๑๕ เมษายน ๒๕๕๙

ตอนเช้ามืด ๕.๔๕ น. ที่นานทาลีอุณหภูมิ -6 องศาเซลเซียส ผมออกไปวิ่งออกกำลังพร้อมถ่ายรูปวิวและท้องฟ้า พบว่าสีท้องฟ้ายามเช้าไม่ได้แดงแบบบ้านเรา และแปลกที่ทางทิศตะวันตกท้องฟ้าเป็นสีชมพู แต่สีนั้นอยู่ไม่นาน ค่อยๆ กลายเป็นโทนเหลือง

หลังกินอาหารเช้า เราเริ่มออกเดินทางกลับเฮลซิงกิ เวลา ๘.๓๐ น. ไปถึงโรงแรมเรดิสัน บลู เวลา ๑๑.๓๐ น. จะไปฝากกระเป๋า แล้วไปกินอาหารเที่ยง แต่ทางโรงแรมไม่รับฝาก เราจึงไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านจีน ชื่อ Tang Dynasty ซึ่งอยู่ใกล้โรงแรม เดิน ๕ นาทีก็ถึง อาหารรสชาติธรรมดา

หลังจากนั้น แยกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มปกติไปช็อปปิ้ง อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่อยากซื้อของไปเที่ยวเกาะ คุณแขกพาไป กลุ่มที่สามเที่ยวพิพิธภัณฑ์เอง แยกเป็นสองกลุ่ม คือคุณเปากับ อ. ต้นสองพี่น้องไปชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ๓ แห่ง และสาวน้อยกับผมไปชม National Museum กับ Helsinki Art Museum ซึ่งอยู่ไม่ไกลโรงแรม เดินไปได้สบาย

ค่าเข้าชม National Museum ผู้สูงอายุคนละ ๗ ยูโร มีเอกสารแผ่นพับ Floor Plan ให้ เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ แห่งชาติของฟินแลนด์ ที่ประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงยุคกลาง คือแถวๆ คศ. 1150 เป็นต้นมาเท่านั้น แต่เขาสันนิษฐานว่า มีคนตั้งถิ่นฐานตั้งแต่หลังยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย คือเมื่อ ๙,๐๐๐ ปีมาแล้ว ดัง ลิ้งค์นี้ ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 13 ถึงปี 1809 อยู่ใต้อาณาจักรสวีเดน แล้วอยู่ใต้รัสเซีย จนถึงปี 1917 จึงประกาศอิสรภาพ

ห้องจัดแสดงเริ่มที่ห้อง ยุคกลาง (Middle Age) ศตวรรษที่ ๑๒ ถึง ๑๖ เมืองสำคัญคือตูรกุ โบราณวัตถุจัดแสดง ที่เป็นหม้อไหมาจากเยอรมัน

เขามีตัวหนังสือบอกรายละเอียด ๓ ภาษา คือฟินนิช, สวีดิช, และอังกฤษ ผมถ่ายรูปส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษ กลับมาอ่านในคอมพิวเตอร์ ได้รายละเอียดมากทีเดียว บอกชีวิตความเป็นอยู่ของคนธรรมดาในยุคกลาง ว่าใช้ภาชนะไม้เป็นหลัก ส่วนหม้อหุงอาหารเป็นภาชนะดินเผา เวลากินอาหารก็ใช้ภาชนะใบเดียวหมุนเวียนกันหยิบ เพราะกินอาหารด้วยมือ ที่สะดุดใจผมคือ เขาบอกว่าการดื่มน้ำก็ดื่มจากภาชนะใบเดียวกัน หมุนเวียนกันดื่ม เพราะสมัยผมเป็นเด็กเราก็ดื่มน้ำ จากขันใบเดียวกัน เวลากินอาหารมีขันน้ำ ๑ ใบ ดื่มกันทั้งวงอาหาร แม่สอนว่า เวลาไปกินอาหารกับคนอื่น อย่าเอาปากแตะของขันน้ำซ้ำที่กับคนอื่น จะไปกินขี้ปากเขา

ชีวิตของคนยุโรปยุคกลางเป็นของพระเจ้า ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก (ยังไม่มีโปรเทสแต๊นท์) กำกับชีวิตคนไม่ใช่แค่ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงหลุมฝังศพ แต่คุมไปถึงช่วงหลังชีวิตบนโลก ไปสู่สวรรค์หรือนรกด้วย คนที่ถูกบัพพาชนียกรรมโดยพระ คนจะไม่คบ เพราะกลัวบาป ศูนย์กลางของชีวิตผู้คนจึงอยู่ที่โบสถ์ ศิลปกรรมจากโบสถ์ที่เอามาจัดแสดงเป็นไม้เกือบทั้งหมด ทำให้ผมคิดว่าฟินแลนด์ ยุคโบราณเป็นวัฒนธรรมไม้ เขามีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และยังอุดมอยู่ในปัจจุบัน ต่างจากบ้านเราที่ป่าไม้โดนตัดเกือบหมด

แม้แต่การละเล่น เพื่อการบันเทิงใจ ก็ยังมีเรื่องศาสนา ซึ่งก็คงคล้ายกับบ้านเราสมัยก่อน ที่มีเทศน์มหาชาติ มีงานปิดทองลูกนิมิต แต่สังคมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มีคนบอกว่า เดี๋ยวนี้คนฟินแลนด์ไปโบสถ์เฉพาะในวันพิเศษเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับชีวิตของพ่อแม่ผม ซึ่งไม่ไปวัดเลย แต่ตักบาตรตอนเช้าทุกวัน และปฏิบัติตนตามหลักธรรมะ เพื่อช่วยขัดเกลา ตนเอง และช่วยให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น

เพื่อช่วยให้ศาสนาใกล้ชิดชีวิตผู้คนจริงๆ จึงต้องแต่งตั้ง “นักบุญ” (saint) ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจ เป็นรายๆ ไป ตัวตนสมมตินี่แหละที่ให้ความอุ่นใจผู้คนได้ดียิ่ง ผมตีความว่า ตัวตนสมมติช่วยให้พลังตัวตนที่มีเลือดเนื้อหัวใจและจิตใจ มีความเข้มแข็ง ทนความยากลำบากได้ มนุษย์สมัยนี้จำนวนหนึ่ง (รวมทั้งผม) ไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น จึงต้องพึ่งพลังทางใจของตัวเอง ที่ต้องสร้างขึ้นผ่านการฝึกฝนเรียนรู้ ที่เรียกว่า transformative learning การศึกษายุคปัจจุบัน จึงต้องสร้างความเป็น “นักบุญ” ให้แก่สมาชิกในสังคมทุกคน

การศึกษาต้องส่งเสริมการสร้าง “นักบุญในตน” ให้แก่คนทุกคน แต่น่าอนาถ ที่การสื่อสารประชาสัมพันธ์มวลชน ในปัจจุบัน มุ่งแต่สร้าง “ซาตานในตน” อย่างกว้างขวาง มีพลังกว่าการสร้าง “นักบุญในตน” เป็นสิบเป็นร้อยเท่า การปฏิรูปสังคมที่แท้น่าจะเป็นเรื่องนี้

การจัดแสดงเรื่อง The Rulers and the Four Estates ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ในศตวรรษที่ ๑๗ คนในฟินแลนด์ (ภายใต้สวีเดน) แบ่งออกเป็น ๕ ชนชั้น คือ ชนชั้นปกครอง หรือชนชั้นสูง กับอีก ๔ กลุ่ม คือ (๑) พระ (๒) พลเมือง (burgher) ซึ่งได้แก่พ่อค้า และช่าง (๓) ชาวนา (๔) กรรมกร มีกฎหมายบังคับใช้เฉพาะกลุ่ม ซึ่งค่อยๆ จางลงเรื่อยๆ ในศตวรรษที่ ๒๐

เดินชมใน National Museum กว่าสองชั่วโมง ครบทุกชั้น ทุกห้อง เราเข้าห้องน้ำ ไปเอาเสื้อกันหนาวจาก ล็อกเกอร์ แล้วเดินไปที่ HAM – Helsinki Art Museum ซึ่งเน้น modern art สาวน้อยบอกว่าไม่อยากชม modern art ขอนั่งกินไอศครีมรออยู่ข้างนอก ผมตีตั๋ว ๘ ยูโร (ราคาผู้สูงอายุ) เข้าชม ที่จริงส่วนใหญ่ผมดูไม่ออก มาคุยกับ อ. ต้น จึงรู้ว่า ศิลปะบางส่วนเขาแสดงเป็นชุด ทั้งชิ้นงานโมเดล และภาพวาด เป็นการเล่าเรื่องราวของมนุษย์ ดังกรณีเด็กเผาบ้าน ที่ผมชอบคือผลงานของ Tove Jansson (1947) ชื่อ Party in the City กับ Party in the Countryside

เดินชมงานศิลปะใน HAM อยู่เพียงชั่วโมงเดียวผมก็ออกมาชวนสาวน้อยเดินกลับโรงแรม ไปขอบัตรกุญแจเข้าห้อง คราวนี้ได้ห้อง ๕๑๓ พักผ่อนราวครึ่งชั่วโมง พอ ๑๘.๔๐ น. ก็เดินไปกินอาหารที่ภัตตาคารชื่อ Kaarna Baari & Keittio เป็นอาหารพื้นเมือง อร่อยมากทั้งสามจาน คือสลัด จานหลักเป็นปลาแซมมอนกับมันบด ของหวานเป็นแพนเค้ก กินเสร็จเดินไปขึ้นรถบัส ไปโรงแรมเอากระเป๋าขึ้นห้องและเข้านอน



ฟ้าเริ่มสาง ที่นานทาลี


เส้นทางวิ่งเช้าวันที่ ๑๕


ถ่ายจากระเบียงห้อง ๔๔๒


ลู่วิ่งยามเช้าของผม อุณหภูมิ ลบห้าองศา


ท้องฟ้าสีชมพู


เปลี่ยนสี


๖.๓๐ น. แดดเริ่มจ้า


จากระเบียงห้อง ๔๔๒


เวลาเดียวกัน แสงส่องสาวน้อย


หน้า National Museum ที่เฮลซิงกิ


ศิลปวัตถุสมัยศตวรรษที่ ๑๕ จาก Urjala Church มีลักษณะพื้นถิ่น อิทธิพลของยุค Renaissance ยังไปไม่ถึง


ภาพวาดแสดงชีวิตคนสมัยก่อน


ไม้แกะสลัก ๓ บาน เดิมเป็นของศตวรรษที่ ๑๓ มีการบูรณะและแก้ไขในศตวรรษที่ ๑๕


เครื่องใช้ของชนชั้นปกครอง


บ้านเศรษฐี


บ้านคนในชนบทต้นศตวรรษที่ ๑๙


เครื่องมือเก็บเกี่ยวผลผลิตในไร่นา


เครื่องมือจับปลา


ใน HAM - Party in the City


Party in the Countryside


หุ่นจำลองบ้านที่ถูกเผา


เกมพิเรน - เผาบ้าน


วิจารณ์ พานิช

๑๖ เมษายน ๒๕๕๙

ห้อง ๕๑๓ โรงแรมเรดิสัน บลู เฮลซิงกิ ฟินแลนด์