อูตุมใต้หมู่บ้านของความสุข (กิจกรรมอาสา)

อูตุมใต้หมู่บ้านของความสุข


ด้วยระยะทางจากอีสานสู่เมืองล้านนา ถือว่าเป็นการเดินทางที่ต้องใช้เวลานานเอามากๆ แต่ก็ถือว่าได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากการเดินทาง เพราะในความที่ผมเป็นวัยรุ่น ถือว่าเป็นการเดินทางที่สนุกสุดๆ

ผมรู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อรู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะได้เดินทางขึ้นเหนือพร้อมกับแม่และน้องๆ ในใจคิดว่าอยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆจัง และเมื่อคิดเช่นนั้นทำให้ผมรีบเตรียมกระเป๋าและของใช้เท่าที่จำเป็นจัดใส่กระเป๋าไว้เป็นอย่างดี จากนั้นก็ปิดไฟนอนเพื่อนพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ผมจะออกเดินทางกันแล้ว

เมื่อถึงเวลาอันสมควรรถเริ่มออกจากบ้านอย่างช้าๆ ตลอดการเดินทางผมเป็นคนที่ชอบนั่งมอง 2 ข้างทาง เพราะมันเป็นภาพที่ผมเองไม่เคยเห็นมาก่อน ตลอดระยะเวลาหนึ่งวันครึ่ง รถของเราก็ได้มาถึงอำเภอเล็กๆ ที่มีชื่อเรียกว่า อำเภออมก๋อย เวลาตอนนั้นสักประมาณบ่ายสองเศษ สิ่งแรกที่แม่บอกกับผมว่า “ เราต้องหาซื้ออาหารแห้งเข้าไปด้วยนะ เพราะบนดอยนั้นไม่ค่อยมีอาหารสักเท่าไร ”

จากนั้นเราก็เริ่มเดินทางขึ้นดอยไปยังจุดหมายปลายทาง คือ บ้านอูตุมใต้ “ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้นั่งรถไปบนเส้นทางที่ราดชันถนนดินแดง ” รถของเราวิ่งผ่านหุบเขาเข้ามาประมาณน่าจะเกือบ 20 กว่าลูกได้แล้ว แม่บอกว่า “ คนที่นี่เขาลำบากมาก เวลาจะไปโรงเรียนก็จะต้องเดินข้ามเขาไปอีกลูกหนึ่ง”

และเมื่อสิ้นสุดเสียงของแม่พูด รถที่ผมกำลังนั่งอยู่นั้นก็เกิดดับลงแม่ร้องขึ้นว่า “ ต้องหาไม้มาหนุนล้อเร็วไม่งั้นรถเราจะไหล ” นี่ถือว่าเป็นการเดินทางที่ท้าทายมากครับ จากนั้นผมก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านอูตุมเหนือ ซึ่งเป็นหมู่บ้านก่อนที่จะถึงหมู่บ้านอูตุมใต้ จากนั้นรถก็ได้หยุดลงเพราะแม่บอกว่า “ เราจะลงมาทักทายผู้ใหญ่บ้านที่นี่ก่อนนะ ” เมื่อทักทายบอกเล่าความเป็นอยู่ของคนที่นี่แล้ว รถของเราก็ออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง บ้านอูตุมใต้

“ ลืมบอกไปเลยว่า หมู่บ้านอูตุมเหนือกับอูตุมใต้นั้นต่างก็ก็ตรง อูตุมเหนือจะมีไฟฟ้าใช้ แต่อูตุมใต้จะไม่มีไฟฟ้าใช้ ” เมื่อมองจากบนเขาลงไปในขณะที่รถกำลังวิ่งอยู่นั้น สังเกตได้ว่าหมู่บ้านอูตุมใต้นั้นมีประมาณ 30 หลังคาเรือนได้ และเมื่อเข้าไปใกล้เรื่อยๆ หัวใจของผมเริ่มเต้นเร็วมากๆ เพราะทางที่จะลงไปถึงหมู่บ้านนี้ชันมาก และสักพักเราก็มาถึงสักที่รถจอดลงที่หน้าบ้านของผู้นำหมู่บ้านอูตุมใต้ ซึ่งเป็นบ้านที่ผมจะใช้พักในคืนแรก

“ ชาวบ้านที่นี่น่ารักมากเลยครับ มาตอนรับและช่วยกันยกของเล็กๆน้อยๆ ” บ้านไม้ที่ทำจากไม้สน ผนังบ้านที่ถูกล้อมรอบด้วยไม้ไผ่ ไม่น่าเชื่อเลยว่าชาวบ้านที่นี่จะอยู่กันแบบพอเพียงมาก เมื่อเก็บของสัมภาระเข้าที่เรียบร้อย เจ้าของบ้านซึ่งผมเรียกท่านว่า “อามู่” ซึ่งแปลว่า แม่นั่นเอง (เป็นภาษาปกาเกอะญอ) ก็ได้เรียกผมมากินข้าว เพราะเวลาหกโมงกว่าๆที่นั่นจะมืดมาก เนื่องด้วยหมู่บ้านนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้จึงจำเป็นที่จะต้องกินข้าวเร็วมาก และในช่วงเวลากลางคืนจะหนาวมาก “เหมือนราวกับว่าผมนั้นอยู่ในฤดูหนาวเลยครับ”

เช้าวันแรกที่หมู่บ้านอูตุมใต้ ชาวบ้านที่นี่ตื่นเช้ามาก สิ่งแรกที่เขาทำคือต้องตื่นมากหุงหาอาหารเป็นสิ่งแรก ในการกินอาหารภาชนะที่ชาวบ้านที่นี่ใช้กันกันคือกระด้งใบใหญ่ ตักข้าวเป็นจุดๆ และก็มีอาหารวางอยู่ตรงกลางกระด้ง ชาวบ้านอูตุมใต้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายมาก เพราะอาหารที่กินเข้าไปแต่ละมื้อนั้นจะไม่มีเนื้อสัตว์อยู่เลย ส่วนมากจะเป็นผักที่เก็บได้จากธรรมชาติ “ แต่ก็มีบางมื้อที่ได้กินเนื้อ เพราะเขาได้จากการออกไปล่าสัตว์ป่า ”

ชาวบ้านอูตุมใต้จะมีบ้านที่ปลูกเป็นขั้นบันได เพราะพื้นที่ที่ใช้อาศัยอยู่นั้นเป็นภูเขา ส่วนใหญ่แล้วในช่วงกลางวันของชาวบ้านที่นี่เขาก็จะทำไร่ หลังจากที่ผ่านหน้าปลูกข้าวมาแล้ว ช่วงกลางวันก็จะร้อนมากกว่าปกติ แต่ก็ไม่ทำให้การดำเนินชีวิตของเขานั้นเปลี่ยนไป เมื่อผมเริ่มสังเกตเห็นว่า ผู้หญิงที่นี่ส่วนใหญ่จะแต่งตัวที่บ่งบอกถึงชนเผ่าของตนเอง ใส่ผ้าที่ดูเหมือนคล้ายผ้าถุงเสื้อถักทอเป็นลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์มาก ดูๆแล้วสวยงามจริงๆ

ผมใช้เวลาอยู่ที่บ้านอูตุมใต้เกือบเดือน เหตุผลที่แม่ของผมพามาที่นี่คือ อยากฝึกให้เป็นคนที่อดทน เพราะที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ “และที่สำคัญแม่ผมเองอยากให้รู้จักแบ่งปัน เพราะเด็กๆที่นี่การศึกษายังเข้าไม่ถึงมากนัก” เนื่องด้วยระยะทางที่ไกลจึงทำให้การศึกษายังเข้าถึงได้ยาก โรงเรียนที่บ้านอูตุมใต้ถูกสร้างขึ้นด้วยชาวบ้าน เป็นพื้นที่เล็กๆที่ใช้สำหรับเรียน (เหมือนๆลานกิจกรรมที่ใช้เรียนรู้) หนึ่งอาทิตย์จะมีครูจากต่างหมู่บ้านเข้ามาสอนอยู่ 2 วัน พูดได้เลยว่าเรียนน้อยมาก

ด้วยระยะเวลาอันแสนสั้น ทำให้ผมและน้องๆถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับแล้ว ชาวบ้านที่นี่จัดพิธีสู่ขวัญให้ (เหมือนพิธีผูกแขนบ้านเรานั่นเอง) ความทรงจำที่แสนมีความสุขที่ครั้งหนึ่งเคยได้มีโอกาสได้เป็นผู้ให้ ผมนั่งรถกลับบ้านไปและนึกถึงเรื่องราวตลอกที่อยู่บนดอยนั้น รอยยิ้มที่ปรากฏบนหน้านั้นเป็นรอยยิ้มของความสุขที่แท้จริงมากเลย

“ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่โชคร้ายมากเท่าไร แต่อยากบอกว่ายังมีคนอีกมากมายที่โชคร้ายมากกว่าเราเอง” และไม่ว่าการเดินทางจะแสนไกลเพียงใด เมื่อแลกกับสิ่งที่ตั้งใจจะทำแล้วถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีความสุขที่สุดแล้ว...



***********************

57011225043 นายณัฐวุฒิ ไพอุปลี ระบบพิเศษ คณะวิทยาการสารสนเทศ สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน รายวิชาพัฒนานิสิต



ความเห็น (3)

เขียนดีจังค่ะ

ขอบคุณนะครับ @จันทวรรณ

เขียนเมื่อ 

อ่านสนุก เพลิน ได้ความรู้ ได้สาระชีวิตมากๆ ครับ

ผมใช้เวลาอยู่ที่บ้านอูตุมใต้เกือบเดือน เหตุผลที่แม่ของผมพามาที่นี่คือ อยากฝึกให้เป็นคนที่อดทน เพราะที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ “