สัปดาห์นี้ความสนใจของผมขลุกอยู่แต่เรื่องกิน
เริ่มตั้งแต่เมื่อตอนที่หยุดยาว ๓ วัน ๑๑-๑๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมต้องไปร่วมงานจริยธรรมสัมพันธ์กับบรรดาลูกศิษย์แพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน ที่เราจัดกันมาเนิ่นนานตั้งแต่ผมเป็นแพทย์ใช้ทุน จนบัดนี้ได้เลื่อนขั้นเป็นอาจารย์กึ่งอาวุโสแล้วก็ยังจัดกิจกรรมนี้อยู่ ปีนี้เราจัดที่สิชลครับ
อยากเล่าเรื่อง “จริยธรรมสัญจร” มาก แต่เรื่องกินนั้นอยากเล่ามากกว่า
เมื่อลูกศิษย์กับอาจารย์ส่วนหนึ่งร่วมขบวนไปกับรถบัสของคณะ ตัวผมเองนั้นออกทีหลังเพราะอยากเปิดร้านขายของก่อน จึงมีนัดกับอาจารย์สุธรรมและอาจารย์จิตเกษมเพื่อออกเดินทางกันตอนเที่ยง
แรกเริ่มเดิมทีเราวางแผนกันว่าจะไปกินมื้อเที่ยงกันที่ร้าน “หลานตาชู” ร้านข้างทางในตำนาน แต่ตัวผมเองนั้นเริ่มเบื่อร้านในตำนานแบบนี้นัก จึงวางแผนกันว่าเราน่าจะไปแวะกินกันที่ร้านอื่นบ้าง
“ครัวคนเกษตร” จึงเป็นคำตอบ
ผ่านมาหลายรอบ อยากแวะก็หลายครั้ง แต่มีอะไรสักอย่างที่ทำให้ผมผ่านเลยมันไปเสียทุกที เพียงแต่ครั้งนี้ มีเทวดา ๒ องค์ลงมาสถิตย์ในรถผม ทั้งเทวดาสุธรรมและเทวดาจินนี่ต่างลงความเห็นว่า “สุดแล้วแต่น้องแป๊ะ” เมื่อได้ความดังนั้นผมจึงเลี้ยวซ้ายลงข้างทางและเข้า “ครัวคนเกษตร” ในทันที
ร้านนี้จัดได้สวยงามครับ ผมอยากเรียกมันว่า “โมเดิร์นทรอปิคอลสไตล์” ที่ร้านมีเฉลียงเพื่อจัดวางโต๊ะอาหารไว้หลายโต๊ะ มีบ่อปลาคาร์พรูปตัวยู และมีต้นไม้ใหญ่อยู่กลางลานร้าน คนในร้านบอกว่ามันคือ “ต้นกระท่อมขี้หมู” อายุร่วมร้อยปี เขาไปขุดมาปลูกเอาไว้ ผมจึงได้สังเกตดูจึงพบว่า มันมีร่องรอยการตัดกิ่งมาจริงๆ และกิ่งที่เราเห็นอยู่นั้นคือส่วนที่แตกออกมาช่วงหลัง คำว่าร้อยปีจึงเป็นเพียงสิ่งชวนเชื่อเพื่อให้เร้าใจ
“กระท่อมพันธุ์นี้มันแรงครับ คนไม่กินกันเหมือนกระท่อมปกติ” เขาบอก
“งั้นผมว่า ปลาคาร์พในบ่อนี้คงเมาทั้งวัน เพราะใบมันร่วงอยู่ในน้ำมากมาย หมักได้ที่เลยเชียว เคยลองชิมน้ำบ่อปลาดูบ้างมั้ย” ผมตั้งสมมติฐานขึ้นมา
“เอ่อ..อันนี้ผมก็ไม่รู้นะครับ ไม่เคยลอง” ชายคนเดิมตอบมา
