ธรรมะใกล้ตัว


ใครหนอ ?

ประสงค์จะด่าพระอัครสาวก
ได้รับ "ผล" แห่งกรรม
ต่อมทั้งหลายผุดขึ้น
ทำลายกระดูกทั่วร่าง
ไม่เว้นที่ว่างแม้เพียงปลายเส้นผม
มีตัวสุกเละ นอนบนใบตอง
เหมือนปลาที่ถูกยาพิษ..



ใครหนอ ?
แตกกายตายไปเกิดใน "ปทุมนรก"
*************************************
ธรรมะใกล้ตัวฉบับ Lite ฉบับที่ ๑๔๙
ฉบับวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘



ยุคของนักตอกย้ำความเกลียด



การคอยสอดส่องเฟสของใคร
ทั้งที่คุณไม่ได้ติดใจรักใคร่
ไม่ได้นิยมชมชอบ
มาจากสองสาเหตุใหญ่ๆ คือ
คุณหวังจะเห็นเขาสะดุดล้ม
หรือไม่ก็จ้องหาทางให้เขาสะดุดล้ม



ถ้าวันหนึ่งเขาสะดุดล้ม
คุณจะดีใจแบบผิดๆ
แต่ถ้ากี่วันๆเขาก็ไม่สะดุดล้มเสียที
คุณจะเสียใจแบบสะสม



สมัยที่ยังไม่มีเฟส ทวิต ไอจี และกูเกิ้ล
คนเรามีจิตจดจ่อรอดูก้าวที่พลาดของคนอื่นได้แค่ห่างๆ
เมื่อไรได้ยินว่าคนที่ตัวเองไม่ชอบ พูดผิด คิดพลาด
ค่อยถึงเวลาซ้ำเติมกันอย่างสนุกสนาน อาจต่อหน้าหรือลับหลัง
แต่ปัจจุบันเมื่อเฟส ทวิต ไอจี และกูเกิ้ล
โยงใยชีวิตของผู้คนทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งตรงและอ้อม
เปิดช่องทางรับรู้เรื่องราวของคนที่เราชอบและไม่ชอบได้ทุกวัน
เราก็มีจิตคิดเพ่งโทษได้บ่อยครั้งขึ้น
หาทางเล่นงานทั้งต่อหน้าและลับหลังได้สะดวกขึ้น



พฤติกรรมสอดส่องบุคคลที่ตนไม่ชอบนั้น มีมานาน
และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอย่างที่หลายคนคิด
ความหมั่นไส้ ความเกลียดชัง ความผูกใจเจ็บ
ความอยากหาเรื่องทิ่มแทงกัน
ตลอดจนความอยากรบ อยากโจมตีฝ่ายตรงข้าม
เป็นชนวนดึงใจให้อยากจดจ่อ
ติดตามความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไม่เลิกรา



อกุศลธรรมที่สะสมทีละน้อย ทีละวัน
ในที่สุดจะรวมกันกลายเป็นอะไรใหญ่โตกว่าที่คุณคิด
ชีวิตใครจะอยู่บนเส้นทางผูกเวร
หรืออยู่บนเส้นทางห่างภัย
ก็ขึ้นอยู่กับวิธีคิด วิธีตัดสินใจเลือก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อเกิดมามีชีวิตอยู่ในยุคที่อุดมด้วยเครื่องเร้าใจ
ให้สะสมภัยเวรได้ง่ายๆแบบที่กำลังเป็นอยู่
ถ้าเลือกที่จะสะสมนิสัยเอาใจไปจดจ่อแต่สิ่งดีๆ เรื่องดีๆ
ผลอันเป็นที่สุดคือการได้เส้นทางห่างภัยห่างเวร
เกิดใหม่ชาติไหน
ก็เอาชนะนิสัยจดจ้องสิ่งที่ไม่ชอบได้
ไม่อยากเสียเวลาเอาตัวไปผูกกับคนที่ทำให้จิตใจขุ่นมัวได้



ดังตฤณ
กุมภาพันธ์ ๕๘

................................................

||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||

................................................

ขอบพระคุณข้อมูลจาก..

"ธรรมะใกล้ตัวฉบับ Lite ฉบับที่ ๑๔๙
ฉบับวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘"

ที่ได้เผยแพร่สู่ "สาธารณะ"

ให้ทุกคนในโลกนี้ ได้ทราบว่า...

"อะไรผิด, อะไรถูก"

................................................

||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||

…………………………………………
บัณฑิตผู้มีปัญญา “เกลียด” อะไรหนอ ?



