
พ่อแม่นิพาดาสังเกตเห็นนิพาดาเปลี่ยนแปลงไปหลังกลับจากไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้ เพราะดูไม่พูดมากไร้สาระ เจ้าอารมณ์ แสนงอน เวลาเดินหรือหยิบจับทำอะไรก็ไม่ซุ่มซ่าม โครมครามเหมือนเมื่อก่อน รู้จักดูแลเอาใจใส่พ่อแม่มากขึ้น ที่สำคัญคือ มีการสวดมนต์ ไหว้พระและนั่งสมาธิก่อนนอนและหลังตื่นนอน ยาวนานกว่าแต่ก่อน โดยไม่ต้องบอกต้องเตือน
หลังอาหารเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากัน แม่สรวงสุดาเริ่มเปิดประเด็นถามนิพาดาว่าไปเที่ยวและปฏิบัติธรรมกับเพื่อนๆเป็นยังไงบ้าง โดยพยายามระมัดระวังไม่ให้นิพาดารู้ว่าตนมีส่วนร่วมสนับสนุนในแผนของนิศมาและกรนุชครั้งนี้ด้วย
นิพาดาพยายามควบคุมสติ เรียบเรียงคำพูดและเล่าให้ทุกคนฟังด้วยสุ้มเสียงที่ราบเรียบ โดยเล่าถึงความประทับใจในประสบการณ์ใหม่ที่เจอครั้งนี้ เธอเล่าด้วยความรู้สึกที่ปิติ แต่ก็เผลอตัวพูดแกมบังคับพ่อแม่ ว่าจะต้องพาทุกคนไปปฏิบัติด้วยในครั้งต่อไปให้ได้ พ่อกับแม่ยิ้มและมองเธอด้วยความเอ็นดู โดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธใดใด แต่ก็รู้สึกภูมิใจที่เห็นลูกสาวเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ต่างคิดในใจว่า
“จะคอยดูว่าจะทำดีไปได้สักกี่น้ำ”
ก่อนเปิดเทอมใหม่สัปดาห์หนึ่ง นิพาดา ไปขอคุณป้านุชจรีย์ให้จัดห้องจริยศึกษาให้เธอใหม่ เธอบอกว่าจะให้นักเรียนมาเรียนที่ห้องนี้กันทุกชั่วโมง คุณป้าไม่กล้าขัดใจหลานสาวเพราะรู้นิสัยดี กลัวจะเบี้ยวไม่ยอมสอนจะยุ่งกันใหญ่ เลยยอมหาห้องที่เธออยากได้ให้ และให้เธอไปกำกับการตกแต่งห้องเอง อยากได้วัสดุอะไรเพิ่มเติมก็บอกมา นิพาดาวางผังห้องมาล่วงหน้าแล้ว โดยจะจัดเป็นห้องโล่ง ไม่มีโต๊ะเก้าอี้นั่ง แต่ทำพื้นให้สะอาด จะให้ป้าซื้ออาสนะมาก็เกรงใจเพราะคงต้องใช้งบประมาณเพิ่มอีกเยอะ ขอเพียงแค่อาสนะสำหรับครูอยู่ด้านหน้าชุดเดียวก็พอ เธอจัดห้องเองแบบเรียบง่ายแต่ให้มีบรรยากาศน่านั่ง ด้านหน้ามีโต๊ะหมู่บูชา ธงชาติ และพระบรมฉายาลักษณ์ มีภาพพุทธประวัติเท่าที่พอหาได้มาตกแต่งรอบห้องไม่ให้ดูโล่งเกินไป พอดีห้องนี้อากาศโล่งโปร่งสบายจึงไม่รบกวนให้คุณป้าติดเครื่องปรับอากาศ แต่ขอเรื่องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เครื่องฉาย เครื่องเสียง ลำโพง และจอ ประกอบการจัดการเรียนการสอนสักหนึ่งชุด คุณป้าต้องยักย้ายถ่ายโอนอุปกรณ์ที่หลานสาวต้องการซึ่งมีอยู่แล้วจากห้องอื่นๆที่ไม่จำเป็นต้องใช้มาให้ โดยไม่ต้องซื้อใหม่และไม่เดือดร้อนห้องเรียนอื่นๆด้วย เป็นอันว่านิพาดาได้ห้องจริยศึกษาใหม่ตามที่ตั้งใจไว้ลงตัวแล้ว
