ไม่กลัวพลาด เพราะ...(3-80)


เมื่อมีการประกาศให้ข้าราชการส่งใบสมัครพร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนางานให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจของหน่วยงาน (1 หน้ากระดาษ A4) เพื่อไปศึกษาดูงานต่างประเทศ จำนวนกว่า 10 คน ทุกระดับไม่จำกัด มีเสียงแสดงความคิด (วิพากษ์วิจารณ์ซุบซิบ) ว่า ไปไหนก็ไม่บอก ไปดูเรื่องอะไรก็ไม่ระบุ แล้วอย่างนี้ใครจะเขียนได้ตรงใจคนเลือก ผู้เขียนก็เห็นด้วยกับเสียงเหล่านั้น ยุคนี้บ้านเมืองกำลังฟื้นฟู หนี้สินก็มาก ยังจะไปฝึกงานดูงานต่างประเทศกันอีก ทำไมไม่ประหยัดงบประมาณชาติ เป้าหมายการไปฝึกงานดูงานก็ไม่มี เลื่อนลอยไร้สาระ เหมือนเอาเงินหลวงไปเที่ยวเมืองนอกกันมากกว่า... คิดแล้วก็บอกตัวเองว่า... ไม่เอาล่ะ ไม่สมัครหรอก

ยิ่งใกล้วันมักมีเพื่อนร่วมงานบ้าง น้องๆ พี่ๆ บ้าง เข้ามาถามว่า ... ส่งหรือเปล่า? เขียนหรือยัง? ผู้เขียนก็ตอบว่ายังไม่ได้เขียนเลย ยังไม่ว่าง ความจริงนั้นเพราะไม่มี “แรงบันดาลใจ” ทั้งที่ได้ยินมาว่าประเทศที่จะไปดูงานฝึกงานนั้นเป็นประเทศอังกฤษ ซึ่งผู้เขียนเคยไป Back pack้ เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว คิดไปคิดมาก็น่าไปเหมือนกัน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้เขียนใบสมัครเสียที

ในวันที่ 30 มกราคม 2558 วันสุดท้ายของการทำงาน ผู้เขียนก็เข้าไปที่ทำงานนั่งเก็บงานเล็กๆน้อยๆ มีเพื่อนร่วมงานแวะมาทักทายที่โต๊ะทำงาน และถามเรื่องการส่งใบสมัครนี้อีกครั้ง เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการรับใบสมัคร เพื่อนบอกว่าน่าจะเขียนส่งนะ เธอเขียนเก่งนี่ ไหนปู่ (อ.ถวัลย์ มาศจรัส อดีตหัวหน้างานของผู้เขียน) บอกว่าเธอสอบชิงทุนอะไร ไม่ค่อยพลาด ได้ทุกทีนี่... หรือว่าครั้งนี้กลัวพลาดล่ะ ดูเหมือนผู้ใหญ่เขาจะมี “ตัว” ที่อยากให้ไปอยู่แล้วนะ..ฯลฯ คราวนี้ผู้เขียนไม่เห็นด้วย ถ้ามีตัวที่จะให้ไปอยู่แล้ว เขาจะมาประกาศให้คนส่งใบสมัครทำไมกัน ชี้ ๆ เลือก ๆ ตัวให้ไปก็ได้ ผู้ใหญ่มีอำนาจที่จะทำเช่นนั้นอยู่แล้ว จะอ้างความเหมาะสมอะไรก็ได้ทั้งนั้นล่ะ ส่วนเรื่อง “กลัวพลาด” ที่เพื่อนว่านั้น ขอบอกเลยว่าหากตั้งใจทำอะไร ไม่ว่าการสอบชิงทุน ส่งประกวด ถ้าทำ จะทำเต็มที่ ไม่เคยกลัวพลาด เพราะพลาดมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว...ฮาๆๆๆๆ ☺

เหลือเวลาอีกกว่า 2 ชั่วโมงก่อนจะหมดเวลารับใบสมัคร... เอาล่ะ ลองเขียนเสียหน่อย แต่คราวนี้ไม่ได้เขียนเพื่อให้ได้ไป แต่เขียนเพราะตั้งใจจะกระทุ้ง “ผู้ใหญ่” ว่า การดูงานฝึกอบรม นี่ควรให้คุ้มค่า มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ใช่แค่ไป “ใช้” เงินหลวงเท่านั้น แน่ล่ะ การเขียนใบสมัคร การแสดงวิสัยทัศน์นี่ต้อง “ตีโจทย์” และตอบให้ตรงโจทย์ แต่ครั้งนี้ผู้เขียนบอกตัวเองว่าจะเขียนด้วย “อารมณ์” ล้วนๆ ก็ไม่คาดหวังว่าจะได้ไปอยู่แล้ว เขียนได้ตามใจเลย...☺

ผู้เขียนนำบางส่วนของใบสมัครมาให้อ่าน ขออนุญาตสงวนข้อความบางส่วนไว้เพื่อความปลอดภัยในชีวิตราชการนะคะ ☺

..........................

ดิฉันเข้ามาทำงานที่......ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 ในสมัยที่ ดร.รุ่ง แก้วแดง ... และเป็นช่วงที่สำนักงานฯ กำลังเร่งทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตอนนั้นบอกกับตัวเองทุกวันว่า “สนุกจัง อยากมาที่ทำงาน เพราะมีเรื่องใหม่ ๆ ให้ได้เรียนรู้ทุกวัน” ดิฉันเป็นคนรักการเรียนรู้ เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่ เรียนช้า ทำงานช้า เข้าใจยาก ต้วมเตี้ยม ไม่ค่อยทันคน “การเรียนรู้” จึงเป็นแรงผลักดันหลักในชีวิตเสมอมา ไม่ว่าจะในการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน

ดิฉันเคยได้ยินท่านผู้รู้กล่าวไว้ว่า “คนโง่ หากรู้ตัวว่าโง่แล้วหมั่นแสวงหาความรู้ ก็มีหวังว่าจะหายโง่ได้ในวันหนึ่ง” และดิฉันก็เชื่อมั่นเช่นนั้น

ดิฉันเป็นนักวิชาการศึกษา อยู่ในกลุ่ม........ซึ่งมีภารกิจโดยย่อ คือ ........ ซึ่งภารกิจดังกล่าวนี้สอดคล้องและสนับสนุนวิสัยทัศน์และพันธกิจของสำนักงาน...ทั้งทางตรงและทางอ้อม

วิสัยทัศน์ในการทำงานของดิฉันคือ การทำงานตามภารกิจของกลุ่ม ฯ และสำนัก......... ซึ่งสนับสนุนวิสัยทัศน์และพันธกิจของสำนักงาน.... โดยสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งในการเป็นนักวิชาการศึกษาด้วยกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต “นักวิชาการศึกษา” จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติพื้นฐานคือ มีความรักและสนใจใฝ่รู้ในเรื่องการศึกษา ทางพุทธศาสนาคือธรรมะในข้อ “ฉันทะ” เป็นธรรมข้อแรกในอิทธิบาทสี่ ซึ่งเป็นธรรมะที่เป็นพื้นฐานแห่งความสำเร็จในกิจการทั้งปวง ผู้ที่มีความสนใจใฝ่รู้ในสิ่งที่ทำและในงานที่รับผิดชอบ ย่อมทำงานได้เต็มศักยภาพและมีประสิทธิภาพ

ดิฉันเชื่อว่า “การเรียนรู้” ถือเป็นหัวใจหลักของการทำงานให้มีประสิทธิภาพและสำเร็จลุล่วง โดยการเรียนรู้นั้นต้องถูกต้องตรงธรรม มีพื้นฐานที่อิงอยู่บนหลัก 3 ประการ คือ หลักการขององค์กร หลักคิดที่ถูกต้อง และหลักวิชาการ

ตามหลักการการเรียนรู้ การเรียนรู้แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ การเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ของตนเอง และการเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น การศึกษาดูงานทั้งในประเทศและต่างประเทศนับเป็นวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นที่ชาญฉลาด เพราะเป็นการเรียนรู้จากบทเรียนจากประสบการณ์ ซึ่งผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้ว และจะยิ่งดีและเกิดประโยชน์ไปกว่านั้น หากได้นำประสบการณ์ของคนอื่น มาเปรียบเทียบกับประสบการณ์ของตนเองแล้วสรุปเป็น “สารัตถะ”และนำมาเป็นข้อมูลปรับปรุง ประยุกต์ และพัฒนาตนเอง เพื่อให้ตนเองทำงานได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม อันจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาองค์กรตามวิสัยทัศน์และพันธกิจของในภาพรวม.

.........................


หลังส่งใบสมัคร มีการสัมภาษณ์โดยผู้บริหารสูงสุดขององค์กร 3 ท่าน ในวันที่ 7 มค.59

ช่วงที่สัมภาษณ์ถามแค่คำถามเดียวว่าหากได้ไป... จะนำมาพัฒนางานอย่างไร ผู้เขียนก็ตอบไปตามที่เขียนไว้และที่คิดว่า ไม่สามารถบอกได้เพราะไม่ทราบว่าจะไปดูงานเรื่องอะไร หน่วยงานไหน การฝึกอบรมที่ไม่มีเป้าหมายชัดเจนทำให้ผู้เขียนตอบไม่ได้ว่าจะพัฒนาอย่างไร แต่ก็มีความเชื่อส่วนตัวเรื่อง “การเรียนรู้” ว่าคนเราควรเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องพัฒนาตนเอง แค่หยุดนิ่งกับที่ ก็เท่ากับถอยหลังแล้ว เพราะโลกหมุนเปลี่ยนไปทุกวินาที...ฯลฯ เดินออกจากห้องสัมภาษณ์แบบขำๆ ว่า จะโดน “หมายหัว” ไหมนะ ไปเขียนและพูดค่อนแคะผู้ใหญ่อย่างนั้น แต่เอาเถอะก็ทำไปแล้วนี่...ฮาๆๆๆ น้อมใจยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นก็แล้วกัน...

ประกาศผลให้วันต่อมาคือ 8 มค.59 ผู้เขียนเป็นหนึ่งในผู้ได้รับเลือกให้ไปฝึกอบรมดูงาน...เฮ้อ...ไม่รู้จะว่าไงดี ก็คนมันจะได้ไปน่ะนะ ดีใจก็ดีใจ แต่ก็หนักใจด้วย เพราะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ไปนี่... แต่เมื่อได้ไปแล้ว ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ให้คุ้มค่าเงินหลวง ต้องให้ได้ประโยชน์เต็มที่ ส่วนเรื่องอื่นๆ ค่อยว่ากันอีกที...☺

โทรไปเล่าให้อดีตหัวหน้างานผู้สอนสั่งและปลูกฝังความรู้และทักษะการเขียนให้แก่ผู้เขียน...

ท่านหัวเราะหึหึ มาตามสาย ตอบว่า เออ...ดีแล้ว ก็ปู่ (สมญานามของท่าน) บอกเอ็งแล้ว ถ้าไอ้...(ชื่อเล่นผู้เขียน) สอบชิงทุนกับใคร ไม่มีพลาด...

ผู้เขียนอมยิ้ม ร้องสาธุอยู่ในใจ เหมือนเป็นความเชื่อเกี่ยวกับผู้เขียนที่บันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกของท่าน คิดไปคิดมา ความเชื่อมั่นของปู่นี่ ส่งผลมาให้ผู้เขียนได้จริง ๆ ด้วยสิ...☺

ที่ได้คิดอีกประการหนึ่งคือ...

จิตที่ตั้งมั่น ไม่โลภอยากได้อยากมีอยากเป็น แต่มุ่งที่ประโยชน์ขององค์กร ชาติบ้านเมือง ทำให้คนเรามั่นใจและสง่างามมีศักดิ์ศรี อะไรที่ควรได้ควรมีควรเป็น...ก็ได้มาเอง ไม่ต้องวิ่งเต้นวุ่นวายใจ...☺

หมายเลขบันทึก: 599866เขียนเมื่อ 23 มกราคม 2016 14:07 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 มกราคม 2016 14:12 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (7)

เมื่อไม่คาดหวัง...ก็ไม่มีสิ่งที่ต้องเสีย

เมื่อไม่มีสิ่งที่ต้องเสีย...ก็ทำตามจริตของตัวเอง

..

เป็นเช่นไร ก็แสดงออกเช่นนั้น

ชื่นชมคุณ..คนไม่มีรากมากนะครับ


ขอบคุณคุณแสงแห่งความดีที่แวะมาอ่านและให้กำลังใจเยี่ยงกัลยาณมิตรที่ดีเสมอค่ะ

คุยกับเพื่อนและพี่บางคนว่าเขียนแบบนี้ ส่วนใหญ่หัวเราะ บอกว่าหาเรื่อง ไปค่อนแคะเขาทำไม เขามีอำนาจ มีเหตุผลที่เหมาะสมเสมอล่ะ แต่พี่ท่านหนึ่งบอกว่า ผู้ใหญ่เขาใช้กลยุทธ์ดึงศัตรูเข้ามาเป็นพันธมิตร เป็นทฤษฎีการบริหารคน คนไหนดื่้อหัวแข็งนัก ก็ปูนบำเหน็จให้ตามจริต จากนั้นก็ดึงมาใช้งานค่ะ

มาเป็นกำลังใจ..เจ้าค่ะ..(ขอแสดงความยินดีกับความไม่คาดหวังและผลลัพธ์..)...

มีแกงเขียวหวานกุ้งตำน้ำพริกเองมาฝากเจ้าค่ะ.....

ขอแสดงความยินดีด้วยครับ

คิดถึงอาจารย์ปู่เลย

5555

ขอบคุณคุณยายธีค่ะ

แกงน่าทานมากค่ะ :)

สวัสดีค่ะอ.ขจิต

จะได้เจอ ปู่ ค่ะ แล้วจะนำความระลึกถึงส่งให้ ปู่นะคะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี