โครงการพัฒนาสุขภาพชุมชน : ว่าด้วยวัคซีนสัตว์เลี้ยง (คณะสัตวแพทยศาสตร์)

ก่อนลงมือทำกิจกรรม ทั้งอาจารย์และนิสิต มีการออกแบบกิจกรรมร่วมกัน เริ่มตั้งแต่แบ่งออกเป็นสี่กลุ่มเพื่อกระจายไปตามหมู่บ้านทั้ง 4 หมู่บ้าน ในแต่ละกลุ่มจะคละนิสิตที่มีความรู้และประสบการณ์ให้สมดุลกันให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ระบบการเรียนรู้คู่บริการเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล มิใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอัดแน่นไปด้วยคนเก่งๆ หรือเก่งสุดๆ แต่อีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในสถานะงูๆ ปลาๆ ทำประหนึ่งชุมชนเป็นเสมือน “หนูทดลอง”

เช้าวันที่ 19 ธันวาคม 2558 ภายหลังการตระเตรียมงานดึกดื่น นิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยังคงตื่นเช้า เพราะมีภารกิจ “เรียนรู้คู่บริการ” เนื่องในโครงการพัฒนาสุขภาพชุมชน บ้านปอแดง ต.นาดี อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์






เช้ารุ่งแห่งการงาน : ท่องทะยานฉีดวัคซีนโคแบบมีหมุดหมาย


ราวตีห้าเศษ- ก่อนพระอาทิตย์ฉีกยิ้มขานรับเช้าใหม่ นิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ ชิงออกตัวยันกายลุกจากที่นอนพาเหรดเข้าชุมชน เพื่อให้บริการเรื่อง "ระบบสุขภาพสัตว์เลี้ยง" แก่ชาวบ้าน

- เช้ารุ่งของวันนี้ เป้าหมายหลักอยู่ที่สัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ของบ้านปอแดง นั่นก็คือ “วัว” หรือ “โคเนื้อ”

การบริการชุมชนในมิติ “เรียนรูคู่บริการ” ครานี้ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญๆ เช่น

  • ฉีดวัคซีนเพื่อถ่ายพยาธิ
  • เก็บตัวอย่างเลือดมาตรวจพยาธิ
  • ให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพโค
  • “โรคติดต่อ” จาก “โคสู่คน” และจาก “คนสู่โค”
  • พบปะพูดคุยกับชาวบ้านเกี่ยวกับวิถีชีวิต
  • แลกเปลี่ยนเรื่องแนวคิดและภูมิปัญญาการเลี้ยงโคของชาวบ้าน




เป็นที่น่าสังเกตว่า การท่องทะยานออกสู่หมู่บ้าน ไม่ใช่สุ่มไปอย่างไร้ทิศทาง ไม่ใช่การดุ่มเดินสะเปะสะปะ ทว่ามีหมุดหมายของการไปเรียนรู้คู่บริการอย่างเด่นชัด เพราะนี่คือผลพวงการศึกษาชุมชนและวินิจฉัยชุมชนในแบบ A-I-C ซึ่งนิสิตและอาจารย์มีข้อมูลอยู่แล้วว่า "ครัวเรือนใดเลี้ยงโคอยู่แล้ว" อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าให้ชุมชนรับรู้อย่างถ้วนทั่วแล้วว่า “วันนี้...เป็นวันที่นิสิตและอาจารย์จะมาฉีดวัคซีนวัว”

ว่าไปแล้ว-กระบวนการที่ว่านี้ฉายให้เห็นภาพการทำงานที่เชื่อมโยงข้อมูลขั้นการสำรวจมาสู่การวิเคราะห์และออกแบบกิจกรรมอย่างจริงจัง เป็นการทำงานบนฐานข้อมูล มิใช่เหม่อลอยฟุ้งฝัน

กระบวนการเช่นนี้ช่วยผ่อนแรงและประหยัดเวลาไปได้อย่างมากมาย อย่างน้อยชาวบ้านในแต่ละครัวเรือนก็ตั้งหน้าตั้งตารอเป็นระยะๆ แถมยังเตรียมซักถามและหารือเกี่ยวกับประเด็นที่ชาวบ้านสนใจ เพื่อคลี่คลายและสร้างองค์ความรู้ร่วมกับอาจารย์และนิสิต







ตกสาย : ท่องทะยานฉีดวัคซีนสุนัข-แมว

เมื่อเสร็จสิ้นการเรียนรู้คู่บริการระบบสุขภาพโคก็ถึงวาระของสัตว์แสนรู้คู่ชีวิตชาวบ้าน นั่นก็คือ “สุนัขและแมว”

ใช่ครับ-กระบวนการท่องทะยานเข้าชุมชนยังคงขับเคลื่อนในทำนองเดียวกับกิจกรรมในรุ่งเช้า กล่าวคือ ไม่ใช่การสุ่มเดินตีฆ้องร้องเชิญให้ชาวบ้านนำสุนัขและแมวออกมาฉีดวัคซีนเหมือนรถเร่ขายของที่วิ่งเข้าๆ ออกๆ ตามหมู่บ้าน แต่หมายถึงการเดินทางไปยังครัวเรือนบนฐานข้อมูลที่สำรวจและจัดกระทำขึ้น นอกจากนั้นก็มีบ้างที่เชิญชวนจาก “หน้างาน” ซึ่งเป็นกลุ่มตกสำรวจ



เท่าที่สังเกต เห็นได้ชัดถึงสุขภาพจิตของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว ส่วนใหญ่ดูเชื่องและเป็นมิตร


พฤติกรรมเช่นนี้คงพอสื่อสารได้บ้างกระมังถึงการให้ความสำคัญ หรือการ “เอาใจใส่” ของคนที่มีต่อสุนัขและแมว ซึ่งขณะหนึ่งก็เชื่อมโยงให้เห็นภาพอันเป็นอุปนิสัยใจคอ หรือสายสัมพันธ์ของผู้เลี้ยงกับผู้ถูกเลี้ยงไปในตัวด้วยเช่นกัน

รวมถึงสภาพการณ์จริงของแต่ละวันที่นิสิตสามารถวิเคราะห์ได้เลยว่า... สัตว์เลี้ยงในแต่ละครัวเรือนมีคุณภาพชีวิตของมันเองในระดับใด รวมถึงการรับรู้ว่าหาก "เจ้าของ" ไม่อยู่บ้าน ทั้งการไปประกอบอาชีพ หรือไปธุระนอกบ้าน บรรดาสัตว์เลี้ยงเหล่านี้จะถูกบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งมีทั้งการล่าม การขังกรง ปล่อยไว้ในบ้านแล้วปิดประตูรั้วกั้นอาณาเขตไว้ภายในบ้าน หรือกระทั่งปล่อยไว้อย่างเสรี ฯลฯ






เย็นย่ำค่ำมืด : ฉีดวัคซีนไก่

ตกเย็น-เป็นอีกครั้งที่นิสิตต้องท่องทะยานไปตามครัวเรือนต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ฉีดวัคซีนไก่ รวมถึงการหยอดยา (หยอดตา) ให้กับไก่ของชาวบ้าน ซึ่งมีทั้งไก่พันธุ์ไข่และไก่พันธุ์พื้นบ้าน

กิจกรรมในเย็นย่ำดูคึกคักและมีชีวิตชีวาไม่แพ้กิจกรรมในแรกเช้าและรุ่งสาย ทว่ากลุ่มนิสิตที่ร่วมท่องทะยานไปนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แต่นิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์เท่านั้น ครั้งนี้มีนิสิตจากคณะวิทยาการสารสนเทศและคณะแพทยศาสตร์ร่วมสัญจรไปเรียนรู้ด้วย
-




โดยส่วนตัวแล้วผมชอบรูปแบบตอนเย็นนี้มาก ผู้คนอยู่ประจำครัวเรือนเยอะกว่าตอนสายๆ ทำให้ได้พบปะพูดคุยหลากหลายมากขึ้น และที่สำคัญคือการเปิดโอกาสให้ “เพื่อนต่างคณะ” ได้เรียนรู้ร่วมกัน ดังจะเห็นได้จากหลายต่อหลายครั้งนิสิตจากคณะแพทยศาสตร์และนิสิตจากคณะวิทยาการสารสนเทศ ไม่เพียงวิ่งไล่จับไก่เท่านั้น แต่ยังมีโอกาสได้ลงมือ “หยอดยา” หรือ “หยอดตาไก่” ด้วยอีกต่างหาก โดยมีอาจารย์และนิสิตในสังกัดคณะสัตวแพทยศาสตร์ทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” อยู่ใกล้ๆ

ครับ-นี่คือการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เป็นการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ เรียนรู้กระทั่ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ในการจับไก่ มิใช่ไล่จับไล่ฟัด ไล่ตะครุบเอาฮาเอาสนุก จนไก่ที่เคยเชื่องๆ ตื่นตะหนกขวัญกระเจิงกลายเป็นไก่ดื้อไปเฉยเลย !






ผู้เรียนและชุมชนคือศูนย์กลาง : เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ


โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่ากิจกรรมของนิสิตคณะสัตวแพทย์ศาสตร์มีกลิ่นอายการจัดการศึกษาในมิติการเรียนรู้คู่บริการ หรือการศึกษาเพื่อรับใช้สังคมอย่างเด่นชัด รวมถึงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนและชุมชนเป็นศูนย์กลาง ผสมผสานกับการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม เพื่อก่อให้เกิด “ทักษะ” หรือ “ปัญญาปฏิบัติ”

มิหนำซ้ำยังเป็นการเรียนรู้ที่เน้นความเป็นทีม มากกว่าการเรียนรู้ในระบบปัจเจกบุคคล





เท่าที่ผมสังเกตอย่าใกล้ชิด ในทุกกิจกรรมจะมีอาจารย์ทำหน้าที่เป็น “พี้เลี้ยง” หรือกระทั่ง “กระบวนกร” คอยหนุนเสริมนิสิตอยู่ใกล้ๆ หรือใกล้ชิดเลยก็ว่าได้ หลายครั้งนิสิตไม่ชัดเจนก็หันกลับมาซักถามอาจารย์ ขณะที่ในบางประเด็นที่อาจารย์คิดว่านิสิต “มองข้าม” ก็ช่วยกระตุกกระตุ้นให้นิสิตได้หันกลับมา “เบิ่งมอง-เรียนรู้"

เช่นเดียวกับก่อนลงมือทำกิจกรรม ทั้งอาจารย์และนิสิต มีการออกแบบกิจกรรมร่วมกัน เริ่มตั้งแต่แบ่งออกเป็นสี่กลุ่มเพื่อกระจายไปตามหมู่บ้านทั้ง 4 หมู่บ้าน ในแต่ละกลุ่มจะคละนิสิตที่มีความรู้และประสบการณ์ให้สมดุลกันให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ระบบการเรียนรู้คู่บริการเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล มิใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอัดแน่นไปด้วยคนเก่งๆ หรือเก่งสุดๆ แต่อีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในสถานะงูๆ ปลาๆ ทำประหนึ่งชุมชนเป็นเสมือน “หนูทดลอง”

นอกจากนี้ยังเห็นได้ชัดว่ามีระบบการผ่องถ่ายหน้าที่ไปยังสมาชิกที่เป็นรูปธรรม มีคนทำหน้าที่เข็นรถ บ้างทำหน้าที่เตรียมยา บ้างรับหน้าที่ฉีดยาหยอดยา มีโฆษกเดินเท้า มีคนจดบันทึกข้อมูลข้อมูล มีคนทำหน้าที่ประเมินความพึงพอใจ รวมถึงการให้คำแนะนำอื่นๆ ผสมผสานกันไป





บทส่งท้าย

อย่าไรก็ดี ผมว่ากิจกรรมท่องทะยานลงลึกไป "เคาะประตูบ้าน" เช่นนี้ ไม่ใช่แค่การบริการแบบตื้นๆเท่านั้น ตรงกันข้ามผมมองว่าเป็นการเก็บข้อมูล หรือสำรวจข้อมูลซ้ำอีกรอบ เป็นข้อมูลเชิงลึกจากพฤติกรรมและกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริง ช่วยให้รู้กระทั่งระบบความสัมพันธ์ของเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง ทะลุถึงเรื่องความรู้และทักษะของชาวบ้านที่มีต่อการเลี้ยงสัตว์

เช่นเดียวกับการได้มีโอกาสถามทักถึง “คนแห่งความรู้” ที่มีในชุมชน ไม่ว่าจะเป็น “หมอวัว” หรืออื่นๆ อย่างเสร็จสรรพ ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำกลับไปทำแผนผังปราชญ์ในหมู่บ้าน หรือจัดทำแผนที่ในระบบ GIS ด้วยก็ได้

ใช่ครับ-ยิงปืนนัดเดียวก็ควรได้นกกลับมามากกว่าหนึ่งตัว

นี่คือเสี้ยวเล็กๆ ของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ผ่านนิยามการเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ เรียนรู้แบบไม่แยกส่วน เรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เรียนรู้อย่างเป็นทีม เรียนรู้จากกิจกรรม เรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานความรู้ เรียนรู้เพื่อสร้างอาสาสมัคร หรือจิตสาธารณะ หรือความเป็นเยาวชนจิตอาสาดังปรัชญา มมส ที่ว่า ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน ฯลฯ

ครับ- ชื่นชมและให้กำลังใจไม่แพ้กิจกรรมอื่นๆ




หมายเหตุ : ภาพ : พนัส ปรีวาสนา




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

เป็นกิจกรรมที่ดีมาก

ชุมชนได้ประโยชน์

นิสิตได้เรียนรู้เรื่องชุมชนและได้ฝึกการปฏิบัติจริง

เขียนเมื่อ 

ครับ อ.ขจิต ฝอยทอง

ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์
นิสิต ได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติการจริงร่วมกับชุมชน - เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน
ชาวบ้านเองก็ได้รับความรู้ใหม่ๆ และได้รับการบริการด้านวัคซีนสุขภาพสัตว์
ขณะที่มหาวิทยาลัย-หลักสูตร ได้ปฏิรูปการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมและชุมชน

ขอบพระคุณครับ

เขียนเมื่อ 

ดีใจแทนนักศึกษาเหล่านี้ที่ได้ประสบการณ์ในชีวิตนักศึกษาที่มีคุณค่า มีความหมาย เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยให้พวกเขากลมกลืนกับสังคมได้มากกว่าในแบบเดิมๆที่เราเคยมีมานะคะ แบบที่ยิ่งเรียนยิ่งห่างบ้าน ห่างชุมชน ไม่รู้จะสูงส่งไปไหน เพราะสุดท้ายที่เราทุกคนควรอยู่คือชุมชนดั้งเดิมของแต่ละคนนี่แหละ ทำให้ดีขึ้น พัฒนาในสิ่งที่เหมาะ เพราะไม่มีใครจะรู้จักพื้นที่ดีไปกว่าคนที่เกิดและโตที่นั่นนะคะ

เขียนเมื่อ 

เรียนด้วยการปฏิบัติจริง ฝึกทักษะ และประสบการณ์ ดีจริง ๆ จ้ะ