แก้มิจฉาทิฐิด้านการศึกษาอเมริกันสไตล์


บทความเรื่อง Schools that Work ใน นสพ. The New York Times ฉบับวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ เล่าเรื่องราวของเด็กที่มีความผิดปกติในการเรียน (learning disability) ที่โรงเรียนของรัฐไม่เอาใจใส่ ในที่สุดแม่ไปลงชื่อจับสลากเข้าโรงเรียนแบบใหม่ ที่เรียกว่า Charter School ซึ่งเป็นโรงเรียนของรัฐ แต่ดำเนินการนอกแนวทางปกติ คล้ายๆ เป็นการทดลองแสวงหารูปแบบใหม่ในการจัดการเรียนรู้ หรือจัดการโรงเรียน ที่แตกต่างใปจากระบบใหญ่ของประเทศ ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ ว่าล้มเหลว


เขาสรุปว่า Charter School ส่วนใหญ่ล้มเหลว แต่มี Charter School รูปแบบหนึ่งประสบความสำเร็จ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือโรงเรียน Charter School กลุ่ม “high expectations, high support” ที่เน้นการลงทุนที่ห้องเรียน ลดการลงทุนในเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด สร้างความคาดหวังสูงแก่นักเรียน และจัดเวลาเรียนมากกว่า ปกติ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักเรียน ว่าจะเรียนได้สำเร็จ และมีตัวช่วย คือ feedback แก่ครู เพื่อให้ครูทำหน้าที่หนุนการเรียนรู้แก่ศิษย์ได้สำเร็จ


ครูวิชาฟิสิกส์ ชื่อ Christopher Perez บอกว่าตนมีพ่อแม่เป็นครูทั้งคู่ พ่อแม่ของตนไม่เคยได้รับ feedback ในการทำหน้าที่ในห้องเรียนเลย แต่ที่โรงเรียน Match Charter Public Schoolในนครบอสตัน ตนได้รับการสนับสนุนโดยมีคนเข้าไป สังเกตการณ์ในห้องเรียน และตนได้รับ feedback ทุกสัปดาห์


ผู้เขียนบทความชื่อ David Leonhardt บอกว่า เมื่อตนไปเยี่ยมโรงเรียน Match และเข้าไปนั่งสังเกตการณ์ หลังห้อง ตอนกลางคาบเรียน ครูก็ยังสอนต่อไปตามปกติ ไม่ถูกรบกวนจากการมีคนเข้าไปสังเกตการณ์เลย แสดงว่าการสังเกตการณ์ห้องเรียนเป็นเรื่องปกติ ครูยินดีให้มีการสังเกตการณ์ เพื่อได้รับ feedback สำหรับ ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน


มาตรการ high expection, high support ที่ใช้ในโรงเรียนรัฐแบบ Charter School ของนครบอสตัน ให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กกระเตื้องขึ้นอย่างน่าแปลกใจ จึงมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ได้แก่ เอ็มไอที โคลัมเบีย มิชิแกน และเบิร์คเล่ย์ ไปทำวิจัยว่าวิธีการ high expectation, high support ที่ใช้ในกลุ่มโรงเรียน Match Charter School ให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนดีจริงหรือไม่


เขามีกราฟการกระจายคะแนนคณิตศาสตร์ ของเด็กผิวดำที่เริ่มเข้าเรียนชั้น ป. ๖ เห็นชัดเจนว่าคะแนน ต่ำกว่าของเด็กผิวขาวอย่างชัดเจน แต่เด็กลุ่มเดียวกันนี้เมื่อขึ้นไปเรียนเกรด ๘ หรือ ม. ๒ พบว่ากราฟการ กระจายคะแนนคณิตศาสตร์ของเด็กผิวขาวกับผิวดำเหมือนกัน เป็นข้อพิสูจน์ว่า วิธีการ high expectation, high support ช่วยให้เด็กจากครอบครัวด้อยโอกาสบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ได้จริงๆ


เป็นข้อพิสูจน์ว่า มาตรการอื่นๆ ที่มีผู้เสนอเพื่อแก้ปัญหาผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียน ของรัฐตกต่ำ เช่นลดจำนวนนักเรียนต่อชั้น สร้างอาคารใหม่ จัดระบบติดตามนักเรียน ฯลฯ สู้มาตรการ high expectation, high support ไม่ได้


อ่านเรื่องนี้แล้ว ผมเชื่อว่าวิธีการนี้ได้ผลจริงๆ ไม่แพง และทำไม่ยาก ที่สำคัญ มันเปลี่ยนบรรยากาศ และเปลี่ยนวัฒนธรรมในโรงเรียน ให้ครูและผู้บริหารช่วยเหลือกัน เป็นสังคม/ชุมชนที่มีความไว้วางใจต่อกัน


ไม่ใช่แค่โรงเรียนอเมริกันเท่านั้นที่ควรใช้แนวทางนี้แก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาตกต่ำ ระบบการศึกษาไทยก็น่าจะใช้แนวทางนี้ด้วย แนวสัมมาทิฐิ คือ high expectation, high support


วิจารณ์ พานิช

๖ พ.ย. ๕๙



หมายเลขบันทึก: 619876เขียนเมื่อ 7 ธันวาคม 2016 23:00 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 ธันวาคม 2016 23:00 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี