(1)
ถ้าจำไม่ผิด ปี พ.ศ.2545 คือปีที่ผมขับเคลื่อนโครงการ “มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน” ที่บ้านหนองแข้ ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
ย้อนกลับไป – ปี พ.ศ.2539 มมส (ม.มหาสารคาม) เริ่มก่อสร้างอาคารต่างๆ ที่ชุมชนขามเรียงบนพื้นที่ป่าชุมชนในชื่อ “โคกหนองไผ่” จวบจนปี พ.ศ.2542 จึงเปิดทำการเรียนการสอนอย่างเป็นทาง และเริ่มทยอยย้ายระบบทั้งปวงมาที่ “ขามเรียง”
ปี พ.ศ.2545 เป็นปีที่ “ทบวงมหาวิทยาลัย” มีนโยบายให้มหาวิทยาลัยได้ทำโครงการสร้าง “ลานกีฬา” ในชุมชนเพื่อการต่อต้านยาเสพติด เพียงแต่เป็นความเร่งด่วนอย่างที่สุด เพราะไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงปิดเทอม แต่ต้องดำเนินการในช่วงระหว่างเรียน ---
เอาตามตรงเลยนะ ... พอไม่ใช่การงานที่อยู่ในช่วงปิดเทอม จึงไม่มีองค์กร หรือชมรมใดสนใจที่จะทำงานนี้ ยิ่งพอผมเชื้อเชิญว่า “อยากให้ทำในพื้นที่ขามเรียง” ยิ่งแล้วใหญ่
คำว่ายิ่งแล้วใหญ่ไม่ได้เจาะจงแต่เฉพาะว่ายังอยู่ในช่วงปิดเทอมเท่านั้น ทว่าหมายถึง ไม่ดึงดูดใจเพราะอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยเอามากๆ แถมไม่มีวิวทิวทัศน์ให้ผ่อนพักสายตาและหัวใจ รวมถึงระยะเวลาอันเร่งรีบก็ชวนอึดอัดใจกับการทำค่าย
ผมบอกกล่าวเล่าความกับนิสิตชัดเจนเลยนะว่านี่คือ “ความท้าทายใหม่ในวิถีค่ายอาสา” เช่น จัดค่ายในระหว่างที่ยังไม่ปิดเทอม จัดค่ายในแบบเสาร์-อาทิตย์ จัดค่ายบนฐานชุมชนรอบมหาวิทยาลัย และจัดค่ายในแบบสหกิจกรรม (บูรณาการรูปแบบ)
จนแล้วจนรอด ประหนึ่งว่ามีเพียงชมรมอาสาพัฒนาเท่านั้นที่หยัดยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับแนวคิดที่ผมว่า –
(2)
ปี พ.ศ.2545 ผมลงทุนเดินเท้าเข้าหา อบต.ขามเรียง เพื่อถามทักถึงพื้นที่ที่ขาดแคลนลานกีฬา
อบต.ชี้เป้าว่า “บ้านหนองแข้” คือ “หมุดหมาย” เพราะเยาวชนเล่นกีฬาบน “ท้องนา” ฝุ่นตลบอบอวลแทบทุกเย็น
ใช่ครับ-เยาวชนไม่สะดวกที่จะไปเล่นกีฬาที่โรงเรียนบ้านมะกอกฯ เนื่องจากสนามกีฬาในโรงเรียนฯ รองรับกลุ่มเป้าหมาย “บ้านมะกอก” ชัดเจนอยู่แล้ว
ใช่ครับ-ผมใช้เวลาร่วมสัปดาห์แฝงกายลงชุมชนแอบสังเกตการณ์การเล่นกีฬาของเยาวชนบ้านหนองแข้อย่างเงียบๆ
ใช่ครับ-เยาวชนบ้านนี้เล่นกีฬาบน “ผืนนา-ท้องทุ่ง” กันจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่ลังเลที่จะเลือกพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของการทำค่ายบริการสังคม –
