เสมือนการปฐมนิเทศนิสิต : สานสัมพันธ์มิตรภาพไทย-ลาว ครั้งที่ ๑๓

ผมเจตนาออกแบบกระบวนการเตรียมความพร้อมเช่นนี้จริงๆ ไม่ใช่มาบรรยายให้ความรู้ แต่สร้างการเรียนรู้ผ่านกระบวนการแบบมีส่วนร่วม โดยให้นิสิตมีบทบาทในการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเองและเรียนรู้ร่วมกันผ่านกิจกรรม แล้วค่อยมาขมวดในตอนท้ายว่ากระบวนการเหล่านั้น “ผมและทีมงานต้องการสื่อสารอะไร”




วันนี้ (๒๑ มกราคม ๒๕๕๙) ผมและทีมงานมีเวทีการจัดการความรู้ร่วมกับนิสิต

เวทีครั้งนี้ เป็นเวทีที่ว่าด้วยการเตรียมความพร้อมให้กับนิสิตที่กำลังจะเดินทางไปร่วมโครงการ “สานสัมพันธ์มิตรภาพไทย-ลาว ครั้งที่ ๑๓”มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก





มีความหมายใดในกิจกรรม

กิจกรรมแรกที่ผมออกแบบไว้ โดยให้ “ทีมงาน” ได้จัดกระบวนการเรียนรู้แก่นิสิต นั่นก็คือ “มีความหมายใดในกิจกรรม” กล่าวคือเป็นการตั้งคำถามกับนิสิต เพื่อให้นิสิตได้สะท้อนมุมมอง ความรู้ความเข้าใจต่อโครงการที่จะเข้าร่วมว่าคืออะไร


กระบวนการเริ่มจากการแจกบัตรคำให้กับนิสิต โดยแบ่งนิสิตเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆ คือ (๑) กลุ่มที่กำลังจะเข้าร่วมเป็นครั้งแรก (๒) กลุ่มที่มีประสบการณ์ในการเข้าร่วม




แน่นอนครับ, ผมกำลังสร้างการเรียนรู้เพื่อประเมินฐานความรู้ของนิสิต โดยไม่ได้ชี้วัดว่าถูกหรือผิด รวมถึงแทนที่จะอธิบายให้นิสิตได้รับรู้ว่าโครงการที่กำลังจะเข้าร่วมในครั้งนี้คืออะไร ซึ่งดูแล้วมันง่ายไป เหมือนหากล้วยมาแล้วยังต้องปอกเปลือกและป้อนเข้าปาก ตรงกันข้ามผมกลับอยากชวนพวกเขาร่วมสะท้อน-สังเคราะห์เรื่องนี้ร่วมกัน โดยใช้ฐานความรู้ หรือฐานคิดในตัวตนของพวกเขาเอง

ทันทีที่นิสิตเขียนบัตรคำเสร็จแล้ว ทีมงานก็เก็บคืนกลับมา พร้อมๆ กับการกระตุ้นเชื้อเชิญให้นิสิตได้ลุกขึ้นพูดในประเด็นนี้อีกครั้ง เพื่อเสริมสร้างทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ต่อสาธารณะร่วมกัน ต่อจากนั้นทีมงานจึงทำหน้าที่สะท้อนประเด็นที่นิสิตได้เขียนไว้ในบัตรคำ เช่น

  • การแลกเปลี่ยน/การเรียนรู้/การเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมระหว่างนิสิตนักศึกษาจากประเทศไทยและนักศึกษาจาก สปป.ลาว
  • การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตระหว่างนิสิตนักศึกษาจากประเทศไทยและนักศึกษาจาก สปป.ลาว
  • การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตนักศึกษาไทยกับนักศึกษาจาก สปป.ลาว
  • การสืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติ
  • การทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ต่อสังคม
  • การแลกเปลี่ยนทางวิชาการและศิลปวัฒนธรรมเพื่อก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่
  • การแลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการศึกษา สังคม การปกครอง เศรษฐกิจระหว่างนิสิตนักศึกษาจากประเทศไทยและนักศึกษาจาก สปป.ลาว
  • กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับตนเอง
  • กิจกรรมนันทนาการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตนักศึกษาจากประเทศไทยและนักศึกษาจาก สปป.ลาว







วิเคราะห์ตัวตน : ทบทวนความพร้อม

กระบวนการถัดมา เป็นกระบวนการชวนให้นิสิตได้วิเคราะห์ศักยภาพของตนเอง โดยแบ่งนิสิตออกเป็นกลุ่มๆ ประกอบด้วย (๑) กลุ่มนักดนตรี (๒) กลุ่มขับร้อง (๓) กลุ่มนาฏศิลป์ (๔) อื่นๆ เช่น หัตถกรรมและที่ไม่ได้เดินทางไปกับหมู่คณะ