ผมนี่อยากจะลองชิมนัก แต่กลัวขับรถหลงทาง จึงสั่ง “เนื้อผัดกระเพราราดข้าว” ซึ่งมันอร่อยสุดใจขาดดิ้น (เอิ่ม..หิ้วท้องมากินตอนบ่าย ๒ นะครับ โปรดพิจารณาความน่าเชื่อถือ) ส่วนอาจารย์เจ๊จินเลือกที่จะกิน “หมูผัดเครื่องแกงราดข้าว” ที่ผมไม่ได้ชิม แต่อาจารย์สุธรรมบอกว่าของผมอร่อยกว่า ส่วนท่านเองสั่งพอร์คช็อบแบบมีเดียมเวลล์มากิน ซึ่งมันก็มีรสชาติที่ดีพอใช้ได้จริงๆ
ร้านนี้ผมแนะนำนะครับ ถ้าไม่ติดเสียว่ามันจะมีกลิ่นสาบวัวลอยมาเป็นระยะ เพราะมันใกล้กับตลาดค้าวัวชนิดที่กลิ่นสาบลอยมาถึง มันอาจจะไม่น่าพิสมัยสำหรับคนเมือง แต่จะว่าไป ผมก็ชอบกลิ่นแบบนี้ เพราะผมน่ะ บ้านนอกชัดๆ
หลังจากที่จัดกิจกรรมจนเสร็จเรียบร้อยก็ขับรถกลับในเส้นทางเดิม
ในครั้งแรก ผมคิดว่าจะพาผู้โดยสารแวะเข้าเมืองนครศรีฯ เพื่อกินขนมจีน แต่เนื่องจากเราเพิ่งสำเร็จมื้อเช้าไปไม่นาน อารมณ์อยากกินจึงหายไป อ.สุธรรมจึงเสนอว่า “เราจะไปหากินเอาดาบหน้า” และท้ายที่สุดจึงเลี้ยวรถเข้ารัตภูมิเพื่อไปหากิน “ไข่ฟก” ไข่เจียวในตำนาน
“ไข่ฟก” คำว่าฟกในภาษาใต้คือ “บวม ใหญ่” มันจึงทำให้น่าสงสัยเป็นยิ่งนัก ว่าไข่ฟกที่เราจะได้เจอนั้น มันจะใหญ่ขนาดไหน ฟกเพราะอะไร ผึ้งต่อย มดกัด หรือบวมนาน ฮ่าฮ่า
อาจารย์พี่เปิ้ลร่วมเดินทางในขากลับมาด้วย และอาศัยที่เธอเคยเป็นเจ้าถิ่นที่รัตภูมิมาก่อน เราทุกคนจึงฝากความหวังไว้ที่เธอคนเดียว เราน่าจะได้กินไข่ฟกต้นตำหรับ แต่การวางใจในป้าคนนั้นในเรื่องแบบนี้คงเป็นความหวังที่ไร้จุดหมาย เพราะเธอจำอะไรไม่ได้แม้อย่างเดียว กระทั่งร้านที่เธอมีนัดเดทครั้งแรกที่รัตภูมิ เธอก็ไม่ได้จำ
แล้วเราก็มาหยุดอยู่ที่ “ร้านเจ๊แดง” เพราะเธอมีป้ายแสดงสรรพคุณว่าเป็นเจ้าแรก เราจึงแวะที่ร้านนี้
ไข่ฟกคือไข่เจียว ไข่เจียวธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เพราะเขาเจียวในน้ำมันท่วมทุ่ง เจียวในหม้อแคบๆ ทอดเป็นชั้นๆ จนท้ายที่สุดมันก็มาเป็นไข่เจียวบวมฟู ออกมาเหมือนถ้วยคว่ำอยู่บนจานด้านหน้าเรา
“อร่อย” คือคำอธิบายเดียวสำหรับเมนูนี้ นี่ยังไม่รวมปลาโคบทอด ที่อ.สุธรรมเดินไปซื้อมาจากร้านข้างๆ ปลาโคบนี้แหละ ที่ทำเอาเจ๊จินขากถุยในรถผมอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งเศษก้างเท่าปลายเส้นผมหลุดออกมา อร่อยโหดจริงๆ