เบื้องต้นผมลงพื้นที่ด้วยตนเอง พบปะพูดคุยชาวบ้านในบ้านหนองแข้ โสเหล่ถึงแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ อธิบายเงื่อนไขข้อจำกัดของการงานที่นิสิตจะไม่สามารถมาฝังตัวต่อเนื่องได้หลายวัน
เอาง่ายๆ เลยก็คือ ต้องอาศัยพลังชุมชนเป็นเจ้าภาพหลักพานิสิตทำงานนี้นั่นเอง
ถัดจากนั้น ก็พานิสิตมาประชุมกับชาวบ้าน โสเหล่หลายเรื่อง เช่น ยุทธศาสตร์การสร้างลานอเนกประสงค์ว่าจะดำเนินการได้ “ที่ใด” หรือ “หนแห่งใด”
เอาตามจริงๆ เลยนะ ที่ตรงนั้นเป็นหนองน้ำ -
ผมถามชัดกระทั่งแผนพัฒนาท้องถิ่น ด้วยเกรงว่าจะกระทบต่อการพัฒนาพื้นที่ของชาวบ้านในระยะยาว รวมถึงการไม่ประสงค์ที่จะทำงานแบบไร้ยุทธศาสตร์ ประมาณว่า “เอาไว้ก่อน-ใช้ไม่ใช้ค่อยว่ากัน” หรือเอาไว้ก่อน พอมีของใหม่ก็ค่อยรื้อทิ้ง
ใช่ครับ-ชาวบ้านยืนยันชัดเจนว่าอยากได้ลานกีฬาอเนกประสงค์ตรงนั้น
ตรงนั้น หมายถึง ตรงหนองน้ำนั่นแหละ เพราะชาวบ้านกำลังจะถมพื้นที่ตรงนั้นเพื่อประโยชน์อื่นๆ ติดขัดแค่ “มีแค่งบถม ..ไม่มีงบทำอะไรต่อ”
แค่นั้นซะที่ไหน ผมยังดื้อถามต่อไปว่า "วางแผนการพัฒนาพื้นที่อย่างไร"
– ชาวบ้านบอก “บ่ฮู้”
เดือดร้อนผมต้องกลับไปที่ “อบต” อีกหน และ อบต ก็ตอบว่า “บ่ฮู้ บ่ทันมีแผน แล้วแต่ไทบ้าน" และ "ฮู้แต่ว่าไทบบ้านอยากถมหนอง..แต่บ่มีงบ”
ที่สุดแล้ว เราและเราจึงสรุปขับเคลื่อนงานกันตรงนั้น
มมส (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) รับเป็นเจ้าภาพเรื่องงบประมาณ ส่วนกรณีชุมชน ผมให้ชุมชนตัดสินใจเองว่าจะมีส่วนร่วมอย่างไร
(3)
โครงการ มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน เริ่มต้นครั้งแรกที่ชุมชนขามเรียงในปี พ.ศ.2545 เป็นการสร้างลานกีฬาอเนกประสงค์ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อใช้ลานกีฬาเป็นเครื่องมือในการต่อต้านยาเสพติด –
ผมเองพยายามไม่ยัดเยียดในสิ่งที่อยากจะทำ หรือต้องทำตามเงื่อนไขเชิงนโยบายเสียทั้งหมด แต่พยายามสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อตัดสินใจร่วมกัน รวมถึงการเชื้อเชิญองค์กรนิสิตมาร่วมท้าทายกับระบบและกลไกกิจกรรมใหม่ๆ บนชุมชนขามเรียง
สารภาพเลยนะว่าช่วงนั้น ผมไม่รู้หรอกว่าอะไรคือ “การมีส่วนร่วม” อะไร คือ “การจัดการความรู้”
ผมรู้แต่เพียงว่า ผมอยากทำกิจกรรมค่ายอาสา หรือกิจกรรมนอกหลักสูตร-นอกชั้นเรียนในชุมชนขามเรียงอันเป็นฐานที่มั่นใหม่ของ “มมส”
ผมแค่ปรารถนาเชื่อมความสัมพันธ์กับชุมชนในฐานะ “คนมาใหม่” ในฐานะของ "คนมาไกล" ที่อยากฝากผีฝากไข้ หรือ "ฝากตัวเป็นลูกเป็นหลาน" กับชุมชน
รวมถึงการท้ายทายกับผู้นำนิสิตสู่การคิดใหม่และทำใหม่ในเรื่องของการจัดกิจกรรมบริการสังคมบนฐานความเป็นชุมขนขามเรียง มิใช่ตั้งหน้าตั้งตาแห่แหนกันไปต่างจังหวัดและต่างพื้นที่จนละเลยที่จะ “ตอบแทนชุมชนขามเรียง” ผู้ซึ่งเสียสละเปิดพื้นที่ให้ “มมส” ได้เติบโต
(4)
ผมใช้เวลาปีเศษหลังค่าย มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชนเสร็จสิ้นลง –
คำว่า "ใช้เวลา" หมายถึง เฝ้าสังเกตการณ์ว่าชาวบ้าน หรือชุมขนใช้ประโยชน์จากลานกีฬาอเนกประสงค์แค่ไหน เช่น ใช้จริงมั๊ย ดูแลรักษาอย่างไร บริหารจัดการกันอย่างไร หรือ “แค่เอาอะไรมาให้ก็เอาไว้ก่อน”
จากการแฝงตัวสังเกตการณ์ข้ามปี ชาวบ้านใช้ประโยชน์จากลานกีฬาอเนกประสงค์กันจริงๆ
ตกเย็นเล่นกีฬากันอย่างสนุก กระทั่งในบางฤดูกาลยังใช้ในการจุดบั้งไฟ –ตากข้าวเปลือก ....
การใช้จริงเช่นนั้น ทำให้ผมไม่ลังเลที่จะชวนนิสิต/องค์กรนิสิตออกไปหนุนเสริมต่อเนื่องอีกครั้งในปี พ.ศ.2547
ใช่ครับ-เป็นการหนุนเสริมในชื่อเดิม คือ “มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน” เพียงแต่บูรณาการรูปแบบหลากหลายขึ้น ซึ่งตอนนั้นที่ฮิตสุดก็คือ “สหกิจกรรม” ยังไม่ค่อยคุ้นวลี “บูรณาการ” สักเท่าไหร่
ค่ายครั้งนี้-ผมรวมองค์กรนิสิตหลากกลุ่มเข้าไปดำเนินการร่มกัน เช่น พรรคชาวดิน พรรคพลังสังคม ชมรมส่งเสริมสุขภาพ ชมรมอีสานใต้ศึกษา
ใช่ครับ-ไม่ใช่แค่ สหกิจกรรม แต่หมายถึง สหทีมไปในตัว
และถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนจะช่วยนิสิตในสาขาการกีฬาไปช่วยด้วยเหมือนกัน
(5)
การงานในครั้งนี้ ไม่ได้จ่อมจมอยู่แค่การขยายพื้นที่ในการสร้างลานกีฬาอเนกประสงค์เท่านั้น หากแต่มีกิจกรรมอื่นๆ หนุนเสริมเข้าสู่การขับเคลื่อนเช่น กิจกรรมการสอนเสริมทักษะว่าด้วยนาฏศิลป์พื้นบ้านแก่เด็กและเยาวชนในชุมชน กิจกรรมว่าด้วยเรื่องยาเสพติด กิจกรรมว่าด้วยเรื่องการให้ความรู้และบริการตรวจสุขภาพ กิจกรรมว่าด้วยการออกกำลังกาย ฯลฯ
แน่นอนครับ-ยุคนั้นผมยังไม่มีความรู้หรอกว่าอะไรคือคำว่า “การมีส่วนร่วม”
แต่ที่แน่ๆ ผมชัดเจนว่า กิจกรรมนอกหลักสูตรมันต้องบูรณาการให้ได้มากที่สุด มิใช่ “แยกส่วน” หรือ “ดิ่งโด่ง” ไปเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่มีการหนุนเสริมเรื่องอื่นๆ เข้าไปเรียนรู้ร่วมกัน
ค่ายครั้งนี้-มีการทำงานร่วมกับชุมชนในมิติเรียนรู้คู่บริการอย่างเด่นชัด (ตอนนั้นก็ไม่รู้อีกแหละว่าอะไรคือเรียนรู้คู่บริการ)
ใช่ครับ-เรียนรู้คู่บริการในภาวะที่ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร
แต่ผมก็ให้นิสิต “นอนพัก” อยู่กับ “ชาวบ้าน” ในแบบ “ลูกฮัก”
เพราะเชื่อว่านั่นคือกระบวนการของการเรียนรู้อย่างฝังตัว และก่อนเริ่มงานก็ย้ำเน้นให้ชาวบ้านพานิสิตไปกราบไหว้ต่อ “หลักบ้าน” หรือกระทั่ง “ดอนปู่ตา” รวมถึงมีการปฐมนิเทศก่อนงาน และก่อนลงงานจริงๆ ก็มีการประชุมร่วมระหว่างนิสิตกับชาวบ้านอย่างชัดเจน
ใช่ครับ-ยุคนั้นมันยังไม่มีอะไรที่เป็นวิชาการในหัวสมอง รู้แต่เพียงว่า “ควรต้องทำ”
และครั้งนี้เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างนิสิตกับชุมชนอย่างเด่นชัด ไม่ได้ไปๆ กลับๆ เหมือนปี 2545 –
(6)
ที่สุดแล้ว การงานก็ผ่านพ้นไปได้
มีปัญหามากมายให้ถอดรหัสในแต่ละวัน
ในความสำเร็จมีความล้มเหลวอย่างมากมายก่ายกอง
การทดลองโมเดล “สหกิจรรม” และ “สหทีม” ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคนั้น
แต่ก็ดีใจที่ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ – (และปรากฏเป็นรูปธรรมจวบจนบัดนี้)
และดีใจว่า “มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน” ที่เกิดขึ้นครั้งแรกที่บ้านหนองแข้นั้น คือปฐมบทอย่างเป็นทางการของการจัดกิจกรรมเรียนรู้ระหว่างนิสิตกับชุมชนขามเรียง
เพราะกว่าจะหวนมาขับเคลื่อนในชื่อเดิมอีกครั้งก็โน่นเลย ปีพ.ศ.2550 ที่บ้านดอนนา ปีพ.ศ.2552 ที่บ้านดอนหน่อง
และปี พ.ศ.2553 ก็ขับเคลื่อนร่วมกับทุกคณะในพื้นที่เทศบาลตำบลขามเรียง และเทศบาลตำบลท่าขอนยางในชื่อ “1 คณะ 1 หมู่บ้าน”
จากนั้นจึงต่อยอดเป็น 1 ชมรม 1 ชุมชนในปี พ.ศ.2555 ซึ่งพื้นที่กระจัดกระจายไปตามความต้องการขององค์กรนิสิต
(7)
ใช่ครับ-ไม่มีอะไรมากมายเป็นพิเศษ ผมเพียงแค่จัดการความรู้และจัดระบบระเบียบความทรงจำกับตัวเองเฉยๆ
และทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวไว้เป็นฐานข้อมูลเล็กๆ ว่าด้วยการจัดการเรียนรู้ระหว่างนิสิตกับชุมชน
กระทั่งการบันทึกว่าด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้รับใช้สังคมผ่านเวทีกิจกรรมนอกหลักสูตร-นอกชั้นเรียนเฉยๆ
ใช่ครับ-เดินทางไกลแค่ไหน ย่อมไม่ควรลืมระยะเริ่มต้น !
หมายเหตุ : ข้อมูล ภาพถ่าย โดย สุริยะ สอนสุระ













เป็นการสรุปหมุดหมายและเป็นเหมือนบันทึกตำนานการเกิดกิจกรรมได้อย่างละเอียดของ มมส ได้เลย
ทึ่งมากๆครับ
ขอบคุณครับ