กระบวนการนี้เป็นกระบวนการเรียนรู้ในแบบ “กลุ่ม/ทีม” กล่าวคือให้นิสิตแต่ละคนวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง พร้อมๆ กับการบอกเล่า (เล่าเรื่อง) ให้เพื่อนในกลุ่มได้ร่วมรับรู้ รวมถึงการสังเคราะห์ภาพรวมอันเป็นสถานการณ์ของการเตรียมการเรื่อง “การงาน” อันเป็น “หน้าตัก” ของพวกเขาเอง





ผมและทีมงานให้เวลาพอสมควร เพื่อให้แต่ละกลุ่มได้ทำการวิเคราะห์ตนเอง- แบ่งปัน-และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในกลุ่ม จากนั้นก็ให้แต่ละกลุ่มได้สะท้อนข้อมูลเหล่านั้นให้เพื่อนทุกคนได้ร่วมรับรู้และเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยสิ่งที่นิสิตได้สะท้อนมีประเด็นหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น




จุดเด่น/จุดแข็ง

  • ทุกคนมีหัวใจศิลปิน รักและศรัทธาต่อศิลปะการแสดง
  • มีการฝึกซ้อมต่อเนื่องในระบบ “พี่น้อง”
  • มีสุขภาพร่างกายที่ดี มีขวัญกำลังใจ
  • มีจิตใจที่เปิดรับการเรียนรู้
  • มีพัฒนาการที่ดีทั้งเรื่องการบรรเลงดนตรี การขับร้อง และการฟ้อนรำ
  • มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
  • ชุดการแสดงมีจุดเด่นที่เน้นความสนุกสนาน มีชีวิตชีวา
  • มีอุปกรณ์ เช่น ชุดแต่งกาย เครื่องดนตรี




จุดอ่อน

  • เวลาว่างไม่ตรงกัน ทำให้การฝึกซ้อมยังไม่เต็มที่และลงตัว
  • ประสบการณ์ของแต่ละคนต่างกัน ยังต้องใช้เวลาในการปรับแต่ง
  • อุปกรณ์ เช่น เครื่องเสียง
  • การติดต่อประสานงานในกลุ่ม/ทีมยังไม่มีประสิทธิภาพ
  • นักดนตรีไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส

ข้อเสนอแนะอื่นๆ จากกลุ่มที่ไม่ได้ร่วมเดินทาง

  • ดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการงาน
  • เตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา





ปิดท้ายกระบวนการ

ช่วงท้ายของเวที ผมรับหน้าที่ปิดเวทีในแบบฉบับของผม –

ผมสื่อสารกับนิสิตว่า เวทีครั้งนี้ เสมือนการปฐมนิเทศในอีกมิติหนึ่ง หากแต่เป็นการปฐมนิเทศที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมและเน้นให้นิสิตเป็นศูนย์กลาง

เช่นเดียวกับการบอกกล่าวว่า นี่คือกระบวนการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในทีมของนิสิต เพื่อให้นิสิตได้ทบทวนหมุดหมายการเรียนรู้ของตนเองและทบทวนหมุดหมายการเรียนรู้ในระดับกลุ่ม/ทีม เสมอเหมือนการทบทวน “ตัวตน” ของสิ่งที่ตนเองจะนำไป “แลกเปลี่ยนเรียนรู้

พร้อมๆ กับการเน้นย้ำว่านี่คือการทบทวนตัวตนในระหว่างทาง (During action review : DAR) ที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือของการจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM)




นอกจากนั้น ผมยังสะท้อนถึงแนวคิดอันเป็น “กระบวนการและเครื่องมือ” ของการเรียนรู้ร่วมกันในเวทีครั้งนี้ที่ผมและทีมงานได้แอบซุกซ่อนไว้อย่างเงียบๆ โดยรอเฉลยในช่วงท้ายของเวที เพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้และนำกลับไปทบทวน หรือค้นคว้าทำความเข้าใจเพิ่มเติม ก่อนนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเวทีการเรียนรู้จริงที่กำลังจะย่างกรายมาถึงในระหว่างวันที่ ๒๘-๓๑ มกราคม ๒๕๕๙

โดยหลักๆ แล้ว ผมพูดถึงกระบวนการและเครื่องมือหลายๆ อย่างที่ผสมปนเปอยู่ในเวทีดังกล่าว เป็นต้นว่า


กระบวนการ/กระบวนทัศน์

  • เรียนรู้คู่บริการ (Service Learning)
  • ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner Centered)
  • เรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning : PL)
  • ผ่านการปฏิบัติจริง (Action Learning) และการลงมือทำ (Learning by doing)
  • เรียนรู้แบบพึ่งพิง (Collaborative Learning)
  • บวร (บ้าน-วัด-โรงเรียน และราชการ)




การจัดการความรู้

  • การสังเกตการณ์ (Observation)
  • ค้นหาสิ่งดีๆ รอบตัว (Appreciative Inquiring) หรือสุนทรียสาธก
  • โสเหล่ เสวนา (Dialogue) หรือสุนทรียสนทนา
  • การสัมภาษณ์ (Interview)
  • แบ่งปันความสำเร็จ (Success Story)
  • ศึกษาดูงาน (Study tour) หรือ สุนทรียทัศนา
  • แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge sharing)
  • แบ่งปันความสำเร็จ (Success Story)
  • ทบทวน 3R (Before action review : BAR) (During action review : DAR) (After action review (AAR)
  • ถอดบทเรียน (Lesson Learned)
  • เรื่องเล่าเร้าพลัง (Storytelling)
  • ฟังแบบฝังลึก (deep listening)



ใช่ครับ, ผมเจตนาออกแบบกระบวนการเตรียมความพร้อมเช่นนี้จริงๆ ไม่ใช่มาบรรยายให้ความรู้ แต่สร้างการเรียนรู้ผ่านกระบวนการแบบมีส่วนร่วม โดยให้นิสิตมีบทบาทในการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเองและเรียนรู้ร่วมกันผ่านกิจกรรม แล้วค่อยมาขมวดในตอนท้ายว่ากระบวนการเหล่านั้น “ผมและทีมงานต้องการสื่อสารอะไร”

และท้ายที่สุด เราไม่ลืมที่จะนัดหมายสู่การปฐมนิเทศอย่างเป็นทางการร่วมกันในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๙ โดยมอบหมายให้นิสิตไปศึกษาเพิ่มเติมใน ๒ เรื่อง คือ


เอาละสิ -- การฝากการบ้านเช่นนั้น เป็นการยืนยันว่า ผมและทีมงานจะไม่แบกหามกล้วยเป็นหวีๆ หรือกระทั่งยกทั้งเครือมาให้ แต่หมายถึง "นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม" จะต้องทำหน้าที่เดินทางเสาะหาเองว่าจะไป “กินกล้วย” ได้ที่ไหน --- และนำกลับมาแบ่งปันกับเพื่อนๆ อย่างไร



หมายเหตุ ภาพ : Kamonrat Leethahan

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (8)

เขียนเมื่อ 

"นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม" จะต้องทำหน้าที่เดินทางเสาะหาเองว่าจะไป “กินกล้วย” ได้ที่ไหน --- และนำกลับมาแบ่งปันกับเพื่อนๆ ....


เป็นแนวคิดที่เยี่ยมมากๆ ค่ะ


ขอบคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ครบวงจร

นิสิตได้ทบทวนตัวเองและเรียนครบมาก

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

ไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากเสียแล้ว

แต่ไม่เกินความพยายามของนิสิตที่ใฝ่รู้แน่นอนค่ะ สบาย ๆ ...

ชื่นชมการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ค่ะ

เค
IP: xxx.183.17.214
เขียนเมื่อ 

สนุกมากเลยครับ

แคตตี้
IP: xxx.206.246.232
เขียนเมื่อ 

ดีใจ และ ได้ ความรุ้มากมายเลยค่ะ.

เขียนเมื่อ 

ครับ พี่ Ple

เวทีนี้เป็นการเตรียมความพร้อมในแบบง่ายๆ เน้นความเป็นกันเอง และเน้นนิสิตเป็นศูนย์กลางในแบบบันเทิงเริงปัญญา --

เราออกแบบเวทีบนแนวคิดหลักคือ อยากให้นิสิตเข้าใจกระบวนการเรียนรู้และเครื่องมือของการเรียนรู้เป็นสำคัญ ครับ...

เผื่อว่านิสิตจะนำไปใช้จริงในวันที่เข้าร่วมโครงการ นั่นเอง

เขียนเมื่อ 

ครับ ดร.ขจิต ฝอยทอง

พยายามบูรณาการความรู้ให้นิสิตให้มากที่สุดครับ เพื่อทิ้งไว้เป็นต้นทุนในตัวของนิสิต การเรียนรู้อันหลากหลายเช่นนี้บางทีก็แฝงหลักคิดเรื่องการบูรณาการ หรือการคิดแบบองค์รวม-เชื่อมโยงคู่ไปกับการวิเคราะห์

แต่ที่แน่ๆ กระบวนการในวันนั้น คือการทบทวนระหว่างทางโดยตรง ทั้งการทบทวนตัวเอง และการทบทวนการทำงานที่ได้ขยับร่วมกันมาสักระยะนั่นเอง ครับ

เขียนเมื่อ 

ครับ พี่หมอ

.... เริ่มจากกระบวนการ ง่ายๆ ฮาๆ สบายๆ เอาให้เพลิน ให้สนุก
และตบท้ายให้คิดต่อยอดกันเอง
และตบท้ายให้เห็นว่า การงานในครั้งนี้ คือ "บันเทิงเริงปัญญา"
หรือกระทั่งการปักหมุดให้นิสิตได้ตระหนักถึงตัวเองในสถานะของผู้นำทางวัฒนธรรมที่จะไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มิใช่เดินทางไปในแบบ "กินเที่ยว" ---

ผมเชื่อว่าถ้สนิสิตเข้าใจในคุณค่าตัวเอง เข้าใจในสถานะของตนเอง และมีเครื่องมือในการเรียนรู้ การเรียนรู้ก็เกิดมรรคผลอย่างแน่นอน ครับ