เหลือเวลาอีกไม่ถึงสัปดาห์จะเปิดภาคเรียนที่สองแล้ว เธอกลับมาคิดวางแผนการสอนให้เชื่อมโยงระหว่างหลักสูตรที่กำหนดกับประสบการณ์ที่เธอเพิ่งได้รับมาหมาดๆ
เปิดเทอมใหม่ชั่วโมงแรกของวิชาพระพุทธศาสนาของห้องเรียนเดิม เด็กๆแปลกใจมากที่ต้องย้ายห้องเรียนวิชานี้ใหม่ มาเรียนที่ห้องจริยศึกษา พอเข้าห้องเห็นครูนิพาดาก็แทบจำไม่ได้ ครูเปลี่ยนไปมาก จากที่เคยแต่งหน้าทำผม เสื้อผ้าสีฉูดฉาด กลายเป็นกระโปรงยาวสีพื้นเทาคลุมเข่า ปล่อยผมยาวแต่รวบเอาไว้ ไม่มีริ้วรอยเครื่องสำอางบนใบหน้า แต่ก็ยังคงดูสวยสง่าเป็นธรรมชาติแบบราบเรียบ กิริยาท่าทางของครูดูเรียบร้อย ไม่ปราดเปรียวเปรี้ยวจี้ดเหมือนเมื่อก่อน พูดช้าลงแต่ชัดถ้อยชัดคำ และยังคงยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดีเหมือนเดิม เด็กๆมองครูเป็นตาเดียวกันว่าใช่ครูคนเก่าของเขารึเปล่า พวกเขาเริ่มเกิดความรู้สึกที่ขัดแย้งว่า
“ชอบให้ครูเป็นแบบเดิมหรือแบบใหม่”
นิพาดายิ้มให้เด็กๆ ไม่พูดอะไรมาก บอกให้นักเรียนนั่งลงกับพื้น เว้นระยะนั่งไม่ให้ชิดติดกัน จากนั้นเธอก็นำเด็กๆสวดมนต์ไหว้พระก่อนเรียน แล้วให้เด็กๆนั่งขัดสมาธิหรือพับเพียบให้อยู่ในท่าที่สบายๆ และเริ่มต้นหลับตานั่งสมาธิตามวิธีการที่เคยปฏิบัติกันมาแล้ว สัก 5 นาที โดยครูนั่งบนอาสนะปฏิบัติไปพร้อมๆกับนักเรียน เด็กๆทำตามอย่างว่าง่าย อาจจะงุนงงกับบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็ได้ ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้อง 5 นาที
ไม่นานเสียงกริ่งที่ครูตั้งเวลาไว้ดังขึ้นปลุกให้ทุกคนค่อยๆลืมตาขึ้น นิพาดาบอกให้นักเรียนนั่งในท่าสบายๆ แล้วเธอก็แจกเอกสารเนื้อหาเกี่ยวกับหลักคำสอนเรื่องอริยสัจ4 จำนวน 3 หน้า ให้นักเรียนอ่านใช้เวลา 5 นาที พอครบ 5 นาที เธอก็เดินเก็บเอกสารจากทุกคนคืน แล้วแจกแบบทดสอบความรู้จากเรื่องที่ให้อ่าน เป็นแบบปรนัย 10 ข้อ ให้นักเรียนหยิบปากกาขึ้นมา วางแบบทดสอบลงกับพื้น ก้มตัวลงไปอ่านและตอบคำถามใช้เวลา 5 นาทีเหมือนเดิม แล้วส่งคำตอบให้เพื่อนที่นั่งข้างๆช่วยตรวจให้ จากนั้นครูก็เฉลยคำตอบไปทีละข้อ จนครบทุกข้อ ก็ให้คนตรวจเขียนคะแนนที่ได้บนหัวกระดาษ ส่งคืนให้เจ้าของดู แล้วครูเริ่มถามว่า
“ใครได้คะแนนเต็มบ้างให้ยกมือขึ้น” ปรากฏว่ามีนักเรียนหญิง 2คน ยกมือ
เธอก็ถามต่อไปจนได้คำตอบจากทุกคนว่าไม่มีใครได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งเลย เธอกล่าวชื่นชมเด็กๆทุกคน และหันไปถามเด็ก 2 คนที่ได้คะแนนเต็ม ถามทีละคนว่า
