โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเสด็จจาริกในเจติยชนบทได้ดำเนินทรงไปทางตำบลบ้านรั่วงาม คนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์ คนชาวนา คนเดินทาง ได้แลเห็นพระผู้มีพระภาคกำลังทรงดำเนินมาแต่ไกลเที่ยว ครั้งแล้วได้กราบทูลพระผุ้มีพระภาคว่า ขอพระองค์อย่าได้เสด็จไปยังท่ามะม่วงเลย พระพุทธเจ้าข้า เพราะที่ท่ามะม่วงมีนาคอาเศัยอยู่ในอาศรมชฎิล เป็นสัตว์มีฤทธิ์เปนอสรพิษร้าย มันจะได้ไม่ทำร้ายพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า
เมื่อเขากราบทูลเรื่องนั้นแล้ว พระองค์ได้ทรงดุษณี,
เม้ครั้งสองและ.. แม้ครั้งที่สามแล...
ครั้งพระผุ้มีพระภาคเสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงตำบลบ้านรั่วงามแล้ว ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ ตำบลบ้านรั่วงามนั้น
ครั้งนั้นแล ท่านพระสาคตะเดินผท่านไปทางท่ามะม่วง อาศรมชฎิล ครั้นถึงแล้วได้เข้าไปยังโรงบชาไฟ ปูหญ้าเครื่องลาด นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า นาคนั้นพอแลเห็นท่านพระสาคตะเดินผ่านเข้ามา ได้เป็นสัตว์ดุร้ายขุ่นเคือง จึงบังหวนควันขึ้นในทันใด แม้ท่านพระสาคตะก็บังหวนควันขึ้น มันทนความลบหลู่ไม่ได้ จึงพ่นไฟสู้ในทันที่ แม้ท่านพระสาคตะก็เข้าเตโชธาตุกสิณสมาบัติ บันดาลไฟต้านทานไว้ ครั้นท่านครองำไฟของนาคนั้นด้วยเตโลสิณแล้ว เดินผ่านไปทางตำบลบ้านรั้วงาม
ส่วนพระ(ุ้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลบ้านรั่วงาม ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จหลีกไปสุ่จาริกทางพระนครโกสัมพี พวกอุบาสกขาวพระนครโกสัมพีได้ทราบข่าวว่า พระคุณเจ้าสาคตะได้ต่อสุกับนคผุ้อยู่ ณ ตำบลมะม่ว พอดีพระผุ้มีพระภาคเสด็จจาริกโดยลำดับถึงพระนครโกสัมพี จึงพงกอุบาสกชาวพระนครโกสัมพีพากันรับเสด็จพระภาคแล้ว เข้าไปหาท่านพระสาคตะ กราบไหว้แลวยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วถามทานว่า ท่านขอรับอะไรเป้นของหายากและเป็นของพระคุณเจ้า พวกกระผมจะจัดของอะไรถวายดี?
เมื่อเขาถามอย่างนั้นแล้ว พระแัพพัคคีย์ได้กล่าวตอบคำนี้กะพวกอุบาสกว่า มี ท่านทั้งหลาย สุราใสสีแดงดังเท้านกพิราบ เป้นของหายาก ทั้งเป็นของชอบของพวกพระ ท่านทั้งหลายจงแต่งสะรานั้นถวายเถิด
ครั้งนั้น พวกอุบาสกชาวพระนครโกสัมพี ได้จัดเพตียมสะราใสใีแดงดังเท้านกพิราบไว้ทุกๆ ครัวเรือน พอเห็นท่านพระสาคตะเดินมาบิณฑบาต จึงต่างพากันกล่าวเชื้อเชิญว่ นิมนต์ พระคุณะจ้าสาคตะดื่มสะราใสสีแดงดังเท้านกพิราบเจ้าข้า นิมนต์พระคุณเจ้าสาคตะดื่อมสุราใสสีแดงดังเท้านกพิราบ เจ้าข้า
ครั้งนั้น ท่านพระสาคตะได้ดื่มสะาใสสีแดงดังเท้านกพิราบทุกๆ ครัวเรือนแล้ว เมื่อจะเดินออกจากเมือง ได้ล้มกลิ้งอยู่ที่ประตูเมือง
พอดีพระผุ้มีพระภาคเสด็จออกจาเมืองพร้อมด้วยภิกษะเป็นอันมาก ได้ทอดพระเพนตรเห็ท่านพระสาคตะล้มกลิ้งอยู่ที่ประตุฌมือง จึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงช่วยกันหมสาคตะไป
ภิกษุเหล่านั้นรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว หามท่านพะรสาคตะไปสุ่อารามให้นอนหันศรีษะไททางพระผุ้มีพระภาค แต่ท่านพระสาคตะได้พลิกกลับนอนฝันแปรเท้าทั้งสองไปทางพระผุมีพระภาค
ลำดับนั้น พระผุ้มีพระภาครับสั่งถามภิษุทั้งหลายว่า ดุกรภิษะทั้งหลาย สาคตะมีความเคารพ มีความยอเรกงในตถาคตมิใช่หรือ?
ภิษุทั้งหลายกรอบทูลว่า เป้นดังรับสั่งพระพุทธเจ้าขช้า
ภ. ดูกรภิษุทั้งหลาย เออก็บันนี้ สาตะมีความเคารพ มีความยำเกรงในตถาคตอยุ่หรือ?
ภิ. ข้อนั้นไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า
ภ.ดูกรภิกษุทั้งหาย สาคตะ ได้ต่อสู้กับนาคอยุ่ที่ตำบลท่ามะม่วงมิใช่หรือ?
ภิ.ใช่ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เดี่๋ยวนี้สาคตะสามารถจะตอสุ้แม้กับวุน้ำได้หรือ?
ภิ.ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า
ภ.ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ำที่ดื่มเข้าไปแล้วถึงวิสัญญีภาพนั้นควรดื่มหรือไม่?
ภิ. ไม่ควรดื่ม พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ดูกรภิกษุทั้หงลาย การกระทำของาคตะไม่เหมะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ, ไฉน สาคตะจึงได้ดื่มน้ำที่ทำผุ้ดื่มให้เมาเล่า? การกระทำของสาคตะนันไม่เป้นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว..
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแดง อย่างนี้ ว่าดังนี้
เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะดื่อมสุราและเมรัย
ที่ชื่อว่า สุรา ได้แก่สุราที่ทำด้วยแป้ง สุราที่ทำด้วยขนม สราที่ทำด้วยข้าวสุกสุราที่หสักส่ำเหล้า สุราที่ปสมด้วยเครื่องปรุง
ที่ชื่อ เมรัย ได้แก่นำดองดอกไม้ น้ำดองผลไม้ น้ำดองน้ำผึ่ง น้ำดองน้ำออ้ยวบ น้ำดองที่ผสมด้วยเครื่องปรุง
คำว่าดื่ม คือ ดื่ม โดยที่สุดแม้ด้วยปลายหญ้าคา, ต้องอาบัติปาจิตตีย์
น้ำเมา ภิกษุสำคัญว่าน้ำเมา ดื่ม, ต้องอาบัติปาจิตตีย์ น้ำเมา ภิกษุสงสัย ดื่ม ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ไม่ใช่น้ำเมา ภิกษุสำคัยว่านำ้เมา ดื่ม ต้องอาบัติทุกกฎ
ไม่ใช่น้ำเมา ภิกษุสงสัย ดื่ม ต้องอาบัติทุกกฎ
ไม่ใช่น้ำเมา ภิกษุสำคัญว่าไม่ใช่น้ำเมา ดื่ม, ไม่ต้องอาบัติ
ภิกษุดื่มน้ำที่มีกล่ินรสเหมือนน้ำเมา แต่ไม่ใช่น้ำเมา๑ ภิกษุดื่อมน้ำเมที่เจือลงในแกง๑, ...ที่เจืองลงในเนื้อ๑, ...ที่เจือลงในน้ำมัน ๑, ...น้ำเมาในน้ำอ้อยที่ดองมะขามป้อม ๑, ...ภิาุดื่มยาดองอรฎฐะซึ่งไม่ใช่ของเมา ๑, ภิษุวิกลจริต๑, ภิกาุอาทิกัมมิกะ ๑ , ไม่ต้องอาบัติแล ( พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๖, ๖.สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระสาคตะ)
