“ลดการบ้าน”สะท้อนวิถีการจัดการศึกษา

หากโรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษา หรือระดับปฏิบัติที่หน้างาน ไม่สามารถจะแก้ไขเรื่องการบ้านได้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดจากการคิดไม่ออก ทำไม่เป็น หรือ วัฒนธรรมการทำงานราชการบ้านเรา ต้องรอคำสั่ง นโยบาย หรือแนวปฏิบัติก่อนเท่านั้น อย่างนี้ก็ยากแล้ว ที่จะไปทำเรื่องอื่นๆ ซึ่งอาจยากกว่ามากให้ลุล่วง

การบ้านนักเรียนอีกแล้ว คราวนี้เป็นความห่วงใยของนายกรัฐมนตรีเองเลย ที่ต้องการลดการบ้านลงและให้มีผลในทันที โดยมอบหมายกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จึงออกแนวปฏิบัติสื่อสารไปยังโรงเรียน ว่าให้ครูที่สอนในระดับชั้นเดียวกันและในกลุ่มสาระต่างกัน หารือ วางแผน กำหนดจำนวนการบ้านไม่ให้มากเกิน การบ้านชิ้นเดียวควรมาจากการเรียนรู้หลายวิชา สามารถวัดประเมินผลครั้งเดียวได้หลายกลุ่มสาระ

นอกจากนั้น ยังกำหนดเวลาทำการบ้านแต่ละวันไว้ด้วย ชั้นประถมศึกษาปีที 1-3 ประมาณ 30 นาที ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่เกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ไม่เกิน 2 ชั่วโมง เป็นต้น อันที่จริงแนวปฏิบัติดังกล่าวมิใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่พูดกันซ้ำๆมานานแล้ว

หลายปีที่ผ่านมา เมื่อการศึกษาเราถูกวัดประเมิน ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบของเราเอง หรือโอเน็ต(O-NET) หรือเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่น(PISA) ผลที่ออกมาล้วนชี้ว่าเราอ่อนแอ เด็กๆเยาวชนด้อยเรื่องคิดวิเคราะห์ 

เรื่องนี้สะท้อนอะไร ในการจัดการศึกษาบ้าง?

1. การทำงานที่โรงเรียนขาดการปรึกษาหารือ กำกับ ติดตาม

ไม่ยากไม่ใช่หรือ ถ้าโรงเรียนจะแก้เรื่องนี้ แนวปฏิบัติ สพฐ. ตามที่กล่าวมา ไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือสร้างสรรค์สุดขีด จนเกินความสามารถในการคิดเองทำเองของโรงเรียน ปัญหาน่าจะอยู่ที่ความเอาใจใส่ การร่วมคิดร่วมทำ หรือการกำกับติดตามเสียมากกว่า อาจเพราะอย่างนี้กระมัง นโยบายพัฒนาครูของรัฐมนตรี ศธ. จึงต้องเป็น PLC (Professional Learning Community)

2. ความเอาจริงเอาจังในการชี้แนะ นิเทศ จากเขตพื้นที่การศึกษา

ถ้าเขตพื้นที่การศึกษาจริงจังกับการชี้แนะ นิเทศ การทำงานของโรงเรียน ไม่ว่าจะเรื่องการบริหารจัดการ การจัดการเรียนรู้ หรืองานนโยบายต่างๆ มีหรือที่เรื่องง่ายๆ เช่นเรื่องการบ้านนักเรียน จะวนเวียน ก่อปัญหาซ้ำซาก จนนายกรัฐมนตรีต้องออกปาก

มิใช่ก็แค่ทำไปอย่างนั้น ตามที่มีหน้าที่ดอกหรือ ลูบหน้าก็จะปะจมูก เพราะผลการปฏิบัติงานของโรงเรียน ก็เป็นภาระงานที่ตนเองมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบนั้นด้วย

