จากความรู้สู่ปฏิบัติการ สะท้อนการเรียนรู้ หลักสูตร Leaders by Heart (มี.ค.-ส.ค.59)

ยอดดอย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ตั้งแต่ มีนาคม ถึง สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา สองครั้งต่อเนื่องกันแล้วครับ ที่ผมได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมในหลักสูตรภาวะผู้นำองค์กรสมัยใหม่ (Leaders by Heart) ที่สนับสนุนโดย สำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สสส. และมูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet Foundation) โดยมี อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ วิทยากรเลื่องชื่อมาดูแลตลอดหลักสูตร สองครั้งที่ผ่านมา เป็นเรื่องภาวะผู้นำเรียนรวมหมู่ (Team Learning & Mental Model) และเรื่องการคิดกระบวนระบบ (System Thinking) ซึ่งเนื้อหาสองครั้งนั้นสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ผมไม่ขอลงในรายละเอียดนะครับ เอาเป็นว่ามาทบทวนเล่นๆดูว่า ตนเองได้อะไรจากการอบรมที่ผ่านมา ความรู้ความเข้าใจที่ได้เอาไปใช้งานอะไรได้บ้าง เกิดผลยังไงบ้าง




อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ครูผู้ให้ทั้งความรู้ แบบอย่าง และการสร้างแรงบันดาลใจ แก่ผู้เขียนและเครือข่ายประชาสังคมมากมาย


ขอแยกเป็นสองระดับในการเอาไปใช้นะครับ อย่างแรกเลยที่นำไปใช้ในระดับชีวิตประจำวัน คือ ก่อนจะเริ่มกิจการงานหนักเบาในแต่ละเช้า ผมจะอ่านบทกวีดีๆ โดยเฉพาะในแนวเซน เต๋า และพุทธศาสนา ตามด้วยการนั่งสมาธิสัก 10-30 นาที ตามแต่โอกาส สงบจิต สงบใจ ฝึกรู้เท่าทันจิต รู้ทันความคิดของตน รวมถึงฟังเพลง ดูมิวสิควิดีโอสร้างแรงบันดาลใจ ระหว่างวัน ส่วนเพลงอื่นๆ ฟังแล้วเพลิดเพลินใจ ก็ตามแต่อารมณ์



ห้องพระ เป็นมุมสงบ มุมโปรดที่ให้พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของบ้าน


เย็นมาก็ฝึกความฉลาดทางกาย เจริญสติโดยการฝึกไอคิโด ฝึกคนเดียวบ้าง ฝึกกับคนอื่นบ้าง ตามแต่โอกาส กิจวัตรอย่างนี้ทำแทบทุกวัน บางวันถ้าหัวตื้อๆตันๆ ก็ไปเดินในสวนหลังบ้าน ดูต้นไม้ เก็บกวาดสวนเพลินๆไปพร้อมๆกับดูดซับเอาความศักดิ์สิทธิ์จากธรรมชาติรอบตัว แล้วกลับมานั่งทำงานใหม่ ผมอาจจะควบคุมเวลาตรงนี้ได้ดี เพราะเป็นฟรีแลนซ์รับงานมาทำที่บ้านเป็นหลัก จะมีเวลาอยู่ที่บ้านค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าไปเวทีก็จะเต็มที่กับงานตรงนั้น


ฝึกไอคิโดกับลูกๆ ที่หลังร้า่น ในอำเภอปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน


ในชีวิตประจำวันอีกเรื่องที่กลับไปทำ คือ การดูหนังดีๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ นี่เดือนก่อนก็ดูเรื่อง ไอกิ (Aiki) ไป เป็นหนังญี่ปุ่นเมื่อสิบกว่าปีก่อนละ เป็นเรื่องของชายนักมวยที่ชีวิตกำลังรุ่ง แต่จู่ๆก็มาเป็นอัมพาตจากอุบัติเหตุ ชีวิตตกอับ ท้อทอยในชีวิต ถูกคนรังแก จนมาฝึกวิชาไอคิโดและเปลี่ยนวิถี มุมมองต่อชีวิตไป


ภาพยนตร์ เรื่อง ไอกิ (Aiki 2002)


นอกจากนี้ ก็ยังได้ไปอ่านหนังสือในแนวเซนและเต๋าอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะงานของ โอโช่ (Osho), ติช นัท ฮันท์ , ดร.วรวิทย์ ภู่เจริญ รวมถึงบทกวีต่างๆเพื่อเติมเต็มความรู้และศิลปะของตน



