เจอกระทั่งลูกกับพ่อ ยังเจออะไรใหม่ๆ สามีกับภรรยาเจอเรื่องราวที่มักทำให้เปลี่ยนความเชื่อ บางคนคบกันมาสิบปีถึงกับเริ่มคิดว่าพึ่งรู้จักเพื่อนตรงหน้า

10. ขั้นต่อมาจะเกิดความ “รู้สึก” เช่นความรู้สึกที่ว่าเป็นลักษณะ อ๊อเข้าใจแล้ว เริ่มเห็นใจ เห็นความเป็นมนุษย์เห็นเบื้องหลังความคิด การกระทำของคนๆนั้น หลายคนที่ไม่ดีกับคุณหรืออาจทำอะไรบางอย่างที่คุณไม่เข้าใจ คุณจะเข้าใจเขาตอนนี้แหละ

11. จากนั้น คุณจะเริ่ม “ปลดปล่อย” ความรู้เดิม ความเชื่อ อคติความเฉยๆ ที่คุณเคยมีต่อคู่สนทนาคุณออกไป มันจะเกิดขึ้นเร็วมากๆ

12. ขั้นต่อไปที่สุด “ความเข้าใจ” ของคุณจะลงลึกไปถึงก้นตัว Uนั่นคือคุณเริ่มหันกลับมามองตัวเอง มาตั้งคำถามกับตัวเองว่า“ตัวเราเองล่ะเป็นอย่างไร” “งานของเราเป็นอย่างไร”  ขั้นตอนนี้เหมือนคุณหยิบกระจกออกมาส่องดูตัวเองก็คือการที่คุณฟังมาเรื่อยๆ คุณจะเห็นตัวเองว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ อะไรบงการเราให้เราทำอย่างนั้นความเชื่ออะไรที่เคยเป็นอุปสรรค คุณจะเห็นเอง ขั้นตอนนี้เหมือนคุณปลดปล่อยความคิดแยๆ อคติ ความไม่รู้ทั้งมวลออกไปใจคุณเปิดโล่งเต็มที่ ขั้นตอนนี้คุณจะตระหนักรู้ถึง "จุดบอด" หรือ Blind Spot ที่อาจารย์อ๊อตโต้พูดไว้ มันบอดจริงๆ เรียกว่าไม่ทำชาตินี้ทั้งชาติอาจไม่รู้ก็ได้ เหมือนเส้นผมบังตา 

13. แล้วคุณก็จะมองเห็นอะไรดีๆ ที่น่าจะทำอะไรร่วมกันได้ตรงนี้แหละที่ศาสตราจารย์อ๊อตโต บอกว่ามันคือ Emerging Future (อีเมิร์จจิ้งฟิวเจอร์) หรือ “อนาคต ที่กำลังเผยตัวออกมา” ประมาณเมื่อคุณล้างข้อมูลในอดีต ก็จะมีอะไรใหม่ๆ ความคิดใหม่ๆ วิสัยทัศน์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเอง มันเหมือนเกิด "พรึ๊บ" ขึ้นมาเองในหัวคุณ

                                            


            Cr: http://www.scientificamerican.com/article.cfm?id=memories-of-tomorrow


14. แล้วคุณจะเริ่มวางแผนสร้างสรรค์ร่วมกันก็ประมาณจะไปทำอะไรให้มันดีๆ ร่วมกันนั่นแหละ บางคนไปเที่ยวด้วยกัน คุยกันมากขึ้นบางคนเป็นการเป็นงานหน่อยก็จะหาทางปรับปรุงกระบวนการทำงานร่วมกัน

15. จากนั้นก็จะเริ่ม “สร้างสรรค์ร่วมกัน”ตรงนี้คุณจะเห็นนวัตกรรม หรือการปรับปรุงอะไรบางอย่างอย่างเป็นรูปธรรม

16. คู่สนทนาจะหาทางพัฒนาหนทาง หรือเรื่องดีๆ ร่วมกันไปเรื่อยๆ

17. เมื่ออธิบายจบ ก็ให้เขาเริ่มคุยและฟังกันครึ่งชั่วโมงแล้วก็ให้ไปเข้าห้องน้ำ แล้วกลับมาทำต่อ

จากนั้นเมื่อเสร็จ ก็ถึงคราววิเคราะห์แล้วตรงนี้แหละที่คุณสามารถต่อยอดเป็นการทำ OD Project หรือโครงการพัฒนาองค์กรก็เอากราฟรูปตัว U นี่แหละรูปเดิมมาวิคราะห์ แต่คราวนี้อาจต้องประยุกต์อะไรไปหน่อยคนจำนวนมากอาจงง ฟังแล้วจับจุดไม่ได้ ผมก็เลยประยุกต์ Appreciative Inquiryหรือการตั้งคำถามเชิงบวกไปหน่อย โดยจะถามว่า “ชอบประเด็นที่คู่สนทนาพูดตรงไหนมากที่สุด” นี่แหละครับ เริ่มจุดติดแน่นอน คนส่วนใหญ่จะตอบได้และส่วนใหญ่ถ้าถามไล่ลงไปเรื่อยๆ จะคิดตามได้ถึง “ความรู้หรืออะไรที่เราปลดปล่อยไป”  ...มักจบเท่านั้นครับ คุณอาจต้องช่วยหน่อยยด้วยการตั้งคำถามตาม แนว U

ก็จะได้คำตอบว่า เมื่อเข้าย้อนกลับมาจะเห็นอะไรมองงานของเขาจะเห็นอะไร... นี่ยากแล้ว ที่ยากยิ่งขึ้น คุณอาจต้องช่วยเขาต่อหน่อยก็คือ... การถามว่า แล้วเขาคิดจะทำอะไรร่วมกัน ตรงนี้เรียกว่าวิสัยทัศน์ร่วมต้องช่วยเขาหน่อย จากนั้นถ้าคุณเป็นที่ปรึกษาก็อาจให้เขาต่อไปเลยว่าจะทำอะไรเป็นรูปธรรม ก็ได้โครงการแล้วหล่ะที่เหลือเราก็ตามผล

คุณอาจให้การบ้านเขาลองทำซ้ำ คือทำตามที่ได้เรียนในชั้นเรียนนี่แหละ ทำตามขั้นตอนที่ทำมาในWorkshop แต่ไปใช้กับลูกเมีย นายกับลูกค้า ลองให้เขาประยุกต์เอาเอง ตามสะดวกแต่ทำให้ถึงปลายตัว U อีกด้านคือถึงการสร้างสรรค์ร่วมกันเลย ผมทำมาแล้วสอนครั้งเดียวก็ทำซ้ำได้ และหาลองให้เขาไปทำสักสามเดือนสี่เดือน ลองให้เขาลดรูปปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ เอาเป็นว่าพอ “ฟังเป็น” แล้วก็ลดรูปทำแบบไม่ทางการแต่เน้นการที่ไม่ “ตัดสิน” กันเร็วไปนัก เดี๋ยวคุณจะเห็นพัฒนาการแปลกๆ หลายคนอาจพัฒนา Theory U ในภาคปฏิบัติขึ้นมาเอง ในรูปแบบที่อาจต่างกับคุณแต่ก็ได้ผล ผมก็เห็นมาแล้ว บางกลุ่มถึงกับนัดกันไปสัมมนา แล้วไปทำ Theory U และDialogue กัน 

ผมเองก็มีการพัฒนา Theory U ในรูปแบบที่ผสมผสานกับ AppreciativeInquiry บางครั้งก็เอาไปผสมกับแนวคิดสมองสี่ด้าน ที่เป็นการทำ ODในรูปแบบหนึ่งออกมาเป็นภาพข้างล่างนี้ 

                     

จริงแล้วพอเทียบเคียงได้ แต่ไม่เหมือนกันทีเดียวนักแต่ก็ลองผสมผสานขึ้นมา จะเป็นอย่างไร มันดีมันเด่นตรงไหน จะว่าไปมันแทนกันไม่ได้ เพียงแต่เอามาใช้เสริมกันแล้ว มันกลมกล่อมมากขึ้นจริงๆ ผมจะเล่าให้ฟังในตอนต่อๆไปครับ 

วันนี้เพียงเท่านี้ครับ ลองเอาพิจารณาดูนะครับ 


อ้างอิง

หนังสือ Theory U