"กิเลส" นั่นเอง
เป็น "สภาพธรรม"
ที่บัณฑิตผู้มีปัญญา "เกลียด"
ไม่ควรแก่การเข้าใกล้เป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งจะเห็นได้ว่า.. สิ่งที่ร้าย ๆ
สิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น
ล้วนมาจาก "กิเลส" ทั้งสิ้น.
******************************



ใครนั้น ก็คือ "ภิกขุโกกาลิกะ" นั่นเอง
ประสงค์จะด่าพระอัครสาวก
ได้รับ "ผล" แห่งกรรม
ต่อมทั้งหลายผุดขึ้น
ทำลายกระดูกทั่วร่าง
ไม่เว้นที่ว่างแม้เพียงปลายเส้นผม
มีตัวสุกเละ นอนบนใบตอง
เหมือนปลาที่ถูกยาพิษ..




ใครนั้น ก็คือ "ภิกขุโกกาลิกะ" นั่นเอง
แตกกายตายไปเกิดใน "ปทุมนรก"



ข้อความบางตอน
จาก... อรรถกถา
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑
ทุติยโกกาลิกสูตรที่ ๑๐
อรรถกถาทุติยโกกาลิกสูตรที่ ๑๐

ในทุติยโกกาลิกสูตรที่ ๑๐
มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้...
ก็เมื่อ 'พระผู้มีพระภาคเจ้า'
ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี
พระอัครสาวกทั้งสอง
พร้อมด้วยภิกขุประมาณ ๕๐๐ รูป
จาริกไปในชนบท เมื่อใกล้ถึงวันเข้าพรรษา
ประสงค์จะอยู่อย่างสงบ
จึงส่งภิกขุเหล่านั้นไป
ตนเองถือบาตรจีวร
ถึงนครนั้นในชนบท ได้ไปสู่วิหารนั้น.

แลในที่นั้น โกกาลิกภิกขุ
ได้แสดงวัตรแก่พระอัครสาวกทั้งสอง.

พระอัครสาวกทั้งสองชื่นชมกับพระโกกาลิกนั้น
กล่าวว่า อาวุโส พวกเราจักอยู่ในที่นี้ตลอดไตรมาส
ท่านอย่าได้บอกแก่ใครๆ แล้วถือปฏิญญาอยู่.

ครั้นอยู่จำพรรษาปวารณาในวันปวารณาแล้ว
พระอัครสาวกทั้งสองจึงบอกลาภิกขุโกกาลิกะ
ว่า... อาวุโส เราจะไปละ.

ภิกขุโกกาลิกะกล่าวว่า... อาวุโส
พวกท่านอยู่ในวันนี้วันเดียว พรุ่งนี้ก็จักไป ดังนี้แล้ว
วันรุ่งขึ้นจึงเข้าเมือง บอกพวกมนุษย์ว่า..
อาวุโส พระอัครสาวกมาอยู่ในที่นี้
พวกท่านไม่รู้ ไม่มีใครถวายปัจจัยสี่เลย.



พวกชาวเมืองกล่าวว่า... ท่านขอรับ
พระเถระอยู่ที่ไหน ทำไมจึงไม่บอกพวกเรา.



ภิกขุโกกาลิกะกล่าวว่า.. อาวุโส
บอกแล้วจะมีประโยชน์อะไร
พวกท่านไม่เห็นภิกขุ ๒ รูป
ที่นั่งบนเถระอาสน์ หรือ
นั่นแหละ พระอัครสาวก.



พวกมนุษย์รีบประชุมกัน
รวบรวมเนยใส น้ำอ้อย เป็นต้น
และ ผ้าจีวร.

ภิกขุโกกาลิกะคิดว่า พระอัครสาวกเป็นผู้มักน้อยอย่างยิ่ง
จักไม่ยินดีลาภที่เกิดขึ้นด้วยวาจาที่ประกอบขึ้น
เมื่อไม่ยินดีก็จักบอกว่า ท่านทั้งหลาย
จงถวายแก่ภิกขุที่อยู่ประจำอาวาส ดังนี้
ให้พวกมนุษย์พากันถือลาภนั้นๆ
ไปสำนักของพระเถระทั้งสอง.

พระเถระทั้งสองเห็นดังนั้น จึงห้ามว่า ปัจจัยเหล่านี้
ไม่ควรแก่พวกเรา ไม่ควรแก่ภิกขุโกกาลิกะ ดังนี้แล้วหลีกไป.



ภิกขุโกกาลิกะเกิดอาฆาตขึ้นว่า..
มันเรื่องอะไรกัน พระอัครสาวกทั้งสอง เมื่อตนเองไม่รับ
ยังไม่ให้พวกมนุษย์ถวายแก่เราแล้วหลีกไป.