ศีลนั้น แปลว่า ปกติ คื่อส่ิงหรือกติการที่บุคคลจะต้องระวังรักษาตามเพศและฐานะ ศีลมีหลายระดับ คือ ศีล ๕ ศคล ๘ ศีล ๑๐ และศีล ๒๒๗ และในบรรดาศีลชนิดเดียวกัน ก็ยังจัดแยกออกเป็นระดับธรรมดา มัชฌิมศีล (ระดับกลาง) และ อธิศีล (ศีลอย่างสูง ศีลอย่งอุกฤษฎ์)
ในสมัยพุทธกาล ผุ้คนมักจะมีศีล ๕ ประจำใจกันเป็นนิจ ศีล ๕ จึงเป้นเรื่องปกติของบุคคลในสมัยนั้น และจัดว่เป็น "มนุษยธรรม" ส่วนหนึ่งในมนุษยธรรม ๑๐ ประการ"
"สุราเมรระยะ มัชชะปะมา ทัฎฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สมาธิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คื อเว้นจากการดื่มสุราเมรัย เครื่องดองของทำใจให้คลั่งไคล้ต่างๆ)
ผลจากการดื่มสุราและสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิด ๖ ประการ คือ ทรัพย์ถุกทำลาย ๑, เกิดวิวาทบาดหมาง๑, เป็นบ่อเกิดแห่งโรค ๑, เสื่อมเกี่ยรติ ๑, หมดยางอาย ๑, ปัญญาเสื่อมถอยหรือพิการทางปัญญา ๑,
การเว้นจากการดื่มสุรา จะได้รับผลดี คือ ในการปฏิสนธิกาล คือจะเกิดในกามสุคติภูมิ มีมนุษย์กรือสวรรค์เป็นที่เกิด และ ได้รับผลในปวัตติกาล คือหลังจากเกิดแล้ว ภ้าได้เป็นมนุษย์จะได้รับอานิสงส์จากการเว้นดื่มน้ำเมาและสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิด ๓๕ ประการ
อานิสงฆ์จากการเว้นดื่มน้ำเมา คือ รุ้กิจการอดีต อนาคต ปัจจุบันได้รวดเร็ว, มีสติตั้งม่นทุกเมื่อ, มีปัญญาดี มีความรู้มาก, มีแต่ความสุข, มีแต่คนนับถือ ยำเกรง, มีความขวนขวายน้อย (หากินง่าย), มีปัญญามาก, มีปัญญาบันเทิงในธรรม, มีความเห็นถูกต้อง, มีศีลบรุสุทธิ์, มีใจละอายแก่บาป, รุ้จักกลัวบาป, เป็นบัณฑิต, มีความกตัญญุ, มีกตเวที, พุดแต่ความสัตย์, รุ้จักเฉลั่ยเจือจาน, ซื่อตรง, ไม่เป็นบ้า, ไม่เป็นใบ้, ไม่มัวเมา, ไม่ประมาท, ไม่หลงไหล, ไม่หวาดสะดุ้งกลัว, ไม่บ้าน้ำลาย, ไม่งุนงง ไม่เซ่อเซอะ, ไม่มีความแข่งดี, ไม่มีความริษยา, ไม่ส่อเสียดใคร, ไม่พูดหยาบ, ไมีพูดเพ้อเจ้อไร้ประโยชน์, ไม่เกี่ยจคร้านทุกคืนวัน, ไม่ตระหนี่, ไม่โกรธง่าย, ฉลาดในส่ิงที่เป้นประโยชน์และในสิ่งที่เป็นโทษ...https://pantip.com/topic/33370...
