การไม่ได้ไปค่าย (ออกค่าย) เหมือนเช่นเคยมาก็มิใช่ตัวชี้วัดความล้มเหลวขององค์กรเหมือนที่หลายคนเข้าใจ




“เราเสนอค่ายกันช้า หาเงินออกค่ายไม่ทัน ชมรมเองก็มีงบไม่พอที่จะออกค่าย เราจึงตัดสินใจที่จะไม่ออกค่าย”



...คือคำบอกเล่าจากแกนนำชมรมอาสาพัฒนา 4-5 คนที่สื่อสารกับผมในช่วงสายของเช้าวันหนึ่งท่ามกลางสายลมร้อนที่ถั่งโถมเข้ามาราวกับมิใช่ญาติมิตรที่อาทรต่อกัน

ผมยังจดจำดวงหน้าของแกนนำชาวค่ายอาสาฯ เหล่านั้นได้อย่างแม่นมั่น เป็นดวงหน้าและแววตาที่ไม่ถึงกับอิดโรย แต่ก็ไม่ถึงกลับส่องประกายไฟแห่งรักและหวังอันทรงพลังเหมือนเก่าก่อน



ใช่-แปลกไม่น้อยที่ชมรมอาสาพัฒนาจะไม่ไปออกค่ายพัฒนาสังคม หรือค่ายบริการสังคมตามครรลองของพวกเขา อย่างน้อยปิดเทอมแต่ละครั้งต้องมีค่ายใหญ่ๆ อย่างน้อย 1 ค่ายเหมือนที่เราคุ้นชินกันมาอย่างยาวนาน

สำหรับผมแล้ว.. การที่จู่ๆ ชมรมอาสาพัฒนา (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) ตัดสินใจที่จะ “ไม่ไปออกค่าย” เช่นนี้ ผมมองว่าไม่ธรรมดา มันต้องมีปัจจัยหลายอย่าง จนผมอดที่จะคิดตามและทักถามพวกเขาไม่ได้



  • สำหรับผมแล้ว... บางทีมันอาจเกี่ยวโยงกับสภาวะที่ไร้ผู้นำในองค์กร - ผู้นำที่อาจหมายถึงผู้นำในระบบโครงสร้างองค์กร หรือกระทั่งผู้นำโดยธรรมชาติที่ยังคงปักหมุดฝังตัวในองค์กร โดยเฉพาะรุ่นพี่ที่ยังมีสถานะของการเป็นนิสิตที่อาจเริ่มเลือนหายไปจากน้องๆ รวมถึงสมาชิกที่นับวันมีแต่จะถดถอยน้อยจำนวนลงเรื่อยๆ
  • สำหรับผมแล้ว.... บางทีอาจเกี่ยวโยงกับระบบและกลไกหลักในระดับองค์กรบริหารของพวกเขาเอง อันหมายถึงองค์การนิสิตผู้ถือครองงบประมาณก้อนโต หรือกระทั่งระบบและกลไกของมหาวิทยาลัยฯ ในการหนุนเสริม เพื่อกระตุกกระตุ้นให้พวกเขาพกพาหัวใจออกสู่การ “เรียนรู้คู่บริการสังคม” อย่างเช่นในอดีตที่กาลครั้งหนึ่งเคยคึกคักเป็นรูปธรรมทั้งงบประมาณและกระบวนการแห่งการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ

หรือกระทั่งปัจจัยจากยุคสมัยที่ซ่อนเร้นเกินหยั่งคิดและถอดรหัส หรือไม่ก็อาจยึดโยงกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือกระทั่งการศึกษาก็ด้วย

ซึ่ง ณ วินาทีเช่นนี้ ผมยังไม่อยากด่วนสรุปอะไร เพราะยังคิดว่าสักวันหนึ่ง คงต้องมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างจริงจังสักครั้ง



แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องปรบมือให้กับพวกเขาอยู่ดี ภายใต้ข้อจำกัดทั้งปวงที่เขากล่าวถึงก็มิอาจฉุดรั้งหัวใจของ “คนค่าย” อย่างพวกเขาได้ทั้งหมด เนื่องเพราะในที่สุดพวกเขาก็ยัง “ไปค่าย” อยู่ดี หากแต่ไม่ใช่ “ค่ายสร้าง” หรือ “ค่ายบริการสังคม” เหมือนที่เคยทำเป็นประจำในทุกๆ การปิดภาคเรียน แต่แปรเปลี่ยนมาเป็น “ค่ายเรียนรู้” แทน

ครับ- เป็นค่ายเรียนรู้ ที่ดูเหมือนจะเป็นการเรียนรู้ตัวเองไปพร้อมๆ กับเรียนรู้ชุมชนแบบกรายๆ

ค่ายที่ผมว่านี้มีชื่อว่า “รวมพลังจิตอาสา รวมใจพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 2” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30-31 มกราคม 2559 ณ ภูมโนรมย์ อ.เมือง จ.มุกดาหาร เรียกเก๋ๆ ออกคลาสสิคๆ ว่า “ผิงลม ห่มดาว เล่านิทานซีซั่น 2”




ภาพรวมหลักกิจกรรมในครั้งนี้คือการล้อมวงโสเหล่เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตร่วมกันระหว่างสมาชิกชาวค่ายในสังกัดชมรมฯ ที่มีทั้งที่เป็นศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ซึ่งประเด็นหลักคือการแชร์ประสบการณ์ชีวิตผ่านวิถีกิจกรรมในสมัยเรียนและการนำองค์ความรู้จากกิจกรรมไปใช้ประโยชน์ในวิถีของการงานและชีวิตจริง

ถึงแม้เรื่องราวประสบการณ์ชีวิตเหล่านั้นจะมีสถานะเป็นเพียง “นิทาน” เหมือนที่เขาเปรียบเปรยไว้อย่างคลาสสิค แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นนิทานเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เพราะเกิดจากสถานการณ์จริงบนถนนสายกิจกรรมที่พวกเขาเคยได้ท่องทะยานมาอย่างโชกโชน เพื่อเสาะแสวงหาความหมายของการมีชีวิต ทั้งในฐานะ “ปัญญาชน” และ “พลเมือง” ทั่วไป

และถึงแม้วงโสเหล่เช่นนั้นจะไม่หยั่งลึกถึงประเด็นอันเป็น “สถานการณ์” ของชมรมอาสาพัฒนาในปัจจุบันก็เถอะ เพราะบรรยากาศที่ว่านั้นยังไม่ใช่กาละที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาถกคิดให้ขุ่นข้นจนออกอาการเครียดเข้ม แต่กระนั้นผมก็ยังเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในเวทีนั้นย่อมเกิดการทบทวนลึกๆ และเงียบๆ อยู่ตลอดเวลา




จะว่าไปแล้ว ค่ายครั้งนี้ก็ไม่ถึงกับไร้คุณค่าใดๆ ...

ผมเชื่อว่านี่คือเวทีแห่งการปลุกพลังแห่งคนอาสาอย่างไม่ต้องกังขา พี่ปลุกปลอบน้องด้วยใจ เยียวยาหนุนเสริมพลังเป็นลมใต้ปีกต่อกันและกัน ร่วมขีดเขียนเส้นทางชีวิตและความเป็นองค์กรร่วมกันอย่างกรายๆ เพื่อให้ทุกคนได้สงบนิ่งฟังเสียงหัวใจของตัวเองบนเส้นทาง “คนค่าย” อย่างมีสติและปัญญา