แม้พระอัครสาวกทั้งสองไปเฝ้า 'พระผู้มีพระภาคเจ้า'
ถวายบังคมแล้วพาบริษัทของตนเที่ยวจาริกไปตามชนบท
แล้วกลับมายังเมืองนั้น ในรัฐนั้น ตามลำดับ.

ชาวเมืองจำพระเถระได้ ตระเตรียมทาน
พร้อมทั้งเครื่องบริขารทั้งหลาย
สร้างมณฑปกลางเมืองถวายทาน
และ น้อมบริขารทั้งหลายเข้าไปถวายพระเถระ.

พระเถระได้มอบถวายแก่ภิกขุสงฆ์.

ภิกขุโกกาลิกะเห็นดังนั้น คิดว่า..
เมื่อก่อนพระอัครสาวกเหล่านี้ ได้เป็นผู้ปรารถนาน้อย
บัดนี้กลายเป็นผู้ปรารถนาลามก
แม้ในกาลก่อน ทำทีเสมือนผู้มักน้อย
สันโดษ และ ชอบสงัด จึงเข้าไปหาพระเถระ
กล่าวว่า.. อาวุโส เมื่อก่อน ท่านเป็นเหมือนมักน้อย
แต่บัดนี้ท่านกลายเป็นภิกขุลามก คิดว่า..
จำเรา (ภิกขุโกกาลิกะ) จักทำลายที่พึ่ง
ของพระอัครสาวกเหล่านั้น ขั้นรากฐานทีเดียว
รีบออกไปยังกรุงสาวัตถี
เข้าไปเฝ้า 'พระผู้มีพระภาคเจ้า' ถึงที่ประทับ.

ภิกขุโกกาลิกะนี้ พึงทราบว่า เข้าเฝ้า เพราะเหตุนี้เอง.

'พระผู้มีพระภาคเจ้า' พอทอดพระเนตรเห็น
ภิกขุโกกาลิกะกำลังมาโดยรีบด่วน
ทรงรำพึง ก็ทราบว่า... ภิกขุโกกาลิกะนี้
ประสงค์จะด่าพระอัครสาวก จึงได้มา.



และทรงรำพึงว่า... เรา 'ตถาคต'
อาจห้ามได้ไหมหนอ
ทรงเห็นว่าไม่อาจห้ามได้



ภิกขุโกกาลิกะนี้
ทำผิดในพระเถระทั้งหลาย
จึงมาตายแล้วจักเกิดในปทุมนรกโดยส่วนเดียว
เพื่อจะเปลื้องวาทะ ว่า...
'พระผู้มีพระภาคเจ้า' ทรงทราบบุคคลผู้ติเตียน
พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะแล้ว ยังห้ามไม่ได้
และ เพื่อจะแสดงการกล่าวร้ายพระอริยะว่ามีโทษมาก
จึงทรงห้ามว่า มา เหวํ ดังนี้ถึง ๓ ครั้ง.

ความว่า เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย.



ผู้ทำตนให้เป็นที่มาแห่งศรัทธา
ผู้นำมาซึ่งความเลื่อมใส
อีกอย่างหนึ่ง ผู้มีคำอันบุคคลพึงเชื่อได้.
ผู้มีถ้อยคำที่จะพึงยึดเป็นที่อาศัยได้.

เมื่อภิกขุโกกาลิกะหลีกไปไม่นานนัก..
ต่อมทั้งหลายผุดขึ้นทำลายกระดูกทั่วร่าง
ไม่เว้นที่ว่างแม้เพียงปลายเส้นผม.



ก็เพราะกรรมเห็นปานนั้น
ไม่ให้ผลในขณะที่อยู่เฉพาะพระพักตร์
'พระพุทธเจ้า' ทั้งหลาย ด้วยพุทธานุภาพ
พอพ้นทัศนวิสัยไปแล้ว ย่อมให้ผล
ฉะนั้น เมื่อภิกขุโกกาลิกะนั้นหลีกไปแล้วไม่นาน
ต่อมทั้งหลายจึงผุดขึ้น.

ภิกขุโกกาลิกะถูกอานุภาพแห่งกรรมตักเตือน จึงหลีกไป.
จริงอยู่ ใครๆ ไม่อาจที่จะห้ามกรรมที่ทำโอกาสแล้ว
กรรมนั้นไม่ให้ภิกขุโกกาลิกะนั้นอยู่ในที่นั้น.

