ถกแถลง: ฝึกจิตคิด พิชิตกลืน สุขคืนใจ

ขอบพระคุณพี่น้องเพื่อนทุกท่านที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้คิดจิตเบิกบาน "คุณภาพระบบบริการบำบัดฟื้นฟูภาวะกลืนลำบาก" โดยเฉพาะดีใจที่ได้พบน้องเฟริ์ส น้องหญิง น้องลูกปลา ที่เดินทางมาจากรพ.ลำสนธิและน้องๆนักกิจกรรมบำบัดมช.

ผมได้เรียนรู้ตกผลึกกับนักกิจกรรมบำบัดผู้มีประสบการณ์การบำบัดฟื้นฟูภาวะกลืนลำบากคือ พี่โอเล่ อ.เอก น้องตาล และน้องอ้อย ได้ประเด็นแก่นคุณภาพเชิงระบบในผู้รับบริการที่มีภาวะกลืนลำบากในหน่วยงานทั้งที่มีและไม่มีนักกิจกรรมบำบัด พึงทบทวน 20 ค. ได้แก่ คน ความรู้ เครื่องมือ คัดกรอง คลินิกประยุกต์สิ่งแวดล้อม คู่มือ คณะทีมทำงาน คิดค้น เคพีไอตัวชี้วัด ใคร่ครวญวิเคราะห์ข้อมูล คิดรู้เหตุผลทางคลินิก - ทำไมทำแบบนี้ คิดเปิดใจให้เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ความจริงทบทวนจุดแข็งจัดด้อยตนเอง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ครอบครัว คุณค่ามนุษย์ คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย ความเป็นอยู่ดี และความมั่นใจ

จากนั้นกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวาก็ดำเนินอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ 13.30-15.45 น. ผมขออภัยที่อาจรีบร้อนจนขอบันทึกประเด็นสำคัญบนบันทึกนี้

กิจกรรมหนึ่ง: แบบฝึกหัดจิตใต้สำนึกเพื่อเห็นพลังร่วมกันระหว่างสมองและจิตใจ 50% ต่อ 50% โดยทั่วไปถ้าไม่บำบัดฟื้นฟูสมองและจิตใจในรูปแบบทักษะการรู้คิดหรือความรู้ความเข้าใจ ก็จะส่งผลให้พลังจิตใต้สำนึกไม่ถูกใช้และรวมกับพลังไร้สติ แต่ถ้ากระตุ้นให้รวมกับพลังรู้สติก็จะทำให้ผู้รับบริการที่มีความบกพร่องทางสมองและ/หรือจิตใจก็มีความก้าวหน้าอย่างน้อยจากระดับการรู้คิดที่ 1.0 ถึง 2.0 ใช้เวลาเพียง 21 วัน โดยฝึกต่อเนื่องกันอย่างไม่มีวันหยุดสุดสัปดาห์ และขยับจากระดับ 1.0 ถึง 4.0 (มีทักษะดูแลตนเองกิจวัตรประจำวันได้พื้นฐาน) ใช้เวลารวม 80 วันหรือประมาณ 4 เท่าของแต่ละระดับๆ ละ 21 วัน

หลังจากได้ฝึกหลับตาลดสิ่งเร้า ให้ใช้ความรู้สึกสื่อสารภายในจิตใต้สำนึกแห่งตนมากขึ้น ลดการใช้ความคิดมากเกินไปโดยเบี่ยงเบนความคิดให้จินตนาการภาพตัวเรา ภาพเพื่อนที่ฝึกจ้องตา ภาพการหลับตาเดินตามเสียงกระซิบเรียกชื่อจากเพื่อน ภาพการเดินหาเพื่อนที่สัมผัสไหล่-คอ-มือ-ข้อมือขณะหลับตา เป็นภาพเคลื่อนไหวช้าสลับเร็วจนถึงเร็วสลับช้า ก็จะทำให้ไม่รู้ตัวว่า ระลึกถึงการกลืนน้ำลายหรือไม่ ทั้งที่ใช้มือแตะที่คอหอยกับที่ไม่ใช้มือแตะที่คอหอย เว้นแต่กรณีเกิดขึ้นไวต่อความรู้สึกถึงการแยกจดจ่อจิตรับรู้ที่คอหอย (โดยไม่สัมผัสหรือสัมผัส) จะระลึกจำการกลืนน้ำลายได้ดี ตรงนี้เพื่อให้เห็นพลังจิตใต้สำนึกที่ฝึกแยกแยะระหว่างกลืนน้ำลายแบบอัตโนมัติกับแบบตั้งใจขณะคิดทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ (Selective Attention)

กิจกรรมสอง: แบบฝึกหัดเรียนรู้แบบประเมินกิจกรรมบำบัดด้านความรู้ความเข้าใจ ในระดับ 1.0 (หิว รับกลิ่น รับรส ที่ควรกระตุ้น) ถ้าดีขึ้น 20% (+ระดับ 0.2) จนถึง 80% (+ระดับ 0.8) ไปสู่ระดับ 2.0 ขยับข้อต่อขากรรไกรได้ดีเคี้ยวได้ ระดับ 3.0 การใช้ตาและมือได้แต่ขยับวุ่นวายต้องกำกับเป้าหมาย ระดับ 4.0 การใช้ตาและมือทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐานได้ดี เริ่มใส่ข้อมูล 1 อย่างๆ ละ 3 รอบซ้ำ ระดับ 5.0 การสำรวจทำกิจกรรมได้ เริ่มใส่ข้อมูล 3 อย่างๆ ละ 1 รอบได้ ระดับ 6.0 การวางแผนทำกิจกรรมได้ เริ่มใส่ข้อมูลจดจำใหม่ได้เรื่อยๆ *ในกรณี 0.8 คือระดับการไร้สติ และในกรณี 1.4 คือระดับเหมาะสมในการกระตุ้นการกลืนด้วยผิวสัมผัสอาหาร แต่ควรตรวจสอบทักษะการป้องกันอาการสำลักจริงและอาการไอไม่สำลัก (สำลักเงียบ - ใช้หูฟัง Oxymeter การจับคลำชีพจรกับกล้ามเนื้อการกลืน และการฝึกชิดคางเข้าหาตัวพอเหมาะต่อด้วยการก้มคอเล็กน้อย - การทำงานของสมองส่วนหน้าที่สื่อสารอารมณ์ตั้งใจรับรู้วางแผนเคลื่อนไหวที่ละเอียด มิใช่ตั้งใจก้มคอตรงๆเลย - การทำงานของสมองส่วนกลาง)

กิจกรรมสาม: แบบฝึกหัดออกกำลังสมองส่วนหน้าให้จิตรับรู้คิดการขยับลิ้น กระตุ้นความตื่นตัวมีสติแยกแยะกล้ามเนื้อละเอียด ลิ้นแตะเพดานบน ลิ้นนับฟันบนไปทางขวา-วาง-นับฟันบนไปทางซ้าย ปิดปากกระดกลิ้นเสียง ร. เท่าที่ทำได้ดังขึ้นในสามรอบ ปิดปากหายใจเข้าทางจมูก-ค้างไว้ 1 วินาที-เป่าลมแบบถอนหายใจ ทำท่าตั้งใจหาว 3 รอบ จากนั้นพักสัก 5 นาที ต่อด้วยใช้นิ้วโป้งกดดันเข้าใบหน้าขยับข้อต่อขากรรไกรให้สั่นตื่นตัว 3 ครั้ง ตามด้วยวนไปหน้า 3 ครั้ง วนกลับหลัง 3 ครั้ง ใช้นิ้วชี้แหงนปลายจมูกแล้วกระตุ้นเคสสูดหายใจเข้า พร้อมปัดปลายจมูกลดให้ผ่อนคลายหายใจออก ทำ 3 ครั้ง จากนั้นใช้นิ้วชี้ไว้เหนือริมฝีปาก กับ ใช้นิ้วกลางไว้ใต้ริมฝีปาก เคาะพร้อมๆกับนิ้วโป้งที่ข้อต่อขากรรไกร นับเสียงดังให้ได้ยิน 1-10

ถ้าทำแบบนี้บ่อยๆ แล้วประเมินว่าอยู่ในระดับ 1.4 (จะใช้แบบคัดกรองเกี่ยวกับ Cognitive Screening ง่ายๆ หากได้ 9 คะแนนก็เพิ่มการฝึกจำได้เทียบเท่าระดับ 6.0 แต่ถ้าได้ 0-5 คะแนน ก็ปรึกษาทีมเพื่อออกแบบโปรแกรมโดยเฉพาะควรมีนักกิจกรรมบำบัดร่วมในสหวิชาชีพด้วย แต่ถ้าได้ 5-8 คะแนน ควรใช้แบบสัมภาษณ์เพิ่มเติม - หรืออาจใช้ MMSE คัดกรองด้วยได้)