รวมถึงการถักทอสายสัมพันธ์ในกลุ่มคนให้ร้อยรัดเข้าเป็นเชือกเส้นเดียวกันอย่างแน่นหนักมากกว่าที่ผ่านมา ดังนั้นเวทีครั้งนี้จึงไม่ใช่การพักหลบมาเยียวยาตัวเองและหนีหายไปจากถนนสายกิจกรรมแบบทั่วๆ ไป หากแต่หมายถึงการมาพักพื้นเติมฟืนไฟให้กันและกัน เพื่อหวนกลับไปหยัดยืนและก้าวทะยานวิถีของ “คนค่าย” (คนอาสา : อาสาสมัคร) อีกครั้ง



ด้วยเหตุนี้ค่ายครั้งนี้ จึงมีสถานะเป็น “ค่ายเรียนรู้” อย่างไม่ต้องสงสัย แต่เป็นค่ายการเรียนรู้ในแบบฉบับของการ “เรียนรู้ตัวเอง” เสมอเหมือนการทบทวนตัวเองและสถานการณ์องค์กรแบบเนียนๆ ไปในตัวอย่างเสร็จสรรพ

ว่าไปแล้ว ผมมองว่านี่คือกระบวนการทบทวนเพื่อก่อให้เกิดการตระหนักรู้ตัวเอง (เรียนรู้ตัวเอง) เป็นการทบทวนเพื่อก่อให้เกิดพลังอันสร้างสรรค์กันอีกวาระหนึ่ง เพื่อนำไปสู่การปักธงอีกครั้งว่าถัดจากนี้ไปจะดุ่มเดินกันไปในทิศทางใด และอย่างไร

นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้ว ค่ายครั้งนี้ยังมีกิจกรรมหนุนเสริมพลังอีกสองถึงสามกิจกรรม เช่น การทัศนศึกษาสถานที่สำคัญๆ ในทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมืองมุกดาหาร เช่น เขามโนรมย์ หอแก้ว วัดป่าวิเวกวัฒนาราม ตลาดอินโดจีน วิถีชีวิตคนราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำของ รวมถึงการบำเพ็ญประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ต่อสถานที่สำคัญเหล่านั้น

เสียดายก็แต่ในทางกระบวนการไม่มีการเปิดเวทีถอดบทเรียนร่วมกันตรงนั้นว่า “ทัศนศึกษาแล้วได้อะไร หรือได้เรียนรู้อะไรจากการทัศนศึกษา”



อย่างไรก็ดี ผมก็ยังชื่นชมและให้กำลังใจต่อคนค่ายแห่งชมรมอาสาพัฒนาอย่างจริงจังและจริงใจ รวมถึงการบอกย้ำว่า “การไม่ได้ไปค่าย (ออกค่าย) เหมือนเช่นเคยมาก็มิใช่ตัวชี้วัดความล้มเหลวขององค์กรเหมือนที่หลายคนเข้าใจ”

และถึงแม้ค่ายครั้งนี้ฟังดูเหมือนชื่อจะมีกลิ่นอายการบริการสังคมอยู่บ้าง (รวมพลังจิตอาสา รวมใจพัฒนาชุมชน) แต่ในความเป็นจริงกิจกรรมการบริการสังคมกลับมีน้อยมาก แต่นั่นก็มิใช่ว่าจะไม่มีค่าต่อการหยิบยกมาพูดคุยเพื่อเป็นกรณีศึกษา

ค่ายครั้งนี้คือค่ายเรียนรู้ตัวเองไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ชุมชนนั่นแหละ เพียงแต่ถ่ายน้ำหนักมาในส่วนการเรียนรู้ตัวเองมากกว่าการเรียนรู้ชุมชน หรือการบริการสังคมเสียมากกว่า



ผมอยากจะบอกว่า “การเรียนรู้ตัวเองร่วมกันแบบพี่ๆ น้องๆ เช่นนี้คือสิ่งที่ยืนยันว่าสายสัมพันธ์ของความเป็นอาสาฯ ไม่เคยขาดหาย หรือแตกดับ พี่ยังดูแลน้อง-น้องยังอาทรพี่ (รักเพื่อน คิดถึงพี่ เป็นห่วงน้อง) รวมถึงการเอาใจใส่ของอาจารย์ที่ปรึกษาที่เทใจขันอาสานำพาพวกเขาไปเสริมพลังอย่างไม่อิดออด ...

และสายสัมพันธ์เหล่านี้คือสายสัมพันธ์แห่งการปลุกฝันและพลังของคนค่ายอย่างไม่ต้องกังขา เหมือนสายน้ำที่ไม่เคยแห้งเหือด เป็นดวงตาแห่งรักที่ไม่เคยมืดบอด เป็นมือที่คอยพยุงอย่างมีจังหวะ มิใช่ถอยห่าง ปล่อยมือและละทิ้งจนดูเหมือนว่าคนรุ่นปัจจุบันไม่เหลือใครอีกแล้วในถนนสายนี้”






เช่นเดียวกับการเดินทางในแบบทัศนศึกษาที่ดูเหมือน “เที่ยวท่อง” ไปเรื่อย ก็ใช่ว่าจะไม่เกิดมรรคผลใดๆ เพราะกระบวนการเช่นนั้นสัมพันธ์กับวาทกรรมที่ผมพร่ำพูดมายาวนานในวิถีค่ายว่า “ไม่มีที่ใดปราศจากเรื่องเล่าและตำนาน” โดยกระบวนการเช่นนี้สามารถนำกลับมาใช้จริงๆ กับการออกค่ายอาสาพัฒนาได้อย่างสบาย หากพวกเขาสามารถบูรณาการเข้าไปสู่ค่ายได้อย่างจริงๆ จังๆ จะยิ่งทำให้ค่ายอาสาพัฒนาเป็นค่าย “เรียนรู้คู่บริการ” อย่างหนักแน่นและทรงพลัง ! มิใช่ค่ายอาสาพัฒนาที่มุ่งเน้นแต่สร้างวัตถุและบริการสังคมแบบผิวเผิน แต่ไม่เข้าใจว่าค่ายของนิสิตกับต้นทุนทางชุมชนสัมพันธ์และเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างไร

เหนือสิ่งอื่นใด ผมก็ยังอยากจะย้ำอีกครั้งว่า “ให้กำลังใจและชื่นชมกับคนอาสาฯ ที่ไม่จำนนต่อปัจจัยอันเป็นปัญหาจนถึงขั้นถอดใจและหันหลังวางมือให้กับกิจกรรม แต่กลับยังทำค่ายเรียนรู้ (ตัวเอง) ขึ้นมารองรับ มิใช่ปล่อยทิ้งเป็นสุญญากาศ รอวันแตกดับและสูญสลายไป” ---



ผมอยากจะบอกว่า “ค่ายนี้ ไม่ขี้เหร่นักหรอก อย่างน้อยก็เป็นเวทีให้เราได้ทบทวนตัวเอง (เรียนรู้ตัวเอง) ได้พบปะรุ่นพี่เก่าๆ ได้สร้างกระบวนการ “ติดอาวุธทางความคิด” ผ่านการโสเหล่เสวนาแบบพี่ๆ น้องๆ ก่อนทะยานออกไปสู่วิถีแห่งค่ายอาสาครั้งใหม่อย่างเท่าทันต่อสังคม หรือแม้แต่ระบบและกลไกที่เคลื่อนหมุนอยู่ในมหาวิทยาลัยฯ”

ให้กำลังใจ และอย่าหยุดที่จะก้าวเดิน นะครับ ----

อ้อ ผมหมายถึงอย่าหยุดที่จะไปค่ายกันนะครับ ทั้งค่ายสร้าง (ค่ายบริการสังคม) หรือกระทั่งค่ายเรียนรู้ในแบบ “ผิงลม ห่มดาว เล่านิทาน” นี่ก็ด้วย

ไว้มีโอกาส ผมจะขอติดรถไปเล่านิทาน และฟังนิทานด้วยสักครั้ง ---



ภาพ : ชมรมอาสาพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
...
๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙
กาฬสินธุ์