จู๋ จิ๋ม และศีลข้อที่ ๓

ความน่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ “แล้วเธอท้องทำไม”

ผมถามคำถามนี้ในใจตั้งแต่รู้ว่า “เธอ” ตั้งท้อง

“เฮ้ย...ถามจริงเหอะ พร้อมจะมีลูกแล้วเหรอ” ผมถามออกมา เพราะรู้ดีว่าการตั้งท้องกับงานของเธอนั้น น่าจะเป็นข้อห้ามกันกลายๆ

“ค่ะหมอ จะว่าพร้อม ก็ไม่น่าจะพร้อมเท่าไหร่นัก แต่ถ้าจะให้ทำแท้งในครั้งนี้ หนูคงทำใจไม่ได้ หนูรักเขา หนูรักลูก” เธอคงหมายความเช่นนั้น มันแสดงออกมาทั้งดวงตา ทั้งน้ำตาที่เอ่อล้น และแววตาที่ดูอ่อนโยนลง

...................................

ผมขอคั่นอารมณ์สักนิดด้วยคำถาม

“ท่านเคยมีความรัก (แบบว่า รักเธอ รักเขา) ครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ ตอนนั้นเรียนชั้นไหน และมีคนรักมาแล้วกี่คน”

คำถามแบบนี้คงทำให้หลายคนนึกหาคำตอบในใจ

...................................

“หมอถามหน่อยสิ แฟนเธออยู่ที่ไหนเหรอ” ผมถามออกไปและนึกลุ้นไปในใจ

“อยู่ต่างจังหวัดค่ะหมอ เราเคยเป็นแฟนกันตอนเด็กๆ ตอนนั้นเรียนประถม เค้าเป็นแฟนคนแรกของหนู แต่คบกันได้ไม่นานหรอก” เธอเล่ามาพร้อมยิ้มเขินๆ

ผมได้ยินคำตอบดังนั้น ก็คิดถึงเรื่องราวของตัวเองบ้าง ผมมีแฟนครั้งแรกตอนไหนวะ

คำตอบคือ “ไม่มี” เมียคนนี้ก็คือแฟนคนแรกและคนเดียวที่ผมมีอยู่ 

ไม่ใช่เพราะผมไม่ชอบใคร แต่ผมไม่กล้าจีบ แม่ง...โคตรขี้อายเลย

แต่ถ้าหากถามว่า เคยอยากมีแฟนอย่างคลั่งๆตอนไหนน่ะเหรอ

“ป.๔”

ฮ่าฮ่า ดูขี้อาย แต่ในใจน่ะพลุ้งพล่านมาตั้งแต่นั้น

จะว่าไป ผมก็ชักจะลืมๆไปแล้ว ว่าความรักในครั้งนั้นมันตื่นเต้นขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ ก็คงไม่ใช่แบบตอนนี้ 

ตอนนั้นรู้สึกว่า อยากเดินจูงมือ คงไม่ได้อยากจูบ

ตอนนั้นคงรู้สึกอยากกอด ไม่ได้อยากนอนทับ ปุดโธ่ จะนอนทับไปทำไม ไข่ยังไม่จ้องเลยด้วยซ้ำ

ผมมีหญิงสาวที่หลงรักอยู่หลายคนเลยทีเดียว

...............................

“สมัยก่อนที่เป็นแฟนกัน ก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่ารู้ว่าเป็นแฟนกันค่ะหมอ แล้วเราก็ห่างจากกันไปตามวัยและเวลา” เธอยังคงมีความสุขเมื่อได้เล่าถึงเรื่องราวในหนนั้น

“เค้ามีลูกแล้วยัง” เฮ้ย ถามแบบนี้ทำไม บัดซบนัก แต่เอาเหอะ อย่าเพิ่งด่าผม กรุณาอ่านต่อไป

“มีแล้วค่ะ” เธอหยุดนิดหนึ่งเพื่อแสดงอาการให้ทราบว่า “หมอรู้เรื่องนี้ได้ยังไง” (กระมัง) และผมก็ยักหางคิ้วด้านซ้ายพร้อมยิ้มน้อยๆเพื่อแสดงให้เธอทราบว่า “เออ กูรู้” และผมยังคงฟังเธออยู่

“เค้ามีครอบครัวแล้ว มีลูกมีเมีย ดูก็มีความสุขดี” เธอมองหน้าผม คงเพื่อจะตรวจสอบใจผมกระมัง ว่าจะพูดยังไงกับเธอต่อไป

ผมไม่พูด เพียงแต่ยิ้มน้อยๆ ส่งสัญญาณออกไปว่า ผมยังพร้อมที่จะฟังอยู่เหมือนเดิม

“อันที่จริง บ้านเราอยู่ใกล้กันค่ะ หนูออกมาทำงานที่ต่างจังหวัดตั้งแต่วัยรุ่น ไม่ได้เจอกันมาตั้งนาน ช่วงหลังๆที่ได้กลับบ้านจึงได้เจอกัน” 

