​ศาสตร์และศิลป์ของการสอน : ๒. เครื่องมือวัดการเรียนรู้ ช่วยให้เรียนอย่างมีเป้าหมาย

ตอนที่ ๑


บันทึกชุด ศาสตร์และศิลป์ว่าด้วยการสอน นี้ตีความจากหนังสือ The New Art and Science of Teaching เขียนโดย Robert J. Marzano ซึ่งเพิ่งออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้เอง


ภาค ๑ ยุทธศาสตร์สื่อสารเป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจน

ตอนที่ ๒ นี้ตีความจาก Element 1 : Providing Scales and Rubrics ซึ่งเป็นตอนแรกใน ๓ ตอนของ ยุทธศาสตร์สื่อสารเป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจน แก่นักเรียน โดยที่ยุทธศาสตร์นี้มีเป้าหมายให้นักเรียนได้รับ ข้อมูลป้อนกลับ (feedback) ที่ทรงประสิทธิผล เพื่อให้เข้าใจความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของตน และรู้ว่าตนก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว อันจะนำไปสู่การพัฒนาการเรียนรู้ของตนเอง


การที่นักเรียนรู้เป้าหมายของการเรียน รู้คุณค่าของเป้าหมายนั้นต่อชีวิตของตนเอง และรู้ว่าการเรียนของตนบรรลุผลมากน้อยเพียงใด จะเป็นข้อมูลกระตุ้นแรงบันดาลใจต่อการเรียนรู้ ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น และอย่างมีความหมาย


การมีสเกล และ รูบริก บอกระดับการเรียนรู้ จะเป็นตัวช่วย ให้นักเรียนฝึกกำกับการเรียนรู้ของตนได้ เป็นคุณทั้งในด้านเรียนสาระ และในด้านฝึกทักษะการเรียนรู้


ผมขอแสดงข้อคิดเห็นส่วนตัวของผม (ซึ่งไม่ทราบว่าถูกหรือผิด) ว่า การมีสเกลและรูบริกบอกระดับการเรียนรู้นั้น อาจเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อการเรียนรู้ของนักเรียนก็ได้ จะเป็นคุณ หากนักเรียนและครูใช้มันเป็นข้อมูลป้อนกลับ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน และพัฒนาวิธีสอนของครู (ใช้เพื่อการพัฒนา - formative assessment) แต่จะเป็นโทษ หากใช้เป็นตัวบอกคะแนนแล้วจบ (ใช้ตัดสิน - summative evaluation) หากใช้เพื่อเป็นข้อมูลป้อนกลับเพื่อพัฒนา ครูต้องมีวิธีให้ constructive feedback ทันทีที่เห็นผลการประเมิน รายละเอียดมีอยู่ในหนังสือ ประเมินเพื่อมอบอำนาจการเรียนรู้ ซึ่งอ่านสาระได้ที่ https://www.gotoknow.org/posts/tags/ประเมินเพื่อมอบอำนาจ


เครื่องมือวัดการเรียนรู้ที่ยกมาทำความเข้าใจรายละเอียด เรียกว่า “สเกลความเข้าใจ (Proficiency Scale หรือ Performance Scale) โดยครูต้องจัดกระบวนการทำความรู้จักจนเครื่องมือนี้เป็นของนักเรียน นักเรียนสามารถอธิบายระดับความเข้าใจ (proficiency) หรือระดับสมรรถนะ (performance) แต่ละระดับได้ด้วยภาษาของตน


ตัวอย่างของ สเกลความเข้าใจ ในวิชา “สรุปประเด็น ข้อมูลหลักฐาน และให้เหตุผล” (generating claims, evidence, and reasoning) ของนักเรียนชั้น ม. ๒ (เกรด ๘) คือ





การจัดการระดับความเข้าใจ/ความคล่องแคล่วในวิชาใดวิชาหนึ่งหรือหน่วยการเรียนรู้หนึ่งแสดงในตารางข้างล่าง




ลูกเล่นของครูในการใช้เป้าหมายการเรียนรู้ และข้อเขียน/ถ้อยคำ ระบุเป้าหมายระดับสมรรถนะที่พัฒนาขึ้นในตัวนักเรียน ในการกระตุ้นความคึกคักในการเรียน มีได้มากมาย เช่นครูเขียนเป้าหมายและระดับการเรียนรู้ไว้หน้าชั้น แล้วให้นักเรียนบอกเป้าหมายของตนในรูปประโยคว่า “ฉันสามารถ ....”


หากเป้าหมายและสเกลวัดตามที่ระบุในบันทึกนี้ให้ผลดี ครูจะสังเกตเห็นพฤติกรรมในนักเรียนดังต่อไปนี้

  • นักเรียนสามารถอธิบาย สเกลความเข้าใจ ด้วยถ้อยคำของตนเองอย่างคล่องแคล่ว
  • นักเรียนสามารถอธิบายได้ว่าเรื่องที่กำลังเรียนในคาบเรียนนั้น สนองเป้าหมายการเรียนรู้อะไร
  • นักเรียนสามารถระบุได้ว่า กิจกรรมที่กำลังทำหรือดำเนินการอยู่ เกี่ยวข้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ข้อใด
  • นักเรียนสามารถอธิบายได้ว่า ตนกำลังมีความก้าวหน้าด้านสาระความรู้ในระดับใดในสเกล


จะเห็นว่า เครื่องมือตามในบันทึกตอนนี้ จะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย และมีสติระลึกรู้ ว่าตนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ในระดับใด


ผมมีความเห็นว่า กิจกรรมที่ครูต้องทำ ตามในบันทึกนี้ เป็นสิ่งที่ครูรวมทีมกัน ช่วยกันปรับปรุงพัฒนาได้ไม่มีวันจบสิ้น และสามารถทำงานวิจัย ที่ถือเป็น R2R (Routine to Research) ของครู นำมาเป็นผลงานเลื่อนวิทยะฐานะได้ด้วย ศึกษาเรื่อง R2R ได้ที่ http://www.r2rthailand.org


วิจารณ์ พานิช

๓๐ มี.ค. ๖๐

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)

เรียน อาจารย์วิจารณ์ ที่เคารพ


บันทึกชุดนี้ของอาจารย์เป็นประโยชน์ต่องานการพัฒนาการเรียนการสอนอย่างมากเลยค่ะ หากอาจารย์จะรวมเล่มเมื่อใด หนูขออาสาเป็นบรรณาธิการให้อาจารย์นะคะ


ด้วยความเคารพ

ครูใหม่