​จิตตปัญญาเวชศึกษา ๒๔๖: การเป็นที่ปรึกษา

Phoenix
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วิชาชีพแพทย์ และวิชาชีพครู จำเป็นต้องใช้ทักษะประการหนึ่งเป็นสำคัญคือ "ทักษะการสื่อสาร (communication skill)" และสามารถมีวัตถุประสงค์ได้หลายประการ อย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง หรือพร้อมๆกันหลายประการบ้าง เช่น การเป็นคำแนะนำชี้ทาง (directive) อาจจะเป็นการให้ข้อมูล (informative) อาจจะเป็นเพื่อการตัดสินใจ (advocative) หรืออาจจะเป็นการประคับประคอง (supportive) ซึ่งต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา คณะแพทยศาสตร์สงขลานครินทร์จึงได้เชื้อเชิญคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมาให้คำแนะนำและแชร์ประสบการณ์ในการจัดการฝึกอบรมในด้านนี้ เมื่อวันพฤหัสและศุกร์ที่ ๑๗-๑๘ ธันวาคมที่ผ่านมา แค่เห็นรายชื่อวิทยากรก็ต้องเกิดความรู้สึกตื่นเต้นยินดีไปแล้ว
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พ.ญ.วันเพ็ญ บุญประกอบ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ น.พ.อุรพล บุญประกอบ
ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ พ.ญ.อรพรรณ ทองแตง
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ น.พ.วิเชียร ทองแตง
ศาสตราจารย์คลินิก พ.ญ.ธารทิพย์ ประณุทนรพาล
ศาสตราจารย์แสวง บุญเฉลิมวิภาส
และทีม moderator/facilitator ไฟแรง อาจารย์นายแพทย์สืบวงศ์ จุฑาภิสิทธิ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ พ.ญ.ธัชวรรณ จิระติวานนท์

ทีมนี้ได้จัดอบรมหลักสูตรการเป็นที่ปรึกษา (counselor) ให้แก่คณาจารย์ศิริราชและแพทย์ประจำบ้านมาเป็นเวลากว่า ๑๗ ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยศาสตราจารย์แพทย์หญิงสุมาลี นิมมานนิตย์ท่านริเริ่มให้แก่คณะแพทย์ศิริราชพยาบาลและได้พัฒนาต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ ทาง ม.อ.ก็ "จัดเต็ม" ส่งบุคลากรหลาย generations เข้ามาอบรมเพื่อที่จะได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

อาจารย์สืบวงศ์เล่าว่าปกติ course นี้เป็นหลักสูตร ๕ วันแถมมีภาคกลางคืนด้วย แต่ด้วยสาเหตุหลายประการ ม.อ.ได้ต่อรองจนเหลือสองวันและไม่มีภาคกลางคืน ด้วยความย่นย่อนี้ทำให้เกิดความเข้มข้น (คลั่ก) ของเนื้อหาและกิจกรรมขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ซึ่งต้องยอมรับในความใจถึงของทีมวิทยากรอย่างมาก เพราะในฐานะที่ทำ workshop มาก่อน เข้าใจดีว่าการตัดเวลาออกจากโปรแกรมที่ออกแบบมาอย่างดีแล้วนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรแกรมที่เกิดจากการตกผลึกมาเป็นเวลานานและลงเอยว่าควรจะใช้เวลาเท่านี้ๆ ไม่สมควรที่ใครหน้าไหนไปต่อรองเวลาเหมือนตลาดกิมหยงหรือสำเพ็ง แต่ทีมวิทยากรนี้ก็สมกับคำร่ำลือ คือสามารถคั้นออกมาจนได้หลักสูตรที่เข้มข้นสมใจสมฤดีกันทุกฝ่ายไปในเวลาจำกัดได้)

เมื่อเวลามีน้อย เนื้อหาทฤษฎีจึงถูกกำจัดออกไป เหลือแต่กิจกรรมภาคปฏิบัติที่เข้มข้น ที่คณาจารย์ที่มาเข้าฝึกอบรมถูกแบ่งเป็นสามกลุ่ม และทำงานสาม tasks คือการเป็นที่ปรึกษาในสถานการณ์ต่างๆ ได้แก่ breaking the bad news (การแจ้งข่าวร้าย) การจัดการปัญหากับนักศึกษาในสถานการณ์ลำบาก (difficult situation with students) และกฏหมายในเวชปฏิบัติ (medico-legal issue) ทั้งสามกลุ่มไปลองจัดหลักสูตรที่จะใช้สอน (เพราะ course นี้มีวัตถุประสงค์คือ Training for the trainer ฝึกเพื่อเอาไปใช้สอน) และนำมาจำลองในการนำเสนอ หลังจากนั้นทั้ง class ก็ช่วยกันสะท้อน ตบท้ายด้วยคณาจารย์จาก "สภาสูง" (เราพร้อมใจกันเรียกทีมคณาจารย์จากศิริราชและอาจารย์แสวงด้วยคำนี้ เพราะมันให้ความรู้สึกเช่นนี้จริงๆ แต่ผมนึกถึงอีกคำคือ "สภาเจได" จะเหมือนกว่า) คงจะเป็นการยากที่จะถ่ายทอดรายละเอียดออกมาได้ทั้งหมด แต่จะขอตกผลึกยก highlight ออกมาเขียนลงในบทความนี้

