ท่องเที่ยว...สังขละบุรี...(๑)

บ่ายโมงเศษ ถึง...ทองผาภูมิ...ฝนเริ่มตกหนัก..ใจผมเริ่มหวั่นไหวเล็กน้อย..เพราะคิดว่า..ขนาดยังไม่เข้าป่าสังขละบุรี รถยังไม่ขึ้นภูเขาสูง ฝนยังตกถึงเพียงนี้ ถ้าขึ้นไปถึงข้างบน..หากฝนตกแบบนี้ คงขับลำบาก ว่าแล้วก็เลยหยุดรถทำใจก่อน ด้วยการหาข้าวกลางวันรองท้องให้อุ่นใจและมีแรงขับเคลื่อน

วันเสาร์...ผมกับสุดที่รักของผม เดินทางไปสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ระยะทางจากบ้านกว่า ๓๐๐ กิโลเมตร เรามีใจที่ตรงกัน คือ ต้องการไปชมความงดงามของธรรมชาติ และความสวยงามของดินแดนอารยะธรรมชาวมอญ..ที่รุ่งเรือง..ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระเดชพระคุณหลวงพ่ออุตตะมะ....

ผมโทรจองห้องพัก ที่โรงแรมศรีแดง อันเป็นโรงแรมเก่าแก่ ที่ผมรู้จักเพียงแห่งเดียว สมัยที่เป็นศึกษานิเทศก์ เคยไปอบรมสัมมนา แต่นั่น ก็ ๒๐ กว่าปีแล้ว ผมโทรถามเส้นทางการเดินทางจากเพื่อนศึกษาเทศก์ ที่จังหวัด เพื่อนบอก ช่วงนี้ ฝนตกบ่อยมาก ขับรถต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ทางลาดชันและโค้งเยอะมาก มีรถตกเขาอยู่บ่อยๆ ผมเป็นคนที่กลัวการขับรถบนภูเขาและในพื้นที่สูงๆ แต่ก็ทำใจสู้ เพราะคิดว่าสภาพรถดี และมีสุดที่รักนั่งไปเป็นเพื่อน...จะไปหวั่นกลัวอะไร..ทำใจเป็นปกติ..พกพาความกล้าหาญไปเต็มร้อย..จะบอกตัวเองตลอดการเดินทางว่า ต้องไม่ประมาท..

บ่ายโมงเศษ ถึง...ทองผาภูมิ...ฝนเริ่มตกหนัก..ใจผมเริ่มหวั่นไหวเล็กน้อย..เพราะคิดว่า..ขนาดยังไม่เข้าป่าสังขละบุรี รถยังไม่ขึ้นภูเขาสูง ฝนยังตกถึงเพียงนี้ ถ้าขึ้นไปถึงข้างบน..หากฝนตกแบบนี้ คงขับลำบาก ว่าแล้วก็เลยหยุดรถทำใจก่อน ด้วยการหาข้าวกลางวันรองท้องให้อุ่นใจและมีแรงขับเคลื่อน เราสองคน..ทานอาหารกันที่ร้านครัวครูไทย..ร้านใหญ่ สะอาด โอ่โถง ตัวร้านตั้งอยู่ชิดติดลำธารธรรมชาติ เสียงน้ำไหลรินผสมผสานกับเสียงน้ำฝน ฟังแล้วฉ่ำเย็นชื่นใจ กว่าจะได้ทานข้าว ที่สุดแสนจะเอร็ดอร่อย เพราะความหิว..ผมก็กดชัตเตอร์ถ่ายภาพสุดที่รักของผมหลายสิบภาพ ที่มีวิวเบื้องหลังเป็นแมกไม้และสายธาร ตลอดจนละอองน้ำฝน...จนรู้สึกหนาวๆ

ล่วงเลยไปเกือบชั่วโมง...ฝนเริ่มซาเม็ด..ได้เวลาเดินทางต่อ..เพื่อเข้าสู่เขตสังขละบุรี รถวิ่งออกจากร้านอาหารได้ไม่นาน ผมก็รู้สึกได้ว่าต้องระมัดระวังแล้ว ทางแคบและโค้งเยอะมากๆ รถที่วิ่งสวนมาและแซงเราไปเริ่มน้อยลง สภาพแวดล้อมสองข้างถนน มองเห็นหุบเหวและภูเขาสูง ผมไม่กล้ามองนาน....มีป้ายบอกตลอดทางว่า ให้ระวังทางลาดชัน ให้ใช้เกียร์ต่ำ..ทำให้สายตาของผมต้องจับจ้องอยู่แต่ถนน มือกำพวงมาลัยแน่น ทำใจไม่ให้วอกแวก ..ขณะเดียวกัน..ก็ชวนสุดที่รักที่นั่งข้างๆ คุยเรื่องทั่วๆไป..ให้เธอรู้สึกสบายใจว่า..ผมไม่กลัว..เธอคงสบายใจนั่นแหละ..เพราะหันไปอีกที..ผมก็เห็นเธอนั่งหลับอย่างสบาย เธอมาตื่นอีกที..เมื่อเห็นผมจอดรถ..ผมขอพักสายตาสักห้านาที ฝนตกและอากาศมัวๆ ทำให้รู้สึกง่วงนอน

พอรู้สึกว่า..สดชื่นขึ้นมา..ผมก็ออกรถ เดินทางต่อไป ป้ายระยะทางบอกว่า..อีก ๗๐ กิโลเมตร ผมคิดว่า..การขับรถบนภูเขา ในช่วงเวลาฝนตกพรำๆ ๗๐ กิโล ก็ถือว่ายังไกลอยู่ เพราะขับเร็วไม่ได้ ยิ่งต้องขับรถตามๆกันไป เนื่องจาก..มีรถทัวร์ ๒ คัน ขับเคลื่อนอย่างช้าๆอยู่ข้างหน้า สุดที่รักของผมคอยเตือน ไม่ให้ผมขับแซง ใครจะแซงก็ให้เขาแซงไป ทางโค้ง แซงลำบาก จะมองไม่เห็นรถข้างหน้าที่วิ่งสวนมาและเธอก็ให้ผมระวังเวลาเลี้ยวโค้ง ไม่ต้องตีวงกว้าง ต้องคอยดูรถที่เลี้ยวโค้งสวนมาด้วย ผมก็ได้แต่บอกเธอว่า...ครับผม

รถทัวร์จอดบนสะพานยาวที่กว้างใหญ่ เพื่อให้รถที่ตามมามากมาย แซงขึ้นไป ตอนแรกผมคิดว่า แซงรถทัวร์ไปได้แล้ว จะขับได้คล่องตัวกว่าเดิม เปล่าเลย..ทางโค้งและทางลาดชันยิ่งมากกว่าเดิม..บางช่วงบางตอน ผมเผลอขับเร็ว เพราะกลัวว่าจะค่ำมืดเกินไป..สุดที่รักก็คอยเตือนว่าเร็วไปแล้วนะ และให้ผมใช้เกียร์สอง ผมก็บอกว่า ไม่เคยใช้ คือไม่เคยเลื่อนเกียร์ลงมาจาก D มาที่ D 2 เธอก็บอกให้ผมลองลดมาเกียร์ต่ำสุด..คือ L ผมก็ลองดู เสียงเครื่องยนต์ดังมาก จนผมใจไม่ดี ไม่เคยได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังแบบนี้มาก่อน ที่สำคัญ..ผมปรับเปลี่ยนเกียร์ในบริเวณที่คับขัน จึงต้องกลับไปที่เกียร์ปกติคือ D ตามเดิม ผมมองหน้าสุดที่รัก ผมเห็นสีหน้าเธอไม่สู้ดีนัก เธอกลัวว่า ผ้าเบรคจะไหม้..แต่ตอนนั้น ผมก็รู้ตัวว่า เหยียบเบรคแบบแตะๆเท่านั้น ไม่ได้เหยียบเต็มที่

ห้าโมงเย็น..ถึงสังขละบุรี..อย่างปลอดภัย แบบทุลักทุเลเล็กน้อย ฝนตกหนักมากขึ้น..รีบเข้าที่พัก เพื่อผ่อนคลายอิริยาบถบ้าง...

ผมสังเกตสีหน้าสุดที่รักของผมอีกครั้ง ขณะที่อยู่ในห้องพักของโรงแรมศรีแดง ดูเธอ ยังเป็นกังวล เธอเป็นห่วงว่า ขากลับ ถ้าฝนตกแบบนี้ ถ้ารถมีปัญหา..จะกลับกันอย่างไร มันจะอันตราย ผมก็ปลอบเธอว่า ผมจะขับอย่างระมัดระวังและจะสอบถามคนแถวนี้ ที่เขาใช้เส้นทางนี้บ่อยๆ ว่าขับรถเก๋งในที่ลาดชัน... ที่ถูกต้องนั้นจะต้องขับอย่างไร...

พอเธอเริ่มจะผ่อนคลายสบายใจขึ้น เธอก็เข้าห้องน้ำ ปรากฏว่า..ไฟฟ้าในห้องน้ำไม่ติดอีก ผมรู้สึกโมโหตัวเอง..ที่ไม่รู้จักเลิอกที่พักให้มันดีกว่านี้ เพื่อให้เธอได้สะดวกสบายในวันหยุดพักผ่อน ผมรีบวิ่งไปตามพนักงานมาดู ขณะเดียวกัน ก็เดินหาคนที่มีรถเก๋งแบบผม พอดีเจอคันหนึ่ง ก็เลยถามเขาถึงการใช้เกียร์ เขาบอกใช้ เกียร์ D ก็ได้ แต่ต้องขับช้าๆ และแตะเบรคไม่ต้องแรง...โล่งไปที

ค่ำแล้ว...ไปกราบนมัสการหลวงพ่ออุตตามะ..ไม่ทันแล้ว..ก็เลยไปเดินเล่นกันที่สะพานมอญ เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับการตักบาตรตอนเช้า ฝนตกพรำๆ ทำให้ต้องรีบเดิน..ก็พบสาวน้อย ๓ คน เรียนอยู่ชั้น ๔ – ๖ ประชาสัมพันธ์เรื่องราวความเป็นมาของสะพาน และบอกผมว่า ตอนเช้า..มาหาหนูนะคะ หนูจะพาไปใส่บาตรฝั่งโน้น ที่เป็นหมู่บ้านชาวมอญ บ้านของหนู....
ฝนหยุดตกแล้ว..ผมพาสุดที่รัก..ไปเดินเล่น..ที่ตลาด ที่เป็น..ถนนคนเดิน ของตัวอำเภอ แม่ค้าบอกว่า ช่วงนี้ถนนคนเดินไม่มี เพราะเป็นหน้าฝน มีแต่ร้านขายอาหารธรรมดา คล้ายๆตลาดนัด แต่ของกินเยอะมากๆ ที่น่าสนใจ ทานแล้วรู้สึกว่าอร่อยมาก ก็คือ..หมูจุ่ม ของพม่า และ ซามูซะ ของ อิสลาม ซามูซะ..จะคล้ายๆกะหรี่ปั๊บของไทยที่สระบุรี แต่ไส้ไม่เหมือนกัน

ชมตลาด..พักใหญ่ ก็ได้ความรู้ว่า สังขละบุรี ...ฝั่งนี้ มีหลายเชื้อชาติ อาศัยอยู่ร่วมกัน อย่างสุขสงบ สมัครสมานสามัคคี ส่วนฝั่งโน้น เมื่อข้ามสะพานไป..จะเป็นหมู่บ้านชาวมอญทั้งหมด..ซึ่งพรุ่งนี้..จะได้ไปเที่ยวชม ...ตักบาตรตอนเช้า กราบนมัสการหลวงพ่อ และล่องเรือชมสถานที่สำคัญ.....

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๙






บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ไดอารี่สีแดง



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

นึกว่าจะได้ดูรูปสุดที่รักด้วยซะหน่อย...ไม่ได้รับอนุญาตหรือเปล่าคะ

เขียนเมื่อ 

ฝนตกเยอะเลยนะครับ

ชอบใจภาพที่มีชาวมอยด้วย

ผอ สบายดีนะครับ