บทว่า กฬายมตฺติโย
ได้แก่ ประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว.
บทว่า เวลุวสลาฏุกมตฺติโย
ได้แก่ ประมาณเท่าผลมะตูมอ่อน.
บทว่า ปภิชฺชึสุ แปลว่า แตกแล้ว.



เมื่อต่อมเหล่านั้นแตกแล้ว
สรีระทั้งสิ้นของภิกขุโกกาลิกะนั้น
ก็สุกเละ เธอมีตัวสุกเละ
นอนบนใบตองที่ซุ้มประตูพระเชตวั
เหมือนปลาที่ถูกยาพิษ.

ลำดับนั้น พวกมนุษย์ที่พากันมาฟังธรรม
กล่าวว่า... ภิกขุโกกาลิกะได้ทำกรรมที่ไม่สมควร
ถึงความพินาศเพราะอาศัยปากคมดังมีดของตนนั่นเอง.



พวกอารักขเทวดา
ได้ฟังพวกมนุษย์เหล่านั้น
ได้กระทำการติเตียน
อากาสเทวดาได้ฟังอารักขเทวดา
ได้กระทำการติเตียน
ได้เกิดการติเตียนอย่างเดียวกัน
จนถึงอกนิฏฐภพโดยอุบายนี้ ด้วยประการฉะนี้

ครั้งนั้น อุปัชฌาย์ของเธอมา รู้ว่า...
เธอไม่รับโอวาทติเตียนแล้วหลีกไป.
เมื่ออุปัชฌาย์หลีกไป ภิกขุโกกาลิกะได้ทำกาละ(ตาย) แล้ว.



ชื่อว่า ปทุมนรกไม่มีเฉพาะแต่อย่างเดียว.
ภิกขุโกกาลิกะเกิดในที่หนึ่ง
ในอวิจีมหานรกที่จะพึงหมกไหม้
โดยการคำนวณปทุมหนึ่ง
(ปทุมนั้นเป็นสังขยาซึ่งมีจำนวนสูญ ๑๒๔ สูญ).

จบอรรถกถาทุติยโกกาลิกสูตรที่ ๑๐

จบปฐมวรรคที่ ๑
******************************************************
กิเลสทั้งหลาย
มี "โลภะ โทสะ โมหะ" เป็นต้น
เป็น "สภาพธรรม" ที่ไม่สะอาดไม่บริสุทธิ์
เพราะเป็นธรรม (ธัมมะ) ที่เศร้าหมอง
กระทำให้ "จิต" เศร้าหมองไม่สะอาด
เมื่อแต่ละบุคคลรู้จักกิเลสของตนเองมากยิ่งขึ้น
ก็จะเห็นความน่ารังเกียจของกิเลส
และ เห็นความทุกข์ที่เกิดเพราะกิเลส
ก็จะเห็นโทษเห็นภัยของกิเลสยิ่งขึ้น
และ จะรู้ว่าตนเองมีกิเลสหนาแน่น เหนียวแน่น
และ "ละ" คลายได้ยากเพียงใด

กิเลส เป็น "นาม"ธรรม ไม่มีรูปร่าง
(ถ้ามีรูปร่างคงจะไม่มีที่เก็บ
เพราะมีมากมายเหลือเกิน)
เป็นธรรม (ธัมมะ) ที่เกิดขึ้น
ตามเหตุตามปัจจัย
ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือชาย
ตราบใดที่ยังไม่ได้ดับกิเลส
กิเลสก็ยังมีอยู่และเกิดขึ้นเป็นไป
ใน "ชีวิตประจำวัน"
เมื่อกิเลสเกิดขึ้น ย่อมไม่เป็นไป
เพื่อประโยชน์เลยแม้แต่นิดเดียว
มีแต่นำมาซึ่งทุกข์โทษภัยเท่านั้น



ดังนั้น กิเลส จึงเป็นสภาพธรรม
ที่บัณฑิตผู้มีปัญญา "เกลียด"
ไม่ควรแก่การเข้าใกล้เป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ร้าย ๆ สิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนมาจากกิเลสทั้งสิ้น

"พระธรรม" ที่ 'พระสัมมาสัมพุทธเจ้า' ทรงแสดง
ตลอด ๔๕ พรรษา จึงเป็นคำพร่ำสอน
เพื่อให้พุทธบริษัทเห็นโทษเห็นภัยของกิเลส
เพื่อสำรวจตนเองว่า.. ยังเป็นผู้มากไปด้วยกิเลส
เพื่อจะได้ขัดเกลา "ละ" คลายให้เบาบางลง
ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง
โดยเริ่มจากการฟัง (อ่าน, ศึกษา)
พระธรรมคำสอนของ 'พระพุทธเจ้า'
สะสมปัญญาไปตามลำดับ.
*****************************************

