ครูพระพิราพ บรมครูนาฏศิลป์และการดนตรีไทย
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพบูชาครูเทพ ครูมนุษย์ และครูพักลักจำที่ให้การประสิทธิ์วิชาการดนตรีแก่ผู้เขียน หากบทความนี้มีคุณประโยชน์ ผู้เขียนขอน้อมถวาย อานิสงส์แด่ครูทุกท่านด้วยความเคารพยิ่ง<p>ในบทละครรามเกียรติ์ ฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 กล่าวว่าพระพิราพเป็นอสูรเทพบุตร มีฤทธิ์มาก พระอิศวะทรงกำหนดเขตป่าให้อยู่ ณ เชิงเขาอัศกรรณ์ หากมีสิงห์สาราสัตว์หรือผู้ใดพลัดหลงเข้าไปในเขตป่าพระพิราพมีสิทธิ์จับกินได้ ความว่า</p><p>“มาจะกล่าวบทไป
ถึงพิราพขุนมารหาญกล้า
อยู่เชิงอัศกรรณบรรพตา
มีอานุภาพเป็นพ้นนัก
เมื่อจะแผลงฤทธิอำนาจ
หวาดไหวดินฟ้าอาณาจักร
นักสิทธ์วิทยาสุรารักษ์
กลัวเดชขุนยักษ์ทั้งธาตรี
พระอิศวรเอากำลังสมุทรไท
ทั้งพระเพลิงแบ่งให้ยักษี
แล้วประทานบริเวณพนาลี
อสุรีสร้างสระอุทยาน
ต่อสิงสัตว์ล่วงลัดเข้าในถิ่น
จึ่งให้จับกินเป็นอาหาร
นอกนั้นไม่ทำสาธารณ์
ขุนมารกลัวเจ้าภพไตร
ได้ต้นชมพู่พะวาทอง
เป็นของต้องอัธยาศัย
แบกด้วยกำลังว่องไว
ตรงไปยังสวนมาลี ฯ”</p><p>ส่วนใน สมญาภิธานรามเกียรติ์ กล่าวถึงพระพิราพความว่า </p><p>“พิราพพิโรธร้าย เริงหาญ
แรงราพคอนคชสาร สิบได้
สีม่วงแก่กายมาร วงทัก ษิณานอ
สวนปลูกพวาทองไว้ สถิตย์แคว้นอรรศกรรณฯ”</p><p>
</p>เมื่อพระรามและคณะเดินดงผ่านเข้ามาในป่าจึงถูกเหล่าพลยักษ์เฝ้าสวนเข้าลุมจับ แต่ก็ถูกพระลักษณ์ฆ่าตายไปเสียมาก พวกที่เหลือก็พากันหลบซ่อน เมื่อพระพิราพออกไปเที่ยวสวนจับช้างกินได้เห็นต้นไม้น้อยใหญ่กิ่งหักล้มระเนระนาดจึงโกรธกริ้วโยนช้างทิ้ง ส่งเสียงร้องสนั่น ยักษ์ที่หลบซ่อนอยู่จึงรีบออกมาแจ้งข่าวที่เกิดขึ้น เมื่อทราบข่าวพระพิราพจึงตามไปต้นรังใหญ่ที่คณะพระรามนั่งพัก จึงได้ต่อสู้กับพระราม สุดท้ายพระพิราพต้องศรพรหมมาศของพระรามล้มลง<p>ชาวดนตรี โขน ละคร นาฎศิลป์ไทยถือพระพิราพเป็นบรมครูสูงสุดร่วมกับพระนารถฤาษี ในงานพิธีไหว้ครูจะมีการจัดโต๊ะเครื่องสังเวยให้กับพระพิราพแยกต่างหาก ซึ่งต้องใช้ของสดของคาวเท่านั้น</p><p>พระพิราพอาจหมายถึง “ไภรวะ” ภาคดุร้ายของพระศิวะ หรืออาจหมายถึงเทพพื้นเมืองของชาวฮินดูที่เกี่ยวข้องกับป่า ซึ่งข้อนี้ผู้เขียนเองยังหาข้อสรุปไม่ได้ ขอให้เป็นหน้าที่ของนักวิชาการในการสืบหาความจริงต่อไป</p><p>ในบทความเรื่องความเป็นมาของท่ารำองค์พระพิราพ : ข้อสันนิษฐานใหม่ โดยคมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ในหนังสือ ภารตะ-สยาม ผี พราหมณ์ พุทธ? ได้อธิบายว่าท่ารำองค์พระพิราพนั้นเกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 6 ผู้คิดท่ารำคือคุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทศ สุวรรณภารต) ภรรยาพระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) ครูโขนในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้รำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพเป็นคนแรก จากนั้นก็มีการถ่ายทอดสืบต่อกันมาเช่นครูรงภักดี (เจียร จารุจรณ) ครูอร่าม อินทรนัฏ ครูเอกรินทร์ พงษ์พันธ์เดชา เป็นต้น </p><p>
</p>ผู้ที่ได้รับการต่อท่ารำเพลงหน้าพาทย์นี้จะต้องมีความสามารถเชี่ยวชาญและเป็นที่ไว้วางใจจากครูผู้ใหญ่ผู้ที่จะได้รับมอบเพลงหน้าพาทย์ จะต้องเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ได้รับการบวชเรียนมาแล้ว ก่อนจะต่อท่ารำจะต้องมีการถือศีลกินเพล 7 วันเมื่อครบกำหนดจะต้องไปรับการรดน้ำมนต์เพื่อทำให้กายและใจพ้นจากเสนียดจัญไรให้เป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์เสียก่อนแล้วจึงเริ่มพิธี การต่อท่ารำจะต้องเข้าไปต่อในโบสถ์สองต่อสองระหว่างครูกับศิษย์เท่านั้น ผู้อื่นนอกจากผู้บรรเลงเพลงปี่พาทย์แล้วจะไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือมองดูได้เลย เวลาต่อท่ารำผู้รับมอบจะต้องถอดเสื้อแล้วให้ครูผู้ใหญ่เขียนเลขยันต์ด้วยปูนลงลายทักษิณาวรรตบนร่างกายทั้งส่วนหน้าและหลัง เชื่อกันว่าหากเกิดการรำผิดจังหวะท่าทางปูนที่ครูเขียนไว้นั้นจะลบไม่ออก ต้องรำจนกว่าจะถูกต้องปูนจึงสามารถลบออกจากร่างกายได้<p>การรำองค์พระพิราพ ถือว่าเป็นพิธีกรรมสำคัญของแวดวงนาฏศิลป์การดนตรีไทยที่ให้ความสําคัญและให้ความเคารพยำเกรงอย่างสูงสุด ส่วนเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพรอนนั้นถือว่าเป็นเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงสุดทางดนตรีไทยและนาฏศิลป์ เป็นเพลงศักดิ์สิทธิ์ ตัวผู้เขียนเองได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีไหว้ครูดนตรีไทยหลายครั้งและทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพรอน ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง มือไม้สั่นเหมือนจะควบตุมตนเองไม่ได้ ท่วงทำนองเพลงแสดงถึงฤทธานุภาพขององค์พระพิราพได้เป็นอย่างดี เห็นผู้คนที่เข้ามาร่วมงานบางคนไม่สามารถควบคุมตนเองได้ลุกยืนออกท่าออกทางไปเลยก็มีไม่น้อย</p><p>ภาพประกอบ พระพิราพ จิตรกรรมฝาผนังระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ห้องที่ 20 ตอน พระราม พระลักษณ์ นางสีดาเข้าสวนพิราพ ฆ่าพิราพตาย เขียนโดยนายสุก สนิทแนบ เขียนซ่อมโดย พ.ท.ศิริ จินดา ถ่ายเมื่อ ตุลาคม 2560</p><p>หนังสือประกอบการเขียน
คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง. (2560). ภารตะ-สยาม ผี พราหมณ์ พุทธ?.กรุงเทพฯ: มติชน.
จตุพร รัตนวราหะ. ( 2519).เพลงหน้าพาทย์กรุงเทพฯ: ประพันธ์สาส์น. </p>

