ในการประชุมระดมความคิดต่อผลงานวิจัย “การขยายผลโรงเรียนคุณภาพดีสู่ระบบการศึกษาที่ดีกว่า”เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ที่ ทีดีอาร์ไอ เช่นเดียวกันคุณศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัย เสนอวิธีการ อีกโมเดลหนึ่ง ให้ชื่อว่า “ไคเซนในการศึกษาญี่ปุ่น : Lesson Study”ทำให้ผมตาสว่าง ว่าญี่ปุ่นเอา CQI (Continuous Quality Improvement) เข้าไปในระบบการศึกษาด้วย
กว่าสามสิบปีมาแล้ว ตอนที่ผมเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กระแส QCC มาแรงวิทยากรบอกว่า อุตสาหกรรมญี่ปุ่นชนะอุตสาหกรรมอเมริกัน ก็เพราะอเมริกันยึด SQC – Standard QCในขณะที่ญี่ปุ่นยึด QCC ที่ไม่ยึดมั่นมาตรฐาน แต่ยึดมั่นการเรียนรู้และยกระดับมาตรฐาน คุณภาพขึ้นไปเรื่อยๆที่เรียกว่า CQI หรือไคเซนในภาษาญี่ปุ่น
ทำให้ผมเข้าใจว่า ที่คุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำ เพราะวิธีบริหารระบบการศึกษาของเราเดินผิดทางหลงไปใช้ SQC ที่เป็นระบบ Command & Control จากส่วนกลางในขณะที่ระบบบริหารการศึกษาญี่ปุ่นเน้น ใช้ CQI ที่เป็นการขับเคลื่อนคุณภาพ ณ จุดปฏิบัติงาน ซึ่งในที่นี้คือห้องเรียนและขับเคลื่อนโดยครูในขณะที่ของเราสั่งการสูตรสำเร็จโดยตรงจากวังจันทรเกษม
วงการศึกษาญี่ปุ่นเอา CQI มาใช้ แล้วเรียกชื่อใหม่ว่า Lesson Study จนผมมองไม่ออกมาหลายปีมาตาสว่างเพราะคุณศุภณัฏฐ์ช่วยชี้ขอบคุณอย่างยิ่ง
คุณศุภณัฏฐ์ บอกว่า ญี่ปุ่นใช้ Lesson Study มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 คือกว่า ๔๐ ปีเดาว่า ตามหลังระบบอุตสาหกรรมไม่นาน โดยนำเขาไปในระบบบริหารโรงเรียน เหมือนกับไคเซนในโรงงานก็อยู่ใน ระบบบริหารโรงงาน มีเรื่องราววิธีการ Lesson Study ที่ ๑, ๒ ลองใช้เวลาอ่านลิ้งค์แรกดูนะครับจะเข้าใจแนวทางใช้ Lesson Study ในบริบทไทยเพราะเขาเล่าในบริบทอเมริกัน และเราลอกการศึกษาไทย มาจากอเมริกา การศึกษาไทยจึงอ่อนแอเหมือนอเมริกัน
จะเห็นว่า Lesson Study คือ PLC และเป็นทั้งวิธีพัฒนาการสอน และวิธีพัฒนาครูไปในตัวญี่ปุ่นเก่งตรงเอา Lesson Study ยัดเข้าไปในตารางเวลาทำงานของครูอย่างเป็นทางการไม่ใช่ให้ครูทำกัน โดยหาเวลาเอาเอง
วิจารณ์ พานิช
๑ มิ.ย. ๕๙