3. การทำงานระดับนโยบาย เน้นเฉพาะกิจ หรือตามกระแส ขาดการติดตาม ให้สำเร็จลุล่วง

พอเป็นข่าวว่าเด็กๆไม่รู้จักหน้าที่ต่อบ้านเมือง ถูกชักจูง ปลุกปั่นได้ง่าย ก็บรรจุวิชาหน้าที่พลเมืองเข้าไปในหลักสูตร ว่าเด็กๆขาดศีลธรรมจรรยา คุณธรรมจริยธรรม ก็บรรจุวิชาพุทธศาสนาเพิ่มเข้าไป  

คิดว่าเด็กๆควรเรียนรู้สิ่งต่างๆจากกิจกรรมบ้าง มิใช่จากการบรรยายของครูอย่างเดียว ก็กำหนดให้ดำเนินกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ จำนวนเท่านั้นเท่านี้ชั่วโมง โดยขาดข้อมูลหรือการไตร่ตรอง ชั่วโมงเรียนที่มีอยู่พอเพียงหรือไม่ แล้วโรงเรียนดำเนินการอย่างไร แก้ปัญหา........ ฯลฯ นอกจากปริมาณที่มากมายแล้ว คุณภาพงานตามนโยบายดีพอหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม ร่วมคิด ร่วมแก้ไข ให้สำเร็จลุล่วง

น่าคิดเมื่อลองเทียบเรื่องการบ้านกับบางเรื่องที่สำคัญตาม พ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ. 2542 อาทิ การที่ผลโอเน็ตไม่ดี โรงเรียนและ/หรือเขตพื้นที่การศึกษา แก้ด้วยการหาติวเตอร์มาติว มาสอนให้ทำข้อสอบ แทนที่จะปรับปรุงวิธีการจัดการเรียนรู้ของครูในชั้น ให้เน้นเรียนรู้ด้วยกิจกรรมมากขึ้น เรื่องที่สำคัญกว่าอย่างนี้ ระดับนโยบายกลับดูไม่อนาทรร้อนใจ

4. การทำงานของรัฐเป็นแบบสั่งการจากบนลงล่าง จนโรงเรียนไม่เป็นตัวของตัวเอง

ปัญหาต่างๆที่โรงเรียน การบ้านนักเรียนนับเป็นเรื่องเล็กมาก เป็นเรื่องครูผู้สอนออกแบบให้ศิษย์ได้ทบทวนบทเรียนอย่างไรเท่านั้น จะมากหรือน้อย สำหรับนักเรียนแต่ละคน ควรมีเวลาทำเท่าไหร่ ความเหมาะสมพอดี เป็นสิ่งที่ครูและนักเรียนพูดคุยกันได้อยู่แล้ว หรือถ้าปัญหามันเกิดขึ้นมากกว่านั้นจริงๆ ระดับบริหารคงคิดออก ว่าควรทำอย่างไร จึงจะลงตัว นักเรียนยังได้ฝึกฝนอย่างสมเหตุสมผล

การจะสอนให้คิดเป็นทำเป็น สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือมีวิจารณญาณ ครูต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนคิด อดทน รอคอย ใจเย็น ไม่รีบบอกคำตอบก่อน หรือแนะไปเสียทุกเรื่อง จนเด็กๆไม่ได้คิด หรือเก่งแค่ทำตามบล็อกหรือคำสั่งของครู

การศึกษาไม่เหมือนงานอื่นที่อาจต้องใช้ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะต้องการความเหมือน แต่งานสร้างหรือพัฒนาคน จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ของคนทำงานอย่างเอกอุ โรงเรียนจึงจะเข้มแข็ง เพียงพอ พร้อมรับมือความแตกต่างอย่างหลากหลายของเด็กๆไหว โรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งหมายถึง ครู บุคลากร และผู้บริหาร ต้องเป็นนักคิด จึงจะสร้างนักเรียน เยาวชน ให้มีความสามารถในการคิด

ข่าวนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ ศธ.และ สพฐ. แก้ปัญหาการบ้านมากของนักเรียน สะท้อนให้เห็นวิถีการทำงาน หรือการจัดการศึกษาบ้านเราได้ชัดเจน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าหวังจะให้การศึกษาพัฒนาเด็กๆทัดหน้าเทียมตาบ้านอื่นเมืองอื่น

ครู บุคลากร และผู้บริหาร คงต้องปรึกษาหารือกันมากขึ้น วง PLC ต้องเข้มข้น เข้มแข็ง การบริหารจัดการต้องแบบมีส่วนร่วม ศึกษานิเทศก์ หรือเขตพื้นที่การศึกษา ต้องจริงจังกับการชี้แนะ นิเทศ  ระดับนโยบายควรพิจารณาที่ผลลัพธ์ วิธีคิด วิธีทำ หรือกระบวนการ ต้องให้โอกาสระดับปฏิบัติคิดเองทำเอง ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

หากโรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษา หรือระดับปฏิบัติที่หน้างาน ไม่สามารถจะแก้ไขเรื่องการบ้านได้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดจากการคิดไม่ออก ทำไม่เป็น หรือวัฒนธรรมการทำงานราชการบ้านเรา ต้องรอคำสั่ง นโยบาย หรือแนวปฏิบัติก่อนเท่านั้น อย่างนี้ก็ยากแล้ว ที่จะไปทำเรื่องอื่นๆ ซึ่งอาจยากกว่ามากให้ลุล่วง

หากเป็นเช่นนั้นจริง มโนภาพก็แล้วกัน ว่าการศึกษาจะไปอย่างไรต่อไป บางทีอาจกระจ่างหรือบรรลุเลยก็ได้ ว่าการศึกษาบ้านเราวันนี้ ใยมาถึงจุดนี้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิพากษ์

คำสำคัญ (Tags)#บ้านกร่างวิทยาคม#ธนิตย์ สุวรรณเจริญ

หมายเลขบันทึก: 643902, เขียน: 10 Jan 2018 @ 21:30 (), แก้ไข: 11 Jan 2018 @ 08:49 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 2, ความเห็น: 11, อ่าน: คลิก


ความเห็น (11)

ฟังแล้วก็ ... เหนื่อยแทนครับ

เมื่อสามปีก่อนมีข่าวเรื่องการจ้างทำการบ้าน ผมเคยเสนอวิธีการแก้ปัญหาด้วย  การจัดการเรียนการสอนแบบกลับตาลปัตร 

ผมตั้งใจจะกล่าวว่า เอาการบ้านมาทำเป็นกิจกรรม "สอนอย่างมีความสุข" ของ "ครูธนิตย์" ส่วนการบ้านก็มีเพียงเอกสารเนื้อหาวิชา 2-3 หน้าให้นักเรียนไปอ่านเพื่อเตรียมตัวมาทำกิจกรรม

ที่โรงเรียน ครูจะให้การบ้านนักเรียนไม่มาก เพราะ..ครูคนหนึ่ง..สอนประจำชั้นและสอนทุกวิชา ถ้าให้มาก..ครูก็ตรวจไม่ไหว ผมช่วยสอนหนังสือ..จะรู้ปัญหา..บอกครูเสมอว่า เด็กต้องพักผ่อน ต้องดูทีวี ต้องเล่น และคุยกับพ่อแม่บ้าง..การบ้านมากเกินพอดี เป็นปัญหาทั้งครู เด็กและผู้ปกครอง

ธิ
เขียนเมื่อ 

วิเคราะห์ลึกซึ้ง  มีระดับนักคิดที่บ้านกร่างวิทยาคมอย่างอาจารย์คงไม่น่าห่วงเท่าไหร่นะคะ

สงสารแต่โรงเรียนที่เดินตามกระแสแบบไฟไหม้ฟางเป็นคราว ๆ สอนไปวัน ๆ รอเกษียณ ... แม้แต่ครูยังคิดไม่เป็น  จะไปสอนให้เด็กรู้วิธีคิดได้อย่างไร

  • สภาพการจัดการศึกษาทั่วๆไป หรือการทำงานของโรงเรียน น่าจะตล้ายๆกันครับ..
  • ขอบคุณทพญ.ธิรัมภามากครับ