ผมพยายามนึกต่อไป ว่าช่วงที่ผมกลับบ้านแล้วไปเจอผู้หญิงที่เคยถูกใจสมัยประถมนั้น ผมรู้สึกอย่างไร ตื่นเต้นวูบวาบนึกถึงความหลังบ้างไหม และที่สำคัญ “ไข่จ้องมั้ย” คำตอบก็คือ “ไม่นะ” มันก็คงเหมือนกับที่เล่ากันมา ว่าความรักสมัยเด็ก มันก็เหมือนรักของลูกหมา ไม่จีรังยั่งยืนแต่อย่างใด

“เวลาหนูกลับบ้านแต่ละครั้ง ที่บ้านจะเครียดมาก เพราะเขารู้ว่า หนูกับเค้าอาจจะทำอะไรที่มันไม่ดี” เธอยังคงเล่ามา

“แล้วเธอว่ายังไงล่ะ” ผมสอบทานความคิดของผู้เล่า

“หนูรู้ดีค่ะว่ามันไม่ดี รู้ตัวตลอดว่ามันแย่ แต่หนูรักเขานะหมอ รักมากเสียด้วย ยิ่งมารู้ว่าเขาเองก็กำลังจะมีลูกอีกคน ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่” มาถึงตรงนี้เธอหลบตาต่ำ ไม่กล้าสบตากับหมอที่นั่งอยู่ตรงหน้า

“แต่จะให้หนูเอาลูกออก หนูคงทำอย่างนั้นไม่ได้” ผมยื่นกระดาษทิชชู่ให้เธอเพื่อซับน้ำตา

“แล้วเธอจะทำยังไงต่อไป” ผมเว้นจังหวะให้เธอได้สะอื้นอยู่พักหนึ่งจึงถามออกมา

“เค้าเองเมื่อทราบก็ตกใจเหมือนกัน แต่เขาก็บอกว่าจะรับผิดชอบและจะเลี้ยงดูลูกและหนูเองด้วย แต่หนูคิดว่าถ้าทำอย่างนั้น มันคงทำร้ายลูกกับเมียเขามากไป ก็เลยตัดใจเอาตัวหนูเองออกมา หนีมาให้ไกลๆ มาอยู่เสียที่นี่ หนูจะเลี้ยงลูกเอง เลี้ยงเค้าคนเดียว” มาถึงตรงนี้ ผมก็คงทำได้เพียงเงียบ จับมือเธอและบีบเพียงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเห็นใจ

.....................................

ในชีวิตของหมอสูติแบบผม เจอเรื่องแบบนี้มาหลายครั้งนะครับ แต่ละครั้งก็มีเรื่องราวใกล้เคียงกัน คือเธอกับเขา เขามีครอบครัวแล้วบ้าง หรือเธอมีครอบครัวแล้วบ้าง หรือทั้งเธอและเขาต่างก็มีครอบครัวอยู่แล้วบ้าง มันดูประหนึ่งเป็นวิถีปกติของคนกลุ่มหนึ่งๆที่เขาพึงปฏิบัติต่อกัน เฮ้ย.. มันดูธรรมดาประหนึ่งจู๋กับจิ๋มเป็นอวัยวะแลกเปลี่ยนความสุขเพียงชั่วคราวโดยไม่ต้องหาเหตุผลอื่นๆมาคั่นให้เสียจังหวะ อย่างนั้นเลยหรือ

หลายคนจบเรื่องราวด้วยการสู้กับปัญหา คือตั้งท้องต่อไปเพียงลำพัง หลายคนก็แสดงตัวอย่างเปิดเผย เพื่อทวงสิทธิ์ความเป็นเมียน้อยอย่างสมบูรณ์แบบ หลายคนมีความพยายามจะมีลูกกับสามีชาวบ้านเสียจริงๆ และหลายคนจบเรื่องราวด้วยการขอทำแท้ง

สำหรับ “เธอ” ผมเจาะเลือดเพื่อเตรียมความพร้อมในการฝากครรภ์ จัดยาบำรุงให้กิน และเก็บตังค์ค่าดูแลตามปกติ 

ขีวิตกลับเข้าสู่โหมดปกติได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เพื่อเตรียมตัวในการดูแลคนไข้คนต่อไป (อันที่จริง คืนนั้นก็มีคนไข้คนนี้เพียงคนเดียวนั่นแหละวะ)

จบนะครับ

ธนพันธ์ ชูบุญเคยหลงรักผู้หญิงมาหลายคนตั้งแต่ชั้น ป.๔ ถึง ป.๖ และห่างจากความรักอยู่ ๓ ปีเพราะเรียนในโรงเรียนชายล้วนและเริ่มมีความรักอีกครั้งในช่วงม.ปลายและเริ่มรู้จักคำว่าอกหักตั้งแต่ยังไม่เริ่มจีบมาเรื่อยๆจนมีเมียจริงๆกับเขาได้เสียที เอิ๊ก....นามสกุลกูยาวขนาดนี้เลยรึวะ

๑๗ ธค ๖๐

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

อ่านไประลึกถึงเรื่องราวความรักวัยเด็กไปด้วย  อ่านไปอมยิ้มไป.... ขอบคุณครับ

-สวัสดีครับพี่หมอ

-อ่านบันทึกทีไรผมก็ได้อะไรมากมาย 555

-ขอบคุณครับ

หมายเลขบันทึก

643396

เขียน

17 Dec 2017 @ 20:51
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 3, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก