๒๑..บ้านริมแคว..แพริมน้ำ...ถ้ำกระแซ

ทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตรืผ่านประเทศพม่า ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายพันธมิตร เป็นจำนวนมากมาก่อสร้างทางรถไฟ และจบชีวิตตรงนี้หลายหมื่นคน จึงนับเป็นทางรถไฟที่สร้างด้วยความยากลำบากที่สุด ด้วยเป็นเส้นทางโค้งเลียบภูเขา และด้านล่างยังเป็นแม่น้ำอีกด้วย จึงเรียกบริเวณนี้ว่า..โค้งมรณะ..

ปิดภาคเรียน..ครั้งนี้ ถือว่าได้ใช้ชีวิตคุ้มค่าและหนักสุดแล้ว โดยเฉพาะกิจกรรมในสวนหลังบ้านที่ต้องการให้เป็นพื้นที่เกษตรพอเพียง..เริ่มต้น..และคาดว่าจะจบลงอย่างสวยงาม อันเนื่องมาจากความใส่ใจ..และตั้งใจที่จะทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง..

แต่ก็ใช่ว่า..จะไม่มีเวลาไปเปิดหูเปิดตา พอมีเวลาไปเปิดโลกทัศน์บ้าง หาบรรยากาศและมุมสบายใจให้แก่ตนเอง..แล้วผมก็เลือก..รีสอร์ท..บ้านริมแคว แพริมน้ำ..เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ..

ถึงที่พัก ราวสี่โมงเย็น โดยจองไว้เป็นการล่วงหน้าแล้ว ได้พักบ้าน..พุทธรักษา..แต่ว่ายังเข้าบ้านไม่ได้ เพราะน้ำไม่ไหล ไฟฟ้าไม่สว่าง..เพราะก่อนหน้าที่ผมจะไปถึงสักหนึ่งชั่วโมง มีพายุฤดูร้อนโหมกระหน่ำ เกือบจะยับเยินไปทั้งรีสอร์ท..โชคดี ที่เมื่อผมไปถึง ทุกอย่างสงบเงียบเรียบร้อย..จนเกือบจะวังเวงไปเหมือนกัน...

ว่าแล้ว เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลา นั่งเรือชมวิว ในลำน้ำแควน้อยเสียเลย เอาแบบนั่งเฉยๆ มองสองฝั่งแล้วถ่ายรูป บนเรือยนต์ลำใหญ่ มีผู้โดยสารใส่เสื้อร่มชูชีพประมาณ ๕๐ คน ส่วนกลุ่มทัวร์ที่ชอบตื่นเต้นและท้าทาย ชอบความเย็นยะเยือกของลำน้ำแคว เกือบร้อยชีวิต ต่างไปนั่งในแพ ให้เรือยนต์ลากจูง ไปไกลได้ราว กิโลเมตรเศษ หรือประมาณ ๒ – ๓ คุ้งน้ำ แพก็ถูกปล่อย ลูกทัวร์ก็กระโดดลงน้ำลอยคอตามกระแสแควน้อยที่ไหลเชี่ยว..ส่วนผมนั่งเรือกลับมาถึงฝั่งไม่ทันมืดค่ำ เพื่อทานมื้อค่ำ ก่อนที่ไฟฟ้าจะสว่างไสว...เสร็จสรรพกลับเข้าห้อง เตรียมตัวพักผ่อน..และจะดูทีวี ติดตามข่าวสาร ปรากฏว่า ทีวีในบ้านพักของรีสอร์ทหรู..ไม่สามารถดูได้เลยแม้แต่ช่องเดียว ผลพวงมาจากพายุฤดูร้อนนั่นเอง....

เช้าขึ้นมา...หลังจากรับประทานอาหารมื้อเช้า ที่ทางรีสอร์ทจัดเต็ม ทั้งอาหารไทยจีน หลากหลายเมนู มืให้เลือกมากมาย ตั้งใจว่า..จะเดินทางกลับ ไปแวะเที่ยวที่อื่นบ้าง เป็นอันยกเลิกความคิด เพราะฝ่ายประชาสัมพันธ์เชิญขวนทุกคนที่เข้าพัก นั่งเรือข้ามฝากไปชมถ้ำกระแซ ..บริเวณเดียวกับเส้นทางรถไฟ..สายมรณะ...

ข้ามฝั่งไป ไม่ถึงห้านาที ก็ขึ้นบันได ที่สูงชัน เพื่อไปสู่ สถานีรถไฟถ้ำกระแซ ที่ตั้งอยู่ติดถ้ำ..ผมตื่นเต้นตั้งแต่ขึ้นบันไดแล้ว พนักงานของรีสอร์ท คอยเตือนให้ชาวคณะ เดินขึ้นอย่างระมัดระวัง แถมพูดติดตลกด้วยว่า...บันไดของเรา หญิงสูงวัยเดินขึ้นไปต้องสาวแน่นอน..

ครับ..เดินขึ้นไปไม่ถึงครึ่งทาง ผมหอบเหนื่อย..คุณผู้หญิงเป็นต้องสาวกันทุกคน คือ สาวราวบันไดขึ้นไป เพื่อจะไปเดินบนรางรถไฟ ที่ติดภูเขาที่คดเคี้ยวในช่วงแคบๆเห็นแล้วหวาดเสียวยิ่งนัก..ผมเดินได้หน่อย ก็เหงื่อตก ขอเข้าไหว้พระในถ้ำกระแซจะดีกว่า..

ผมไม่ได้กลัวชื่อ..ว่าเป็นทางรถไฟสายมรณะ แต่ผมกลัวความสูง..จึงขอฆ่าเวลาด้วยการอ่านประวัติที่ติดไว้หน้าถ้ำ...ว่าเป็นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตรืผ่านประเทศพม่า ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายพันธมิตร เป็นจำนวนมากมาก่อสร้างทางรถไฟ และจบชีวิตตรงนี้หลายหมื่นคน จึงนับเป็นทางรถไฟที่สร้างด้วยความยากลำบากที่สุด ด้วยเป็นเส้นทางโค้งเลียบภูเขา และด้านล่างยังเป็นแม่น้ำอีกด้วย จึงเรียกบริเวณนี้ว่า..โค้งมรณะ..ส่วนถ้ำกระแซนั้น..ตามประวัติศาสตร์บอกว่า..เป็นสถานที่ดูแลปฐมพยาบาลเชลยศึกที่เจ็บป่วย..จากการสร้างทางรถไฟ

ครับ..มีคนพูดว่า ไปเที่ยวที่ไหนไม่สำคัญหรอก สำคัญว่าไปกับใคร..จะได้ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน อันนี้ ก็เห็นจะจริงอยู่..แต่ที่สำคัญ..เช่นเดียวกัน..ไปเที่ยวแล้ว ควรจะได้ความรู้ด้วย ..อันเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกการเดินทาง..ในทุกเส้นทาง..ทุกที่..คือ..การเรียนรู้ครับ

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ไดอารี่สีแดง



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ไม่ได้ไปที่นี่มานาน

ยังสวยเหมือนเดิมครับ

ชอบตอนรถไฟมาแล้วโค้งๆตรงบริเวณนี้

ขอบคุณมากครับ

เขียนเมื่อ 

ครูนก มีประสบการณ์ไปเดินที่รางรถไฟบริเวณดังกล่าวมาแล้ว ตื่นเต้นและสัมผัสได้ถึงความยากในการก่อสร้างของบรรดาทหารเชลยศึกเลยค่ะ