ครั้นล่วงมาถึงวันศุกร์ที่ผ่านมา ๑๗ กุมถาพันธ์ ๒๕๖๐ ผมถูกสั่งให้เดินทางไปตรังพร้อมอาจารย์เจ๊จิน อาจารย์กระแต และอาจารย์ป้าเปิ้ล
เมื่อได้รับงานมา เจ๊จินเธอกระดี๊กระด๊ามากในเรื่องกิน (ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องงานหลัก) เธอบอกว่าร้านอาหารที่ต้องลอง คือร้าน “ครัวปักษ์ใต้ รีแล็กซ์การ์เด้น”
ร้านนี้อยู่ทางไปอำเภอห้วยยอด (เรากำลังจะไปรพ.ห้วยยอดกัน) หากมาจากหาดใหญ่ วิ่งออกทางถนนบายพาส ขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟจนถึงสี่แยกไฟแดงแรกก็ให้เลี้ยวขวาทางไปห้วยยอด วิ่งไปสักระยะก็จะเจอร้านนี้
ตอนที่สั่งอาหารล่วงหน้ามาก่อน ๑ วัน ทางร้านบอกว่าจะปิดร้านตอน ๑๑ โมงเพราะติดงาน แต่เมื่อทราบว่า อ.จินนี่จะมากิน เขาจึงบอกว่าจะจัดอาหารให้กินเลย (โห เธอแน่มากนะครับ จินนี่) เราสั่งอาหารล่วงหน้าไว้หลายอย่าง แกงส้มปลากด (อีกแล้ว ประหนึ่งว่ามันเป็นเมนูเทียบเคียง) แกงคั่วพริกหมูกระดูกอ่อน หมูคั่วเกลือ ไข่เจียวกร๊อบกรอบ ปลากระพง ๒ หน้า และหมูสับผัดปลาเค็ม
สรุปความว่า “อร่อยจนโคตรอร่อย” ผมเล่าได้เพียงเท่านี้จริงๆ ต้องไปลองนะครับ อย่าผ่านไปเฉยๆเลยทีเดียว
มาถึงเมื่อวาน ๑๘ กุมภาพันธ์ ผมมีธุระสำคัญที่ต้องกลับบ้านที่สุราษฎร์ฯ มีน้องจ้าเพียงคนเดียวที่จะเป็นผู้ร่วมทางไปด้วยกัน ผมรีบปิดร้านตั้งแต่ ๑๑ โมงนิดๆ เพื่อไปรับลูกสาวที่บ้านครูฝรั่งของเธอ เราจะได้รีบออกจากหาดใหญ่กันก่อนเที่ยง เป้าหมายของผมคือ “ครัวคนเกษตร” อีกรอบ เพราะลูกสาวคนนี้ก็เคยอยากแวะมาหลายครั้งแล้ว และเมื่อพ่อพิสูจน์มาพบว่ามันเจ๋ง ลูกจึงได้โอกาสมากินจริงๆ
คราวนี้ผมสั่งทีโบนสเต๊ก น้องจ้าสั่งไก่สับทอดสไตล์ฟิวชั่น
เธอเลือกสั่งเมนูนี้เพียงเพราะว่า “มันเหมือนไก่เงาะที่ห้องจ้าทำขายในงานวิชาการคาเฟ่เลยพ่อ”
สเต๊กทำได้ดี เสียอย่างเดียว น้ำมันมันเยิ้มไปนิด แต่เขาย่างพอสุก เลือดไม่ฉ่ำแต่ไม่แห้ง (โถ เขาเรียกว่ามีเดี้ยมเวลล์นั่นแหละ) อร่อยดีนะครับ ส่วนยาหยีของผมก็บอกว่า ของเธอก็อร่อยเข้าขั้น จัดการไปคนเดียวเกือบหมด ถ้าไม่นับส่วนที่ผมตอดไปก่อน
ครัวคนเกษตร ต้องลอง!
มาถึงวันนี้ เป็นวันที่เรา ๒ พ่อลูกต้องขับรถกลับ (อันที่จริง ผมขับคนเดียวสินะ จ้ายังเหยียบคันเร่งไม่ถึง ภาษาไทยนี่เข้าใจยากนัก)
ออกจากบ้านตั้งแต่ ๑๐ โมง เพื่อจะมาหาข้าวกินแถวๆพัทลุง ผมหารือกับน้องจ้าว่าจะกินกันที่ไหนดี เธอให้ความเห็นว่า “กินก่อนเข้าบ้านก็แล้วกัน ที่ไหนก็ได้” แล้วผมก็มีคำตอบในใจ “กินที่ป่าบอนละกัน”
“พักพิงอิงทางคอฟฟี่”
ชื่อร้านบอกว่าขายกาแฟ แต่ร้านขายอาหารตามสั่งและกาแฟ
ร้านนี้หากเราวิ่งจากพัทลุงมาหาดใหญ่ ก่อนถึงแยกป่าบอนจะมีปั๊มน้ำมัน ปตท.คาวบอยตั้งอยู่ มันอยู่เลยปั๊มมาราว ๑๐๐ เมตร ต้องระวังจะขับเลย และระวังรถออกจากปั๊มให้ดีครับ
ร้านนี้เป็นร้านของสามีคนไข้ที่มาฝากท้องอยู่กับผม (อันที่จริง เขาไม่ใช่คนไข้นี่นา เป็นคนแข็งแรงตั้งครรภ์มาฝากครรภ์ต่างหาก ภาษาไทยนี่เข้าใจยากอีกแล้ว) เมื่อเลี้ยวรถเข้ามาก็จะเห็นร้านกาแฟเหมือนร้านกาแฟทั่วๆไป แต่เมื่อดูดีๆ มันจะมีส่วนที่เป็นร้านอาหารใต้ร่มไม้อยู่ติดกัน อันที่จริงก็เป็นร้านเดียวกันนั่นแหละ มันอยู่ริมห้วยเล็กๆที่มีน้ำไหล
ผมเลือกที่จะไปนั่งอยู่ที่เฉลียงริมห้วย ลมแรง แดดดี ฟ้าใส อากาศบริสุทธิ์
“เฮ้ย..นี่เราผ่านมาตั้งหลายครั้ง ทำไมจึงไม่มีร้านนี้อยู่ในสายตาเลย” ผมอุทานในใจ
“บรรยากาศดีนะพ่อ” สาวน้อยข้างกายรำพึงออกมา เธฮคงหมายความตามนั้นจริงๆ
ผมสั่งอาหารไป ๒ อย่าง ปลาโอนทอดกระเทียม และหมูสามชั้นคั่วเกลือ ในใจนึกอยากสั่งแกงส้มปลากด (เมนูเทียบเคียงฝีมือ) แต่เธอคนนั้นคงกินไม่ได้ จึงจบแค่ ๒ อย่างนี้
สักพักพนักงานเสิร์ฟก็นำอาหารที่สั่งออกมา
“ขอโทษนะครับ พี่เป็นหมอใช่ไหม” เขาถาม
“ครับ” ผมตอบและออกอาการงง นี่ผมหน้าตาเป็นหมอจนดูออกเชียวหรือ
“คือว่า ผมดูคลิปของพี่มาน่ะครับ” เขายังพูดต่อไป
“ชิ๊ปหาย คลิปอะไรวะ ใครเอาคลิปลับของผมไปปล่อย” ผมกังวลและรำพึงในใจ แต่น้องจ้าหัวเราะ ผมจึงถามออกไปอย่างสุภาพว่า “คลิปอะไรหรือครับ”
“คลิปที่ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาของคณะแพทย์ไงครับ ผมเพิ่งดูมาเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เองครับ” เขายังคงเล่าเรื่องมา
ถึงตอนนี้น้องจ้าก็หัวเราะออกมา “พ่อนี่ ดังจริงๆ”
“เอิ่ม..แล้วน้องว่ามันเป็นยังไงบ้างครับ” ผมลุ้น
“ดีครับ ผมชอบ” คำตอบนี้ทำให้ผมโล่งอก
ปลาโอนคือปลาเนื้ออ่อน อันนี้ผมเพิ่งทราบ และปลาโอนทอดกระเทียมสามารถกินและเคี้ยวได้ทั้งก้างนี่ลูกสาวผมชอบ อันนี้เป็นความสุขใจเพิ่มเติมของผู้เป็นพ่อ ส่วนหมูสามชั้นคั่วเกลือนี่เนื้อขาวมากไปนิด ผมต้องอาสาเป็นผู้กินเนื้อส่วนมัน ส่วนจ้าก็คัดเอาแต่เนื้อแดงไป เธอบอกว่าอร่อย
เจ้าของร้านเดินมาทักทาย และนำสัปปะรดหวานชนิดทำลายตับอ่อนมาให้กิน เขาปลูกเอง มันอร่อยมาก อร่อยจริงๆ และเมื่อถึงเวลาคิดเงิน เขาจะให้กินฟรี
“เฮ้ย..ไม่เอา คิดตังค์เหอะ อย่างนี้ผมก็ไม่กล้ามาอีกน่ะสิ” ผมบอกออกไป พร้อมยื่นแบ้งค์พันให้เขา “ฉบับนี้ ผมเพิ่งได้จากคุณมาเมื่อวันก่อนไง รับไปเหอะ จะได้มาอีก ไม่งั้นเกรงใจตาย แบ่งๆกันใช้”
“มิตรภาพปลาโอนทอดกระเทียม” ผมตั้งชื่อ scene ว่าอย่างนี้
แล้วก็มาถึงมื้อเย็น
ฮ่า ฮ่า ฮ่า บอกแล้วว่ากำลังรำพึงเรื่องของกิน เขียนไปเขียนมาซัดไป ๕ หน้า A4 แล้ว
ผมตั้งใจจะทำอาหารมื้อเย็นนั่งกินสบายๆที่บ้าน จิบไวน์ขาวเย็นๆที่ซื้อมาค้างตู้เย็นตั้งแต่ก่อนปีใหม่ คงได้ฤกษ์เปิดขวดเสียที
“กุ้งกุลาร้องไห้อบวุ้นเส้น” คือชื่อเมนูวันนี้
กุ้งอะไรก็ไม่รู้ ค้างเติ่งอยู่ในช่องแช่แข็งในตู้เย็น มันคงถูกแช่มานานระยะหนึ่ง หรือไม่ก็แช่ไวอากร้ามาแน่ๆ จึงทำให้มันแข็งโป๊กจนต้องแงะกันเลยทีเดียว จากนั้นก็นำวุ้นเส้นมาแช่น้ำ หั่นขิงและกระเทียมมากตามต้องการ
เทน้ำมันงาลงในกระทะ ใส่เมล็ดผักชีลงไปเจียวจนได้กลิ่น โยนขิงและกระเทียมลงไปเจียว เมื่อเริ่มเหลืองจึงหย่อนกุ้งกุลาร้องไห้ลงไป คลุกคลุกคลุกจนกุ้งเริ่มน้ำตาแห้งก็ได้โอกาสใส่วุ้นเส้นไม่สะเด็ดน้ำลงไปร่วมด้วย ราดหน้าด้วยซ๊อสหอยนางรมผสมน้ำลงไปพอขลุกขลิก สาดเม็ดพริกไทยดำลงไปขยุ้มหนึ่ง แล้วก็ปิดฝาหม้อ สวดมนต์ และยกลงจากเตา
แป้งบอกว่าอร่อย อร่อยชนิดที่มือไม่เปื้อนเพราะพ่อแกะกุ้งให้ป้อนถึงปาก นานๆสาววัยรุ่นคนนี้จึงจะยอมให้พ่อใส่อารมณ์โรมแมนติกให้
มื้อนี้จึงจบบริบูรณ์
ธนพันธ์ ชูบุญรำพึงถึงของกินแต่น้ำหนักไม่ได้เพิ่มเพราะยังคงวิ่งอยู่
๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