สิ่งที่ไม่เป็นความจริง

แล้วไปกล่าวว่าเป็นจริง


สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดงไว้

แล้วไปกล่าวว่า ทรงแสดงไว้

หรือ สิ่งที่พระองค์ไม่ได้ทรงแสดงไว้

ก็กล่าวว่า ทรงแสดงไว้

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นตัวอย่าง

ของการกล่าวตู่ทั้งนั้น

ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นในลักษณะใด

ซึ่งการเผยแพร่พระธรรม

ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดงไว้

ย่อมยังพระศาสนาให้อันตรธานเร็วขึ้น

และ บุคคลผู้เผยแพร่ในสิ่งที่ผิ

โทษ ก็คือ ขณะนั้น แนะนำ ชักชวน

ในสิ่งที่ไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง

ย่อมยังให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่ผิด

โทษ คือ บาปย่อมมีกับบุคคลนั้น

ตามกำลังของกิเลส และ ความเห็นผิด


ใครก็ตาม ไม่ได้ศึกษาให้รอบคอบ

เข้าใจธรรมผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

เผยแพร่ในสิ่งที่ผิด

ก็เหมือนกับการกระจายในสิ่งที่เป็นโทษ

ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล

ทั้งแก่ตนเองและแก่คนอื่น

และ ถ้าจะพิจารณาจริง ๆ แล้ว

คำสอนที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง

ก็เป็นเท็จโดยประการทั้งปวง

ไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย

เป็นการกล่าวตู่ หรือ บิดเบือน

พระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง

เป็นโทษโดยส่วนเดียว

เพราะเป็นเรื่องของอกุศล

เป็นเรื่องของความไม่รู้ "โง่"

เป็นเรื่องของความเห็นผิด.
*************************************
สำหรับ บุคคล "บางคน" ในโลกนี้

เป็นผู้ที่ "เข้าใจผิด"

นึกคิดเอาเองว่า..

การแต่งตำรา ออกขาย

(พึ่งตัวเองได้)

โดยใช้ "พระพุทธศาสนา" บังหน้า

บิดเบือนพระธรรมคำสอน

'พระพุทธเจ้า'

คือ "ประโยชน์สูงสุด"

ของการ "เป็นมนุษย์"

(ในเวลาต่อมา..

เมื่อแตกกายตายไป

เกิดในอบายภูมิ

มี "นรก" เป็นต้น)


ผู้ไปต่ำ ชื่อว่า "ผู้ตกต่ำ" อย่างไรหนอ ?

สัตว์ผู้ไปต่ำ ก็คือ สัตว์ที่ไปสู่นรก

ไปสู่ดิรัจฉานกำเนิด ไปสู่เปรตวิสัย

ชื่อว่า "ไปต่ำ"

ผู้ไปต่ำอย่างนี้ จึงชื่อว่า "ผู้ตกต่ำ"


การ "กล่าวตู่"

หมายถึง พูดมุสา พูดไม่จริง

ทำให้คนอื่นเสียหาย เดือดร้อน บาปมาก

ตัวอย่าง เช่น นางจิณจมาณวิกา

กล่าวตู่ว่า ได้มีท้องกับพระพุทธเจ้า

ภายหลังก็ถูกจับได้

และ ถูกแผ่นดิบสูบไปสู่อเวจีนรก

...................................................

การ "กล่าวตู่" พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มีโทษอย่างไรหนอ ?


ถูกแผ่นดิบสูบไปสู่อเวจีนรก


บุคคล "บางคน" ในโลกนี้

เป็นคนไม่ดี, ชั่ว

ทำลายพุทธศาสนา

แต่งตำราออกขาย

ได้เงินมากมาย แบบสบายๆ

เรา "คนชั่ว" ไม่กลัวความผิดพลาดใดๆ

เรา "ยอมผิด" บ่อยๆ

(แต่.. สวดอิติปิโส ตลอดวัน ตลอดคืน

แม้จะสวดจน "ตลอดชีวิต")

เมื่อแตกกายตายไป เข้าสู่ทุคติ

อบายภูมิ มี "นรก" เป็นต้น

เวียนว่ายตายเกิดไม่จบไม่สิ้น
********************************

คำสำคัญ (Tags): #peace
หมายเลขบันทึก: 598693เขียนเมื่อ 22 ธันวาคม 2015 08:38 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 ธันวาคม 2015 08:38 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี