งาน "ชื่นใจ...ได้เรียนรู้ (ภาคครูเพลิน)" ครั้งที่ ๑๑ : ครูเปลี่ยน เพราะเรียนรู้

  ติดต่อ

  ฉันพยายามค้นหาคำตอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าคืออะไร หลายครั้งที่ฉันคิดไปเองว่า เข้าใจเด็กและวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา แต่ก็ต้องกลับมาทบทวนกับตัวเองว่า ถ้าเราอยากจะเข้าใจสิ่งใด ต้องเริ่มจากการยอมรับ ว่าเราไม่เข้าใจสิ่งนั้น  


งานเขียนของเพื่อนครู




การเรียนรู้ของ คุณครูนิ้ง – นันท์ณิชา พัดเกล็ด เป็นเรื่องกระทบใจครูผู้อ่านหลายต่อหลายคน และ เป็นประสบการณ์ของการเปลี่ยนแปลงที่นำพาไปสู่ความเป็นครูที่แท้



ความรู้กระทบสมอง การเรียนรู้กระทบหัวใจ


“สวัสดีค่ะนักเรียนทุกคน ครูชื่อครูนิ้งนะคะ มาจากอนุบาล นักเรียนบางคนคงจะเคยเจอครูบ้างแล้ว”

“หนูเคยเห็นรูปครูนิ้งแปะอยู่ที่อาคารอนุบาล”

“หนูเคยเจอครูนิ้ง หนูรู้จักครูนิ้ง”

“ผมมาจากจิตตเมตต์ยังไม่เคยรู้จักครูเลย”


เด็กๆหลายคนพยายามมีบทบาทในการร่วมแสดงความคิดเห็น ว่าเคยเจอครูนิ้งที่ไหน บ้างก็ว่าเคยเจอบ้างก็ว่าไม่เคยเจอ และนี่คือบทสนทนาบทแรกในฐานะ ครูภูมิปัญญาภาษาไทยช่วงชั้น ๑ ระหว่างฉันกับนักเรียนห้อง ๑/๓ เราทำการถามชื่อ และทำความรู้จักกันเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอ ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่บทเรียน ครูทิพย์ ครูประจำชั้นห้อง ๑/๓ ช่วยเหลือฉันอย่างเต็มที่ ด้วยการเขียนชื่อนักเรียนทั้ง ๒๗ คนติดไว้กับเสื้อของนักเรียน เพื่อให้ฉันได้เรียกชื่อนักเรียนทุกคนได้อย่างถูกต้อง ซึ่งนั่นเป็นวิธีที่ดีเยี่ยมในการที่จะทำให้ฉันจดจำชื่อของนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาสั้นๆ


ในคาบแรกของการเรียนการสอน ฉันสร้างบรรยากาศภายในห้องเรียนด้วยการเล่านิทาน เรื่องพระอาทิตย์และพระจันทร์ ก่อนที่จะให้เด็กๆร่วมกันคิดคลังคำเกี่ยวกับเวลากลางวันและกลางคืนสิ่งที่ฉันสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน คือ เวลาที่ฉันเล่านิทาน เด็กๆห้อง ๓ จะมีแววตาที่เป็นประกาย แสดงออกถึงความตั้งอกตั้งใจในการฟัง ฉันพบว่าช่วงเวลาที่ฉันเล่านิทาน เป็นช่วงเวลาที่เด็กๆชื่นชอบมากที่สุด และนั่นก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ฉันรู้สึกชื่นชอบมากที่สุด เพราะนิทานมีพลังมากกว่าที่ฉันคิด


หลายครั้งที่ฉันเริ่มแผนการสอนด้วยการเล่านิทาน หรือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตกับเด็กๆ ฉันพบว่า เด็กๆ ต่างให้ความสนใจ มีสมาธิจดจ่อ และสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตนเองได้อย่างสนุกสนาน ในแผนกิจกรรมวรรณคดีไทยเรื่องสุดสาคร ฉากที่บรรยายถึงรูปร่าง ลักษณะของนางยักษ์ว่ามีรูปร่างสูงใหญ่ เด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “นางยักษ์ตัวสูงเท่าตึกกี่ชั้น” มีเสียงโต้ตอบจากอีกฝั่งหนึ่งของห้องเรียนว่า “น่าจะเท่าตึก ๕ ชั้นหรือ ๑๐ ชั้นเลยนะ” อีกฝั่งหนึ่งโต้ตอบกลับมาว่า “เวลานางยักษ์เดินในทะเลน่าจะกลายเป็นคลื่นยักษ์” เด็กนักเรียนด้านหน้าร่วมกันอภิปรายว่า “สงสัยจะใหญ่เท่าคลื่นสึนามิ”


