​โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ (Lecturer Assistant : LA) และถอดบทเรียนการขับเคลื่อนคุณลักษณะนิสิตที่พึงประสงค์ของหมวดวิชาศึกษาทั่วไป (3)

กิจกรรมถอดบทเรียนจากการทำกิจกรรม / งานต่าง ๆ ที่ผ่านมา

กิจกรรมนี้กระบวนกรได้แบ่งกลุ่มให้ถอดบทเรียนจากกิจกรรม / งานที่แต่ละกลุ่มเคยทำมา โดยแบ่งกลุ่มเป็น กลุ่มนิสิต LA กลุ่มนิสิตโครงการเด็กดีมีที่เรียน กลุ่มสภาเด็ก โดยให้ทุกคนช่วยกันระดมความคิดในมิติที่เป็น ด้านความรู้ จิตใจ และทักษะ ความสามารถ / สักยภาพ ที่มีส่วนทำให้เกิดกิจกรรมหรือโครงการที่ผ่านมานั้นประสบผลสำเร็จ

ข้อคิดจากการทำกิจกรรมนี้

  • ทำให้ทราบถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการทำกิจกรรม / โครงการที่ผ่านมา
  • เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์
  • มองเห็นพลังในด้านบวกของเด็กที่ทำกิจกรรม
  • เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์


หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมในช่วงกลางวันแล้วเราก็ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมพักผ่อนตามอัธยาศัย และมาร่วมรับประธานอาหารเย็นกัน

กิจกรรมในช่วงค่ำของวันนี้ เป็นกิจกรรมที่มีชื่อว่า “ ดนตรีเสวนา ”

กิจกรรมดนตรีเสวนา

“ ดนตรีเสวนา ” กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ทุก ๆ คนจะได้เปิดใจและเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน เป้าหมายของชีวิต หรืออะไรก็แล้วแต่ที่อยากจะเล่า หัวขอที่กระบวนกรกำหนดไว้คราว ๆ ก็คือ ให้เล่าถึงความฝันและเป้าหมายของชีวิตที่ผ่านมา บรรยากาศในวงเสวนาเต็มไปด้วยพลังที่สัมพัสได้ กระบวนกรเริ่มเปิดวงเสวนาด้วยบทเพลงเพราะ ๆ ที่เล่าเรื่องราวชีวิตของคนทำงานเพื่อสังคมในยุค 90 ซึ่งยุคนั้นเป็นยุคที่กระบวนกรของเราได้ผ่านอะไรมาอย่างมากหมาย การเล่าเรื่องในวงนั้นไม่ได้กำหนดว่าใครจะเล่าก่อนหรือหลัง เพียงแค่ใครพร้อมที่จะเล่าก็เล่าได้เลย หลังจากเล่าจบก็มีการเล่นเพลงเพื่อมอบให้ ซึ่งเป็นบทเพลงที่สะท้อนหรือให้กำลังใจผู้เล่าเป็นอย่างมาก แม้ตัวคนฟังก็มีความรู้สึกร่วมด้วย โดยมีข้อคิดที่ทุกคนเล่าดังนี้


ข้อคิดที่ ๑ "ฉันฝันอยากเป็นเด็ก" ข้อคิดจากน้องดรีม
จะมีใครสักกี่คนเมื่ออยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว จะมีความใผ่ฝันว่าอยากเป็นเด็ก เพราะเมื่อเป็นผู้ใหญ่มันยากลำบากเเละเเสนจะโหดร้าย การกลับมาสู่ความเป็นเด็กจึงเป็นความฝันในอุดมคติ
เด็กมีความบรุิสุทธิ์ จริงใจ ซื่อสัตย์
เด็กมีความใฝ่ฝัน ที่ไร้ขอบเขต มีจินตนาการอันสร้างสรรค์
เด็กสามารถเล่นได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องใดๆ
เด็กยิ้มง่าย หัวเราะง่าย มีเเววตาอันเป็นประกาย
เเล้วเพราะอะไร เราต้องฝันไปเป็นผู้ใหญ่อย่างเดียวล่ะ
การฝันอยากเป็นเด็กเเละการกลับมาสู่ความเป็นเด็ก เป็นอะไรที่ง่ายๆ ที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข จากสิ่งเดิมๆเมือครั้งอดีต
ในความฝันนี้ ไม่อาจจรรโลงเหตุผลใดๆมาแข็งกร้าวได้เลย
"เพราะเด็กมีหัวใจแห่งความเป็นเด็ก"

ข้อคิดที่ ๒ "คิดน้อยสุขมาก" ข้อคิดจากน้องดรีม
ท่ามกลางการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีเรื่องราวต่างๆที่คอยพัดพาเราให้เกิดความทุกข์กาย ทุกข์ในอยู่เสมอมา เเต่ทว่าหลักความทุกข์นั้นจะผ่อนคลายลงได้เเละสามารถเพิ่มสุขได้ นั่นคือ คิดให้น้อยลงจะสุขมากขึ้น ไม่ต้องคิดให้มาก ไม่ต้องยึดติดให้มาก สุดท้ายเราเองจะทำให้ตัวเองเป็นทุกข์เสียเอง

ข้อคิดที่ ๓ "เอาใจไปมองใจ" ข้อคิดจากน้องตาล
การมองโลกนั้น เมื่อรามองด้วยสมองกับมองด้วยใจเเตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มองด้วยสมองเราจะเห็นเเต่งาน เเต่มองด้วยใจเราจะเห็นคนทำงาน บางครั้งจุดหมายอาจไม่ต้องรีบร้อน เเต่คนทำงานนั้นสำคัญกว่า หมั่นถนอมใจกันเเละกัน ใส่ใจกันเเละกัน เกื้อกูลกันเเละกัน เดี๋ยวเป้าที่เราหวังจะใกล้เข้ามาเอง

ข้อคิดที่ ๔ "ฟังเป็นตัวตั้ง" ข้อคิดจากกุ๊กไก่
ในการทำงานการถนอมใจกันเเละกันมีความสำคัญอย่างยิ่ง บางครั้งเราอาจต้องถูกบีบความคิดโดยผู้ใหญ่เเละเราต่อต้านในใจ เเต่เราควรที่จะรับฟังพิจารณาอย่างใคร่ครวญ เเละหาความเหมาะสมของงานที่จะออกมาให้ถนอมน้ำใจกันเเละกัน ซึ่งการฟังเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการประชุม การทำงาน หรืออื่นๆ

ข้อคิดที่ ๕ "เอาจิตดีข่มจิตชั่ว" ข้อคิดจากพี่เสือ
ในสายธารแห่งชีวิตเรานั้น เราจำเป็นที่จะต้องเลือกทางเดินของเราเองด้วยตนเอง ภายในใจเรามีทั้งจิตดีเเละจิตชั่ว หลักการเรา คือ จะทำอย่างให้ให้จิตดีมันมากกว่าจิตชั่ว นั่น คือ เราต้องข่มใจของเราเองให้มีพฤติกรรมที่ดี เอาจิตดีที่เราเห็นว่ามันดีเเล้วมายึดมั่นในการทำงาน เเม้มันจะเกิดการกระทบบ้าง เเตต้องเชื่อมั่นในตนเองเท่านั้นจึงจะยืนหยัดอยู่ได้

ข้อคิดที่ ๖ "จุดยืน" ข้อคิดจากพี่เจเจ
เราเเต่ละคนมีจุดยืนเเตกต่างกันเพราะเราสั่งสมในอดีตมาไม่เหมือนกัน ซึ่งเเต่ละจุดยืนนั้นมีบทบาทเเละหน้าที่ ที่ควรเคารพกันเเละกัน ภายในเรามีจุดยืน ภายนอกเรามีจุดยืน นั่นล่ะ คือ ความมั่นคงในชีวิต

ข้อคิดที่ ๗ "เลือกทางเดิน" ข้อคิดจากแสน
เมื่อเราเดินทางไปถึงจุดๆหนึ่ง มักจะมีเส้นทาง ๒ สายให้เราเลือกเดินเสมอ เเน่นอนว่า ทั้ง ๒ สายนี้อาจไม่บรรจบกัน หรือ มีจุดเชื่อมกันเเละกันอยู่เป็นทางเล็กๆ เเต่ถึงกระนั้นเองในการเดินทางเราต้องเลือกว่า เราจะหยุดอยู่ที่ทางเเยกระหว่างทั้งสองทางหรือเราจะเลือกพุ่งไปที่ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งทั้งหลายวิธีดังกล่าวก็ไม่สามารถที่จะชี้ถูกเเละผิดได้เลยเสียทีเดียวเพราะในเเต่ละทางมีเป้าหมายอยู่ด้วยกันทั้งนั้นเเละทุกอย่างเป็นสีเทา ที่แน่ๆ คือ เราต้องเดินด้วยตนเองเท่านั้นเเละอย่างไรชีวิตต้องเดิน

ข้อคิดที่ ๘ "ชนเหล่าใดย่อมได้อยู่กับชนเหล่านั้น" ข้อคิดจากพี่อุ้ม
กฎของเเรงดึงดูด คือ คนที่มีเเนวคิดแบบเดียวกันจะมาอยู่ด้วยกัน เราทุกคนที่มาอยู่ที่นี่เเสดงว่าเราเป็นชนที่มีเเนวคิดเหมือนกันจึงได้มาอยู่ด้วยกัน

ข้อคิดที่ ๙ "ความเติบโตในทฤษฎีไข่ดาว" ข้อคิดจากพี่จุ้ย กลุ่มโฮม
เราพยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยของเราเองเพื่อที่จะอยู่เพียงจุดนั้นในพื้นที่แคบๆ เเต่เมื่อมองอีกมุมนึง เเสดงว่าเรากำลังปกป้องตนเองอยู่ ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้ต่อไป จะทำให้ไม่โต เพราะเราคิดว่าเราสบายเเต่เเท้จริเเล้วเรากำลังปกป้องตนเองอยู่ ฉะนั้นการเลือกเดินทางออกจากพื้นที่เเคบๆเดิมของตนเองเพื่อไปให้ทะลุจุดที่ท้าทายจะทำให้เราได้เติบโตขึ้นมากยิ่งขึ้น




กิจกรรมในแรกเสร็จสิ้นในเวลา 21.30 น. ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันเข้าพักเราไม่ลืมที่จะสวดมนต์ไหว้พระก่อนเข้านอน


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกการทำงาน



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

อ่านแล้ว "เสียดาย".... เสียดายเหลือเกิน ที่ไม่ได้อยู่ร่วมกิจกรรมในวันนั้น .... อ่านจากข้อคิดแล้ว ทั้งศิษย์ทั้งครู ... น่าจะก้าวสู่ฐานของการเดินทางสายเอกแล้ว...