“หนองชุมแสง” บ้านนี้ไม่มีกลิ่น ชุมชนน่าอยู่ ท้องถิ่นสวยงาม

ชุมชนหนองชุมแสง ถือเป็นแบบอย่างของชุมชนที่สามารถจัดการของเสียในชุมชนได้อย่างเกิดผล ด้วยความร่วมมือของชุมชนด้วยความตระหนักและคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันและเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ทำให้วันนี้ “หนองชุมแสง” เป็น “บ้านนี้ไม่มีกลิ่น” อีกต่อไป


บางครั้งการแก้ไขปัญหาภายในชุมชนไม่จำเป็นต้องพึ่งพา หน่วยงานไหนๆ หรือใช้กลไกซับซ้อนของภาคราชการเลย หากแต่คุยกันง่ายๆ กันในชุมชน แล้วลงมือทำ ปัญหาที่ว่ายากๆ อาจจะแก้ไขได้โดยง่าย อย่างที่บ้านหนองชุมแสง หมู่ 13 ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ชุมชนแห่งนี้มีปัญหาเรื่องกลิ่นจากคอกเลี้ยงหมูในหมู่บ้าน ทางผู้ใหญ่บ้านจึงเข้าไปพูดคุย แล้วชักชวนกันมาร่วมแก้ไข

บ้านหนองชุมแสงเป็นชุมชนขนาดกลาง มีประชากร 615 คน 162 หลังคาเรือน ประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น กล้วย มะนาว มะละกอ พืชผักสวนครัว และมีอาชีพเสริมด้วยการเลี้ยงสัตว์ วัว ไก่ เป็ด และหมู เป็นต้น

ภายในชุมชนมีการเลี้ยงสัตว์ แยกเป็นผู้เลี้ยงหมูจำนวน 25 ครัวเรือน และมีรายใหญ่ขนาดเกิน 120 ตัว จำนวน 2 ราย ผู้เลี้ยงโค จำนวน 30 ครัวเรือน และจากข้อมูลของสำนักงานเกษตรตำบลรวมสัตว์เลี้ยงในชุมชนมีจำนวน 755 ตัว

ด้วยจำนวนสัตว์เลี้ยงจำนวนมากนี้เอง ทำให้เกิดปัญหามลภาวะเป็นพิษในชุมชน เพราะมูลสัตว์จำนวนมากถึง 50 ตันต่อวัน ส่งกลิ่นเหม็นโชยไปทั่วบริเวณ ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 20 ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว อีกทั้งมีแมลงวันชุกชุม เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคต่างๆ อีกมากมาย จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ระคายเคืองระบบทางเดิน เกิดภาวะความเครียด เกิดโรคอุจาระร่วง อาหารเป็นพิษ อหิวาตกโรค เป็นต้น


ทางชุมชนหนองชุมแสงจึงหารือร่วมกัน ว่าจะนำมูลสัตว์มาใช้ประโยชน์ ขณะเดียวกันจะต้องลดกลิ่นรบกวนลง แต่ยังไม่มีความรู้มากพอ จึงได้ขอเข้าร่วมโครงการร่วมสร้างชุมชนให้น่าอยู่ “บ้านปลอดกลิ่น ท้องถิ่นสวยงาม” ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยมสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก6) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้การสนับสนุน

น.ส.สุทัตตา กรีธาธร ผู้รับผิดชอบโครงการ บอกว่า โครงการที่ก็เพื่อแก้ปัญหาด้านมลพิษดังกล่าว โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติของชาวบ้านให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี เกิดความรักในตัวเองแลละคนรอบข้าง และให้สภาพแวดล้อมของชุมชนน่าอยู่

สำหรับต้นตอของปัญหานั้น สุทัตตา เล่าว่า การเลี้ยงหมูของชาวบ้านเป็นอาชีพดั้งเดิมก่อนที่จะมีการจัดเทศบาล แต่เมื่อใช้เทศบัญญัติควบคุมก็ทำได้ไม่เต็มที่นัก เพราะถือว่าเป็นอาชีพที่ทำมาหากินของชาวบ้าน ซึ่งเมื่อก่อนจะเลี้ยงกันเพียงไม่กี่หลังคาเรือนก็ค่อยๆ ขยายจำนวนผู้เลี้ยงและจำนวนหมูก็เพิ่มมากขึ้น แต่กับบ้านเรือนที่ไม่ได้เลี้ยงแล้วอยู่ใกล้บริเวณก็ได้รับผลกระทบกลิ่นเหม็นจนต้องไปร้องเรียนกับหลายๆ หน่วยงาน


เพื่อไม่ให้ชุมชนเกิดปัญหาด้านสุขภาพและเกิดความขัดแย้งไปมากกว่านี้ สุทัตตา จึงหวังว่า โครงการ “บ้านปลอดกลิ่น ท้องถิ่นสวยงาม” อาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ จึงชี้แจงทำความเข้าใจโครงการกับชาวบ้าน และนำเอาคนเลี้ยงหมูกับผู้ได้รับผลกระทบมานั่งเปิดอกคุย เพื่อหาทางออกร่วมกัน จากนั้นก็ตั้งคณะทำงานเพื่อลงพื้นที่เปิดรับสมัครครอบครัวนำร่อง จำนวน 50 ครัวเรือน และจัดอบรมและศึกษาดูงานเรื่องการจัดการของเสียในชุมชน โดยเฉพาะมูลสัตว์และของเหลือในภาคครัวเรือน ซึ่งมีชาวบ้านเข้าร่วมกว่า 130 คน

ทางออกหนึ่งที่นำมาใช้ คือการส่งเสริมให้ครัวเรือน โดยเฉพาะผู้เลี้ยงหมูจัดทำบ่อก๊าซ ซึ่งมีลักษณะเป็นบอลลูนที่ใช้หมักมูลสัตว์ต่างๆ เมื่อมูลสัตว์หมักจนได้ที่แล้วจะเกิดเป็นก๊าซชีวภาพสามารถนำไปใช้หุงต้มในครัวเรือนได้ ทำให้เป็นการประหยัดรายจ่ายในครัวเรือนได้ แม้ว่าไฟที่ได้จะไม่แรงเท่าก๊าซบรรจุถัง แต่ก๊าซที่ต่อท่อตรงมาจากบอลลูนก็มีแรงไฟสม่ำเสมอเพียงพอต่อการทำอาหาร ขณะที่มูลสัตว์ที่ใช้หมักแล้วจะเหลือเป็นซากที่ไม่มีกลิ่นอีกต่อไป และกลายเป็นปุ๋ยหมักนำไปใช้ในภาคเกษตรได้อีกด้วย สำหรับบอลลูนต้นแบบของชาวบ้านหนองชุมแสง ได้มีการประสานขอการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน เช่นของกรมป่าไม้ เป็นต้น


นายภูรินท์ กรีธาธร ผู้ใหญ่บ้านหนองชุมแสง หมู่ 13 กล่าวว่า บอลลูนหมักก๊าซชีวภาพมีอายุการใช้งานนาน 6-7 ปีขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ซึ่งขนาดบรรจุ 8 คิว มีราคาประมาณ 4,000 บาท หากคิดง่ายๆ ก๊าซหุงต้มที่บรรจุถังๆ ละ 400 บาท ในครัวเรือนใช้ประมาณ 1 ถังต่อ 1 เดือน เท่ากับว่าหนึ่งปีจะมีค่าใช้จ่ายซื้อก๊าซบรรจุถังประมาณ 4,800 บาท ฉะนั้นการติดตั้งบอลลูนหมักก๊าซชีวภาพลงทุนแค่ปีเดียวก็คุ้มแล้ว ขณะที่ครัวเรือนที่เลี้ยงหมูเป็นฟาร์มใหญ่ในพื้นที่ก็ได้ติดตั้งบอลลูนหมักก๊าซชีวภาพขนาดใหญ่ไว้ เพื่อให้เพื่อนบ้านสามารถมาต่อท่อนำก๊าซไปใช้ร่วมกันได้ เป็นการแบ่งปันซึ่งกันและกัน ช่วยลดปัญหาขัดแย้งได้เช่นกัน


อย่างไรก็ดีเป้าหมายของโครงการที่แท้จริงแล้ว คือให้ทุกคนได้ตระหนักและเรียนรู้วิธีการจัดการขยะมูลสัตว์ที่ถูกต้องและถูกวิธี คำนึงถึงเพื่อนร่วมชุมชนเป็นหลัก เพราะจะบอกว่าเมื่อมีโครงการนี้แล้วหรือติดตั้งบอลลูนหมักก๊าซชีวภาพแล้วกลิ่นหายไป 100%คงเป็นไปไม่ได้ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการดูและรักษาฟาร์มหรือคอกเลี้ยงหมูให้สะอาดและถูกสุขลักษณะ เช่นต้องหมั่นทำความสะอาดที่เลี้ยง จัดการอาหารหมูที่เหลือไม่ให้เน่าบูด เป็นต้น เพื่อไม่ให้เกิดมลพิษไปกระทบกับสุขภาพและการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน ซึ่งหลังจากเริ่มโครงการมาตั้งแต่ ก.ย.2558 เป็นต้นมา พบว่าคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนในเรื่องดังกล่าวดีขึ้น และทำให้ชุมชนไม่เกิดความขัดแย้งไปมากกว่านี้ คนในชุมชนเกิดความเข้าอกเข้าใจในการอยู่ร่วมกัน


ทางด้าน นายสุวรรณ กุสรางกูรวัฒน์ ชาวชุมชนหนองชุมแสงที่เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า ที่บ้านเลี้ยงหมูประมาณ 50 ตัว จึงสนใจเข้าร่วมโครงการ เพราะถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน และเป็นประโยชน์กับตัวเอง โดยเฉพาะบอลลูนหมักก๊าซชีวิภาพที่สามารถนำไปใช้ได้จริงลดรายจ่ายในครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ดี สุวรรณ ก็ต้องทำความสะอาดคอกหมูทุกๆ วัน เพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นหรือมีแมลงวัน ซึ่ง 1-2 วันถึงจะเอามูลใส่ลงไปในบอลลูน น้ำที่ใช้ล้างคอกหมูก็ไหลไปรดน้ำในสวนหลังบ้านด้วย จากการตระหนักและคำนึงถึงเพื่อนบ้านและชุมชนนี่เอง ทำให้ที่คอกหมูของสุวรรณกลิ่นหายแทบจะหมดสิ้น

“คอกหมูอยู่หลังบ้านเราก็ไม่ได้กลิ่น เพื่อนบ้านก็ไม่ได้กลิ่น คุณภาพชีวิตก็ดีไปไหนทุกคนก็ยิ้มแย้มให้กัน” สุวรรณ กล่าว


ชุมชนหนองชุมแสง ถือเป็นแบบอย่างของชุมชนที่สามารถจัดการของเสียในชุมชนได้อย่างเกิดผล ด้วยความร่วมมือของชุมชนด้วยความตระหนักและคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันและเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ทำให้วันนี้ “หนองชุมแสง” เป็น “บ้านนี้ไม่มีกลิ่น” อีกต่อไป

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาส สสส.



ความเห็น (0)