ส่วนหนึ่งของหนังสือที่อ่านและทบทวนประจำ


เหล่านี้เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ผมได้รับมาจากการอบรมทั้งสองครั้ง ที่นำมาเสริมเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวัน จนเกิดการเปลี่ยนแปลงในงาน ในชีวิตสังคม ครอบครัว หลายอย่าง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นช้า ที่ผมรู้สึกได้ คือ ความนิ่งในการทำงานที่แวดล้อมด้วยความฉุกละหุก ซับซ้อน วุ่นวาย เอ้อ เรานิ่งและรอได้มากกว่าแต่ก่อน และสามารถคิดอะไรคมๆออกไปได้ เหมือนว่า สภาวะจิตที่นิ่งๆ มันมีความว่างๆ ที่ทำให้เราคิดและทำอะไรได้ดีขึ้น

จะว่าไป ก่อนจะเข้าสู่การอบรมหลักสูตร Leaders by Heart นี่ ผมก็ต้องขอบคุณต้นทุนการอบรมบ่มเพาะที่ตนเองเคยเข้าร่วมมาก่อน โดยเฉพาะ การอบรมสุนทรียสนทนา (dialogue) ของเครือข่ายคนทำงานคนพิการ มูลนิธิสร้างสรรค์สังคมและสุขภาวะ (มสส.) ที่พัฒนาการเรียนรู้มาจากวิชาสายจิตปัญญาศึกษาที่ผมเข้าร่วมอย่างจริงจังตั้งแต่ปีก่อน รวมไปถึงการที่ผมผ่านการอบรมวิชาไอคิโด (Aikido) และยังฝึกปฏิบัติต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันก็สิบสี่ปี สองสิ่งนี้สอดคล้องกับหลักสูตรสองครั้งที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น การมีสติอยู่กับปัจจุบัน การฟังโดยไม่ตัดสิน การสานพลังโดยการดูดซับพลังจากจักรวาลหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ไหลผ่านตัวเรา การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น คือ ไม่ใช่ไม่โกรธ ไม่เครียด หากแต่รู้ทันว่าตนเองกำลังโกรธ กำลังเครียด กำลังมีอารมณ์เช่นไร และปลดล็อคได้เร็วขึ้น มีท่าทีอ่อนโยนเมตตาต่อคนที่คิดต่างมากขึ้น สุขภาพร่างกายก็สมดุลมากขึ้น นี่เป็นด้านในที่เกิดกับตัวเองนะครับ


การอบรมสุนทรียสนทนา (dialogue) ของเครือข่ายคนทำงานคนพิการที่ จ.สงขลา (4-6 ก.ค.58) และ จ. เชียงราย (21-24 ม.ค.59)




การฝึกไอคิโดที่ ชมรมไอคิโด จ. แม่ฮ่องสอน และที่ ออลยิม จ.เชียงใหม่


ทีนี้ เชื่อมโยงกับการนำไปใช้ในระดับหน้าที่การงาน การเข้าอบรมในหลักสูตร Leaders by Heart มีส่วนเสริมที่เห็นได้ชัดในส่วนการงานของผมสองเรื่อง คือ เรื่องแรกเป็นการทำงานกับเครือข่ายคนพิการ ของมูลนิธิสร้างสรรค์สังคมและสุขภาวะ (มสส.) อันนี้ไปด้วยกันได้ดี เพราะเป็นเครือข่ายที่ใช้กระบวนสุนทรียสนทนาเป็นฐาน จึงเสริมกันได้ง่าย ทั้งในแง่การที่เราสะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายจำต้องพัฒนาสมดุลด้านใน ด้านนอก ไปพร้อมกัน รวมถึงการชี้ให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นพลังรอบตัวที่คนทำงานสามารถนำมาใช้ต่อยอดการทำงาน , การคิดต่อจากบทเรียนเรื่อง "คิโยชิ คิมูระ ประธานบริษัทซูชิ ซานไม ผู้พิชิตโจรสลัดโซมาเลียด้วยมือเปล่าและหัวใจ" ที่อ่านจากหลักสูตร Leaders by Heart ก็ถูกนำมาใช้ให้คิดต่างและเห็นประโยชน์จากความพิการได้ คือ เห็นคนพิการเป็นครูที่ขัดเกลาการเรียนรู้ นิสัยใจคอ ของคนที่มีร่างกายปกติ รวมถึงตั้งโจทย์ว่าแทนที่จะมีแบบจำลองความคิด ( Mental Model) ว่าคนพิการคือภาระสังคม เป็นคนอนาถาที่ควรได้รับการสงเคราะห์ หรือดีหน่อย คือมองคนพิการในมุมมองของสิทธิ เป็นคนที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่สามารถคิดได้ไกลกว่า คือ คนพิการก็คือความพิเศษของสังคมได้ และเราจะสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมแบบสากลจากคนพิการได้อย่างไร


อย่างในช่วงท้ายของเวทีล่าสุดของเครือข่ายฯ เมื่อวันที่ 28 สิงหาที่ผ่านมา การคิดสี่ระดับ (ปรากฏการณ์ , แบบแผน , โครงสร้าง , แบบจำลองความคิด) ถูกนำมาใช้ในหัวของผมเงียบๆครับ ก็นำไปไปสู่การให้ข้อคิดเห็นและทิศทางการขับเคลื่อนของเครือข่าย ที่เห็นว่าด้านนอกไม่ว่าโครงสร้าง กลไก นโยบายเกี่ยวกับคนพิการขยับไปไกลแล้ว แต่ต้องเน้นสร้าง "ด้านใน" พัฒนาศักยภาพคนและเครือข่ายโดยใช้แนวทางสุนทรียสนทนาควบคู่ไปกับการสร้างความรู้และ "ปัญญาปฏิบัติ" ให้มากขึ้น



เวทีถอดบทเรียนการทำงานตามมติสมัชชาสุขภาพ ประเด็นความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนพิการโดยใช้กลไกนักสานพลัง (นนส.)