กิจกรรมสุดท้าย: แบบฝึกหัดออกกำลังสมองส่วนหน้าให้จิตรับรู้คิดสัมผัสอาหาร ก่อนกระตุ้น ล้างมือให้สะอาด ถ้าจำเป็นต้องใช้ถุงมือยาง แนะนำให้ล้างน้ำเปล่า สบัดเบาๆเหนือศรีษะแล้วแช่กับน้ำเย็นสักครู่ ต่อด้วยการตรวจสอบให้บ้วนน้ำลายออกให้ช่องปากว่างเพือรับรู้สึกได้ชัดเจน ถ้าขนมบิสกิตให้กัดทีละ 1/4 วางไว้ที่ฟันกรามหลัง (ไม่บิดออกจะทำให้เศษบิสกิตกลืนยาก ไม่ควรมีครีมจะทำให้น้ำลายข้นเหนียวจากน้ำตาล) ถ้าเป็นมาช์แมโรว์ ให้บิด 1/2 ก่อนวางไว้ที่ฟันกรามหน้า ก่อนจะขบเคียวให้หลับตาสั่งการนำฟับสบกับอาหารที่จะเคี้ยว-อ้า-สบ 3 รอบ แล้วเคี้ยวช้าๆ ให้ละเอียดที่สุดมีการตวัดลิ้นไปที่กรามฟันอีกด้านแล้วค่อยๆ คางชิดก้มเล็กน้อย กลืนอาหารพร้อมคลุกเคล้าน้ำลาย ถ้าไม่ได้ให้บ้วนออก แล้วฝึกอีกไม่เกิน 3 รอบในท่านั่งตั้งฉาก ในกรณีให้จิตใต้สำนึกคุ้นเคยกับผิวสัมผัสหลอดก่อนจิบน้ำ แลบลิ้นแตะหลอดมนๆ ขยับลิ้นให้ตรง 3 รอบ แล้วก็แตะ 1/4 ลิ้นให้ได้รับรู้สึกแรงกดจากหลอดเป็นอันเสร็จ


นับตั้งแต่ได้เรียนรู้กับพี่โอเล่ในการถอดบทเรียนครั้งแรกที่นี่...ผมยังคงได้ความรู้ชุดดีเยี่ยมเรื่อยมา...ผมชื่นชมประทับใจพี่โอเล่ที่เป็นต้นแบบนักกิจกรรมบำบัดรุ่นพี่ของผมตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว...นับวันนี้ผมก็ยังได้รับชุดความรู้ดีงามพี่โอเล่ตกผลึกกลยุทธ์กิจกรรมบำบัดเพื่อลดความเสี่ยงการสำลักไอจากการกลืน ดังนี้

  • มีความรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
  • ตรวจสอบอาหารฝึกกลืนตามที่กำหนดไว้
  • ลดสิ่งเร้า ปรับท่านั่ง 90 องศา
  • แปรงฟันก่อนทาน
  • นั่งเผชิญหน้า
  • ใช้ช้อนโลหะ
  • ใช้ช้อนชาเพื่อคุมปริมาณ
  • แก้วปากกว้าง
  • เลี่ยงหลอดดูด เว้นแต่คุมปริมาณกับความเร็วให้จงได้
  • อิ่มไม่นอน
  • แปรงหลังทาน
  • ฝึกทานด้วยตนเอง คอยชี้นำ

ผมจึงขอเสริมกระบวนการชี้นำฝึกกิจวัตรประจำวันในกรณีที่มีปัญหาการกลืนและภาวะสมองเสื่อม (การรู้คิดบกพร่อง) ศึกษาเพิ่มเติมโดยคลิกดาวน์โหลดคู่มือช่องปากสุขีได้ที่นี่ และศึกษาในคลิปนี้ และการปรับผิวสัมผัสอาหารให้มีการดมกลิ่นกับการรู้คิดจิตสัมผัสที่มาของอาหารก่อนบิด บด บั่น บัง ความเข้มข้นและความลื่นไหล ในคลิปนี้ [Acknowledgement YOUTUBE.COM] ตลอดจนศึกษาตัวอย่างเคสที่น่าสนใจ เช่น บันทึกนี้ และที่สำคัญนอกจากภาวะกลืนลำบากแล้ว ยังมีภาวะล้าทางอารมณ์ต่อเนื่อง เช่น ซึมเศร้า กลัวการกลืน หงุดหงิด ฯลฯ จึงแนะนำให้ทบทวนคำที่ควรพูดด้วยจากลิงค์ที่นี่


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (11)

เขียนเมื่อ 

ดีงามมากเลยครับ

ได้เรียนรู้ไปด้วย

ขอบคุณมากๆครับ

ยินดีและขอบคุณมากครับพี่ขจิต

ขอบคุณมากครับพี่ดร.จันทวรรณ ด้วยความเคารพรักและคิดถึงเสมอครับผม

-สวัสดีครับอาจารย์

-ผมมาเชียร์กิจกรรมบำบัด

-สำหรับตัวผมขอทำกิจกรรม"เกษตรกรรมบำบัด"นะครับ

-ด้วยความระลึกถึงอาจารย์หมอครับ..

ขอบพระคุณมากครับคุณเพชรน้ำหนึ่ง

Krittamuk
IP: xxx.158.167.184
เขียนเมื่อ 

การกลืนแบบตั้งใจสั่งการโดยระบบ จากสมองโดยตรงครับแต่การกลืนแบบไม่ได้ตั้งใจเป็นการกลืน์โดยระบบประสาทอัตโนมัติ ขอถามต่อนะครับคือผมมีข้อสงสัย ว่าการกลืนน้ำลายของทั้ง สอง ประเภทดังกล่าวข้างต้น เวลากลืนเจ้าตัวจะรู้สึกตัวหรือไม่ และถ้าหากรู้สึกตัว เราสามารถแยกได้อย่างไรว่า เป็นการกลืนโดยตั้งใจ หรือ เป็นการกลืนโดยระบบประสาทอัตโนมัติ รบกวนตอบข้อสงสัยด้วย ขอบคุณมากครับ

ขอบคุณมากครับคุณ Krittamuk คำถามน่าสนใจครับ เวลากลืนที่เราจะรู้สึกตัวได้ดีคือการกลืนโดยตั้งใจครับ

Krittamuk
IP: xxx.158.167.154
เขียนเมื่อ 

แต่ก็หมายความว่า ไม่ว่าการกลืนแบบอัตโนมัติหรือการกลืนแบบตั้งใจ เจ้าตัวสามารถรู้สึกตัวได้ทั้ง 2 กรณี เพียงแต่การกลืนแบบตั้งใจ นั้นเจ้าตัวจะรู้สึกตัวได้มากกว่า ใช่หรือไม่ครับ รบกวนตอบข้อสงสัยด้วยครับ ขอบคุณครั

ขออภัยที่ตอบช้า เราจะรู้สึกตัวได้ในขณะกลืนแบบตั้งใจ คือ รู้สึกกำลังจะกลืนไปแบบเร็วหรือช้า อยู่ในช่วง 1/3 ของระยะการกลืนที่คอหอย

แต่ขณะกลืนแบบอัตโนมัติ เราจะไม่รู้สึกตัวครับ อยู่ในช่วง 2/3 ของระยะการกลืนที่คอหอย เพราะควบคุมด้วยระบบประสาทอัตโนมัติ จะขยับก้อนอาหารไปพร้อมๆกับการไหลแบบคลื่นเป็นช่วงๆ คล้ายการย่อยอาหารที่กระเพาะอาหารครับ

Krittamuk
IP: xxx.158.166.207
เขียนเมื่อ 

ผมมีเรื่องปรึกษา ดร.หน่อยนะครับ ว่าคนเรากลืนน้ำลาย เฉลี่ยวันละกี่ครั้งอ่ะครับทั้ง แบบ ตั้งใจ และ แบบอัตโนมัติ ขอบคุณครับ คือผมมีเรื่องอยาก ปรึกษา ดร. ไม่ทราบพอมีช่องทางไหนปรึกษาได้สะดวกครับ ขอบคุณครั

ขอบคุณมากครับคุณ Krittamuk ผมได้ตอบไปแล้วทางอีเมล์ว่า เราไม่สามารถกำหนดวัดได้ชัดเจนว่าจะกลืนน้ำลายกี่ครั้งต่อวัน เพราะมีการควบคุมทั้งแบบตั้งใจและอัตโนมัติครับ อีกอย่างถ้าเรามีความเครียดเชิงลบสูงเช่น วิตกกังวล เราก็จะมีน้ำลายไหลมาก แม้ในแต่ละวันตัวเราเองก็มีอารมณ์มากมายทั้งลบและบวก ก็มิสามารถจะคุมจำนวนครั้งของการกลืนน้ำลายได้ ถ้าคุมได้จริง เราก็ไม่มีเป้าหมายหรือมีคุณค่าใดในชีวิตที่จะทำเช่นนั้น หากแต่เราน่าจะพัฒนาจิตมุ่งมั่นทำสิ่งใดๆที่มีเป้าหมายและมีคุณค่าในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การจัดการสุขภาวะกายจิตสังคมและการเรียนรู้บทบาทพลเมืองดีมีปัญญาเมตตาบนโลกใบนี้ เป็นต้น ขอส่งความสุขสงบสร้างสรรค์ในวันความสุขโลก 20 มี.ค. ของทุกปี นะครับผม