“ตอนนั่งสมาธิรู้สึกยังไงบ้าง” ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ทั้งสองคนตอบตรงกันว่า
“รู้สึกสงบ สบายค่ะ” เธอถามต่อไปจึงรู้ว่าทั้งสองคนล้วนมีประสบการณ์นั่งสมาธิเป็นประจำที่บ้านอยู่แล้ว นิพาดาจึงอธิบายเชื่อมโยงประโยชน์ของสมาธิต่อการเรียนหนังสือให้เด็กๆฟัง ซึ่งดูเด็กๆสนใจและมีท่าทีเห็นด้วยกับเรื่องนี้กันทั้งห้อง ครูจึงมีข้อตกลงกับนักเรียนว่า
“ต่อไปนี้ก่อนเรียนเราจะสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิกันทุกชั่วโมง”
ทั้งหมดคือการนำเข้าสู่บทเรียนในสาระการเรียนรู้เรื่องอริยสัจ4 ของนิพาดา จากนั้นนิพาดานำเอกสารเรื่องอริยสัจ4 คืนให้แก่นักเรียนทุกคน แล้วเริ่มต้นทบทวนความรู้ในบทเรียนนี้กัน โดยเธอเริ่มต้นทบทวนพุทธประวัติที่เคยเรียนมาแล้วอย่างย่อๆ ตั้งแต่ประสูติจนมาถึงตรัสรู้ ซึ่งจะมีคำถามให้นักเรียนร่วมอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง จนมาถึงเรื่องอริยสัจ 4 ซึ่งนักเรียนพอจะมีความรู้อยู่บ้างแล้วจึงตอบคำถามได้กันเป็นส่วนใหญ่ จนใกล้หมดชั่วโมง นิพาดาจึงบอกให้นักเรียนทราบว่า
“ชั่วโมงต่อไปเราจะมาวิเคราะห์คำสอนเรื่องอริยสัจ 4 ในเชิงลึก เชื่อมโยงกับคำสอนเรื่องอื่นๆของพระพุทธเจ้ากัน”
ก่อนจบการสอนในชั่วโมงนั้น นิพาดาได้ให้นักเรียนสวดมนต์ไหว้พระบูชาพระรัตนตรัย ให้ถือเป็นแนวปฏิบัติเช่นนี้ทุกชั่วโมง
พอถึงชั่วโมงต่อไปในอีกสัปดาห์หนึ่ง นิพาดายังคงให้นักเรียนสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิ 5 นาที เป็นกิจกรรมแรกเหมือนเดิม จากนั้นเธอได้นำสื่อและอุปกรณ์ที่เตรียมไว้แล้วมาใช้ประกอบการสอนในบทเรียนใหม่ โดยเธอฉายภาพแผนภูมิความเชื่อมโยงของอริยสัจ4 แล้วนำนักเรียนให้ช่วยกันวิเคราะห์อริยสัจ 4 ไปทีละข้อ โดยให้นักเรียนเทียบเคียงกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้เรียนมาแล้ว พร้อมทั้งนำอธิบายไปสู่เรื่องไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ และปัญญา ที่นักเรียนเคยเรียนมาก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน โดยเริ่มจากอริยสัจ 4 ข้อแรกคือทุกข์ ว่า
“จากความหมายของทุกข์ ในอริยสัจ4ข้อแรก เมื่อเทียบกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก็คือปัญหาที่เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างสภาพที่เป็นอยู่กับสภาพที่ต้องการ รวมทั้งเราสามารถเชื่อมโยงไปสู่การอธิบายเรื่องขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่นักเรียนเคยเรียนมาแล้วได้ด้วย” นิพาดาเข้าใจดีว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและยากที่เด็กในระดับนี้จะเข้าใจได้ง่ายๆ แต่ถ้าพยายามให้เขาได้เข้าใจแต่แรก ก็จะเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์คำสอนที่เป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาได้ชัดเจนขึ้นในโอกาสต่อไป เธอจึงเริ่มต้นนำอธิบายประกอบสื่อแผนภูมิที่ฉายให้ดูไปอย่างช้าๆ
“อริยสัจ4 ข้อ2 คือสมุทัย หรือเหตุแห่งทุกข์ เทียบกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก็คือการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ให้เห็นต้นตอที่แท้จริงของทุกข์ที่มาจาก กิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลง และตัณหา คือความทะยานอยาก ซึ่งท่านพุทธทาส เคยบอกว่า ต้นตอจริงๆก็คือ อวิชชา คือขาดปัญญานั่นเอง การจะทำให้เกิดความกระจ่างในเรื่องนี้ เราอาจตั้งคำถามในใจ เช่น ทำไมเด็กเกิดออกมาจากท้องแม่จึงต้องร้องไห้ เมื่อวิเคราะห์ในทางการแพทย์ แล้วโยงไปสู่ เหตุผลก็จะพบว่า เพราะเด็กตอนอยู่ในท้องแม่ ได้รับออกซิเจนจากแม่ ผ่านทางสายรกถึง 9 เดือน พอคลอดออกมาภายนอก สายรกถูกตัดขาด เขาจึงร้องเพราะอยากได้อากาศหายใจ พอโตขึ้นมาก็อยากได้โน่นอยากได้นี่ ก่อกิเลสและตัณหาพอกพูนให้เกิดทุกข์ขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น” จากนั้นนิพาดาก็เล่านิทาน 2 เรื่องให้ฟัง พอพูดถึงนิทานเด็กๆทุกคนก็ตาวาว
เรื่องแรก เธอเล่าถึงวิธีดักจับลิงของชาวสวนที่มาทำลายพืชผลว่า เขาจะนำกะลามะพร้าวมาเจาะรู ขูดเนื้อมะพร้าวหรือใส่ถั่วที่ลิงชอบไว้ในกะลา เจ้าลิงพอได้กลิ่นของที่ชอบก็วิ่งมา ล้วงมือเข้าไปในลูกมะพร้าว กำของโปรดของมันไว้แน่น แต่พอมันจะดึงมือออกมา มันกลับดึงออกมาไม่ได้ นั่งรอจนชาวสวนมาจับตัวไป เล่าจบเธอก็ถามนักเรียนว่า
“ถ้านักเรียนเป็นลิง จะทำยังไงไม่ให้ชาวสวนจับได้” นักเรียนคนหนึ่งตอบขึ้นมาว่า
“แค่ปล่อยถั่วที่กำไว้ ก็ดึงมือออกได้แล้ว” นิพาดานำนักเรียนทั้งชั้นปรบมือให้กับคำตอบของนักเรียนคนนี้พร้อมกัน
นิพาดาเล่าต่อเรื่องที่ 2 ว่า มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ขับรถเบนซ์สปอร์ตคันใหม่ ฉวัดเฉวียนไปบนถนนด้วยความเร็วสูง ทันใดนั้นรถของเขาเกิดเสียหลักพุ่งเข้าชนเกาะกลางถนนอย่างแรง ตัวของเขาหลุดกระเด็นออกมานอกรถ ทันทีที่เขาฟื้นคืนสติ แล้วหันไปพบซากรถที่พังยับเยิน เขาก็ร้องครวญครางว่า
“ เบนซ์สปอร์ตของฉัน เบนซ์สปอร์ตของฉัน…” คุณลุงขายผลไม้ข้างถนนก็รีบตะโกนบอกเขาว่า
“ คุณ…มัวร้องไห้เสียดายรถอยู่ได้ยังไง ดูโน่นสิ แขนของคุณกระเด็นไปอยู่ฟากโน้นแน่ะ ” ทันทีที่เขาหันไปเห็นแขนของตนเองที่ฉีกขาดยับเยิน เขาก็ร้องเสียงดังโหยหวนว่า
“ โธ่…นาฬิกาโรเล็กซ์ของฉัน โรเล็กซ์ของฉัน…” เล่าจบนิพาดาก็ถามนักเรียนว่าทั้งสองเรื่องนี้สอนให้เรารู้ความจริงเกี่ยวกับอะไร นักเรียนก็ตอบพร้อมกันว่า
“สมุทัย เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ครับ/ค่ะ”
“ถูกต้องแล้ว เก่งมากทุกคน” นิพาดาปรบมือให้นักเรียนทุกคน
เธออธิบายต่ออีกว่า
“เมื่อรู้สาเหตุของปัญหาที่แน่ชัดแล้ว ก็จะต้องแก้ที่สาเหตุของปัญหาเพื่อให้ทุกข์หมดไป ก็คือ นิโรธคือการดับทุกข์ แต่จะทำอย่างไรให้ทุกข์ดับไป พระพุทธองค์ท่านจึงใช้มรรคมีองค์ 8 เป็นทางนำไปสู่การดับทุกข์”
คราวนี้ถึงตอนสำคัญที่จะต้องเชื่อมโยงให้นักเรียนเห็นวิธีปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม โดยนิพาดาได้นำวิเคราะห์มรรคมีองค์ 8 แต่ละข้อ จัดกลุ่มให้สอดคล้องกับหลักไตรสิกขา คือศีล สมาธิ และปัญญา แล้วเธอก็ฉายแผนภาพอีกภาพหนึ่ง และอธิบายต่อ
“จากแผนภาพ นักเรียนจะเห็นได้ว่า หลักอริยมรรคทั้ง 8 ข้อ เชื่อมโยงกับหลักไตรสิกขาได้อย่างเหมาะเจาะ และเป็นลำดับขั้นตอน” โดยเธอให้นักเรียนทำความเข้าใจในมรรคแต่ละข้อจนกระจ่างเป็นเบื้องต้น แล้วให้นักเรียนช่วยกันเชื่อมโยงมรรคมีองค์ 8 กับหลักไตรสิกขา จนได้คำตอบว่า
“ หากเรารักษาศีลให้บริสุทธิ์ก็เท่ากับเราได้ปฏิบัติสัมมาวาจาหรือวาจาชอบ สัมมากัมมันตะหรือประพฤติชอบ และสัมมาอาชีวะหรือเลี้ยงชีพชอบด้วย หากเราปฏิบัติสมาธิ ก็เท่ากับเราได้ปฏิบัติสัมมาวายามะหรือเพียรชอบ สัมมาสติหรือระลึกชอบ และสัมมาสมาธิหรือตั้งมั่นชอบไปด้วย และหากเราปฏิบัติให้เข้าถึงซึ่งปัญญาก็เท่ากับเราได้ปฏิบัติสัมมาสังกัปปะหรือดำริชอบ และสัมมาทิฏฐิหรือเห็นชอบ ตามมรรคมีองค์ 8 ไปด้วย ซึ่งเราจะเข้าถึงทางแห่งการดับทุกข์ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบด้วยตนเองดังกล่าวได้ จะต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเองคนอื่นจะไม่สามารถช่วยเราได้ ดังที่เราสวดมนต์กันทุกวันว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ คือเป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน”
ก่อนจบการสอนในชั่วโมงนั้น นิพาดาไม่ลืมที่จะให้นักเรียนสวดมนต์ไหว้พระบูชาพระรัตนตรัย ให้เป็นแนวปฏิบัติเช่นเดียวกับทุกชั่วโมง
-----------------------------