ฉันรู้สึกมหัศจรรย์ใจ ที่เราพูดคุยกันเรื่องวรรณคดีไทยแต่กลายเป็นเรื่องคลื่นสึนามิไปได้ บรรยากาศในห้องเรียน ณ ตอนนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยความ ใคร่รู้ ใคร่สนใจในเรื่องราวต่างๆที่เพื่อนๆ ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยน บางคนว่าแม่เคยเล่าให้ฟัง ว่าแม่เคยไปช่วยคนบาดเจ็บจากคลื่นสึนามิ บางคนสามารถเล่าเรื่องคลื่นสึนามิได้เป็นฉากๆว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรและจากแผนการเรียนการสอนนี้เอง ทำให้ฉันได้รู้ว่า นิทานมีประโยชน์มากกว่าความสนุก นิทานไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องประโลมโลก แต่เป็นการต่อยอดการเรียนรู้ไม่รู้จบ


แต่ในทางกลับกันฉันก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ที่เด็กนักเรียนคนเดิมที่พูดเจื้อยแจ้วเล่าประสบการณ์ในชีวิตของตนเอง เป็นคนเดียวกันที่เขียนบรรยายงานออกมาได้เพียง ๒-๓ บรรทัด ฉันพยายามค้นหาคำตอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าคืออะไร หลายครั้งที่ฉันคิดไปเองว่า เข้าใจเด็กและวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา แต่ก็ต้องกลับมาทบทวนกับตัวเองว่า ถ้าเราอยากจะเข้าใจสิ่งใด ต้องเริ่มจากการยอมรับ ว่าเราไม่เข้าใจสิ่งนั้น ฉันจึงพยายามทำตัวเป็นแก้วเปล่าอยู่เสมอ แก้วเปล่าที่พร้อมจะรับเด็กๆ เข้ามาในชีวิต และพร้อมจะทำความเข้าใจพวกเขา


เวลาล่วงเลยผ่านไป ๒ ภาคเรียน จิตตะ และวิมังสา กับการค้นหาคำตอบในสิ่งที่ฉันสงสัย และฉันก็ได้คำตอบแล้วว่า การเรียนรู้ไม่ใช่เพียงการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป แต่คือความเข้าใจว่าเรา ไม่ได้มีอะไรที่ขาดหาย เช่นเดียวกันกับที่ฉันเข้าใจนักเรียนของฉันว่า พวกเขาไม่ได้มีอะไรที่ขาดหาย การที่นักเรียนของฉันเขียนบรรยายเรื่องราวได้เพียง ๒-๓ บรรทัด ไม่ใช่เพราะเขาเขียนไม่ได้ แต่เพราะเขาพูดได้ดีมากกว่าเขียนต่างหากเล่าแล้วใครเล่าจะรู้ว่า ในอนาคตเขาอาจจะกลายเป็นนักพูดมีที่ชื่อเสียงโด่งดังก็เป็นได้ในวันสุดท้ายของภาคเรียนวิมังสา นักเรียนกลุ่มเดิมของฉัน กลุ่มพูดได้มากแต่เขียนได้น้อย เดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับพูดว่า


คุณครูอยากเรียนวิชาภูมิปัญญาภาษาไทยอีกอยากให้คุณครูเล่าเรื่องให้ฟังอีก


ถ้าในวันนั้นฉันบังคับเด็กให้เขียนให้ได้ ๕ บรรทัดหรือ ๑๐ บรรทัด แล้วตัดสินพวกเขาที่เขียนได้น้อยว่าไม่ฉลาด ไม่สามารถเขียนได้ ฉันจะรู้สึกผิดกับตัวเองมาก เพราะแท้ที่จริงแล้วเขาเหล่านั้นได้เรียนรู้มากกว่าคำว่า ความรู้ แต่เขาได้เรียนรู้ คำว่าความรัก รัก..ในวิชาภูมิปัญญาภาษาไทย

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองทำให้ฉันรู้ว่า ถ้าฉันสอนแต่เพียงความรู้ ความรู้จะกระทบแค่เพียงสมอง แต่ถ้าฉันสอนให้พวกเขาได้เรียนรู้ การเรียนรู้จะกระทบไปถึงหัวใจ ...



คุณครูนิ้ง - นันท์ณิชา พัดเกล็ด

ครูภูมิปัญญาภาษาไทย ช่วงชั้นที่ ๑

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ฝึกตนฝนปัญญา

หมายเลขบันทึก: 628616, เขียน: , แก้ไข, 2017-05-22 09:17:26+07:00 +07 Asia/Bangkok, สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 2, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #km#ครูเพื่อศิษย์#เรื่องเล่าเร้าพลัง#วรรณคดีไทย#reflection#ยอมรับ#knowledge assets#ความเป็นครู#transformative learning#ภูมิปัญญาภาษาไทย#สุดสาคร#โรงเรียนเพลินพัฒนา#นันท์ณิชา พัดเกล็ด#พรทิพย์ แสงมณี#ชั้นประถมปีที่ 1

บันทึกที่เกี่ยวข้อง 
บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (0)