27-28 ส.ค. 59

ปิ๊งแว๊บ ออกมาเป็นบทกวี ปิดท้ายเวทีถอดบทเรียนให้ได้ทั้งความรู้ และความงาม


เรื่องที่สอง คือการนำเอาไปใช้งานสมัชชาสุขภาพชาติพันธุ์ ประเด็นการท่องเที่ยวเชิงชาติพันธุ์ที่ตนเป็นคณะทำงานอยู่ การคิดสี่ระดับช่วยได้มาก อย่างเวลาวางไทม์ไลน์ก็ช่วยให้เห็นพัฒนาการของการท่องเที่ยวตนเองไปที่เก็บข้อมูลมาแต่ละชุมชน ล่าสุดที่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว บ้านห้วยเสือเฒ่า แม่ฮ่องสอน ทำให้เห็นความเชื่อมโยงและซับซ้อนของปัญหา และลงไปถึงระดับ Mental Model ที่รัฐมองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้ถูกท่องเที่ยวโดยมองข้ามหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะมีเวทีคืนข้อมูลให้ชาวบ้านเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนาเป็นข้อข้อเสนอเชิงนโยบายว่าด้วยการท่องเที่ยวเชิงชาติพันธุ์ที่จะนำเสนอในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติต่อไป ในขณะที่ทำกระบวนการดังกล่าว ก็เกิดความรู้สึกว่าตนคอยสำรวจสภาวะจิตตนเองเป็นพักๆ ทำให้ไม่อินกับปัญหา ไม่อินกับความดี ความถูก ความผิด อย่างแต่ก่อน แต่สามารถวางใจกลางๆ เมตตากับทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำงานได้อย่างกดดันน้อยลงมาก จิตว่าง จิตโปร่งขึ้น ทำให้มีเวลาไปทำเรื่องราวอื่นๆในชีวิตประจำวันได้อีกหลายเรื่องโดยไม่กระทบกันมากมายเหมือนแต่ก่อน นอกจากนี้ การสกัดความรู้ออกมาจากปรากฏการณ์ชุมชนไม่แข็งทื่อเป็นท่อนๆ แต่มีลีลาที่ให้ความสำคัญและเห็นความสัมพันธ์กันทั้ง ความรู้ ความรู้สึก และสุนทรียความงาม



รูปการลงพื้นที่บ้านห้วยเสือเฒ่า แม่ฮ่องสอน 4 ส.ค. 59


"ถึงไร้บัตร ไร้สิทธิ ไม่ไร้ค่า

ภูมิปัญญา จริยธรรม น้ำใจเยี่ยม

ตัดสินคน ใช่ฐานะ ใช่เท่าเทียม

หากใจเจียม เปี่ยมน้ำจิต ชิดชีวัน

ทางเลือกเกิด ไม่มีทาง ก็ช่างเถิด

แต่สักวัน คงบรรเจิด เกิดความฝัน

ความเป็นคน ใช่สินค้า นานาชาติพันธุ์

หากแบ่งปัน ความหลากหลาย ใช้ชุ่มเย็น "

(บทกวีที่แต่งจากแรงบันดาลใจในการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลชาว ชาวกะยัน (กะเหรี่ยงคอยาว) และกะยอ (กะเหรี่ยงหูใหญ่) บ้านห้วยเสือเฒ่า แม่ฮ่องสอน )


นี่ก็เป็นบทสะท้อนการเรียนรู้ รวมถึงการนำเครื่องมือต่างๆจากโปรแกรม Leaders by Heart ทั้งสองครั้ง ไปใช้คร่าวๆ นำมาบอกเล่ากันพอหอมปากหอมคอ ต้องขอบคุณ อาจารย์ชัยวัฒน์ ทีมงาน Civicnet และ สสส. ที่เปิดโอกาสงามๆอย่างนี้ให้ หวังว่าคงจะมีประโยชน์บ้างนะครับ



รูปการฝึกอบรมหลักสูตร Leaders by Heart รอบ 16-19 มี.ค.59

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน  CuLtuRaL:) gARdeN



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

613204

เขียน

01 Sep 2016 @ 13:54
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 2, อ่าน: คลิก