เป้าหมายของการเป็นที่ปรึกษาคือการเกิด ๑) ความหวัง (Hope) ๒) การสามารถจัดการตนเอง (Self Help)

เป็นหัวใจที่ได้เรียนรู้จาก workshop นี้ และจาก goals ทั้งสองประการทำให้เกิดการแตกแยกย่อยออกเป็นสาระพลังงานขับเคลื่อนที่สำคัญมากมายหลายประการที่ต้องพัฒนาและเรียนรู้ เรียกว่าได้สองข้อนี้ไปคงได้ใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะย่อยสลายและดูดซึมได้ทั้งหมดจริงๆ

แม้ว่าเป้าหมายจะมีสองข้อ แต่ก็มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างมาก

คนที่มาปรึกษา ร้อยทั้งร้อยจะมีความทุกข์ (หรือกำลังจะมีหลังจากได้ฟังข่าวสารข้อมูลจากเรา) แต่ละคนก็จะมีต้นทุนที่แตกต่างกันออกไป และทำให้คนเหล่านั้น "เล่า" ความทุกข์ได้แตกต่างกันออกไป บ้างก็เล่าแล้วมีทางออก บ้างก็เล่าแล้วเกิดทุกข์ทับถมมากยิ่งขึ้น ชีวิตอาจจะสับสนวุ่นวายและเพิ่มเติมความทุกข์ลงไปบนความทุกข์ได้อีก บทบาทของ counselor หรือที่ปรึกษาจึงต้องมีการตระเตรียมตัว สะสมต้นทุนของตัวที่ปรึกษาเองไว้ให้มากเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำความเข้าใจในศาสตร์ของการเป็นที่ปรึกษา (กระบวนท่า) และศิลป์ของการเป็นที่ปรึกษา (พลังลมปราณ)

หมอส่วนใหญ่จะติดนิสัยชอบชี้แนะ (directive counseling) คือบอกคนไข้ไปเลยว่าหมอจะให้ทำโน่นนี่นั่น ต้องกินยา ต้องผ่าตัด ต้องไม่ทำอย่างโน้น ต้องทำอย่างนั้น แบบนี้อาจจะมีประโยชน์ตรงความชัด ตรงประเด็น และความเร็ว แต่สิ่งที่ถูก sacrifice หรือเสียสละไปจากกระบวนการที่ชัด ตรง และเร็วก็คือ ความละเอียด ความละเมียด ความไวและรายละเอียดในมิติความรู้สึกและอารมณ์ ความคิด การเล่าเรื่องราวชีวิตของ counselee (ผู้มารับคำปรึกษา) หรือหมออีกส่วนหนึ่งก็จะให้แต่ข้อมูล (informative counseling) อันที่จริงทั้งการชี้นำและการให้ข้อมูลเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และคนมารับคำปรึกษาก็ต้องการ แต่การขาดส่วนของความเห็นอกเห็นใจ การเข้าถึงด้านอารมณ์ความรู้สึก และการประคับประคองเรื่องเล่าของชีวิต ก็จะส่งผลต่อ outcomes คือการเกิดความหวัง และการเกิดพละกำลังที่จะดูแลตนเองต่อ

การที่คนจะรับเอาคำแนะนำไปใช้นั้น จะต้องมีพื้นฐานคือ "ความไว้วางใจ" เสียก่อน เพราะเขาจะเปลี่ยนพฤติกรรมเก่า และความคิดเก่า อันเป็นพื้นที่ที่ไม่คุ้นชิน ออกมาจากพื้นที่ปลอดภัย ไปสู่พื้นที่ที่หวาดเสียว ดังนั้นเงื่อนไขก็ต้องเริ่มมาจากเขาคิดว่าคนให้คำปรึกษานั้นทำเพราะความรัก ความเมตตา ความหวังดี และสิ่งสำคัญที่สุดคือความเคารพในความคิด ความรู้สึกและการรับรู้ของเขาให้ได้เสียก่อน ขั้นตอนนี้มันสามารถมีช่องโหว่ที่จะย้อนแย้งได้ในการให้คำปรึกษาแบบ directive ที่เราชอบไปชี้โน่นนี่นั่น ห้ามโน่นนี่นั่น เพราะมันไม่มีพื้นที่ความเป็นตัวตนของเขาเลย เต็มไปด้วยพื้นที่ของเราเท่านั้นเอง ทำให้เกิดความเสียหายของ trust ลงไปได้ ยิ่งการดูแลนักเรียน (หรือแพทย์ที่กำลังฝึกอบรมก็เถอะ) มักจะมี age gap คืออายุอานามสถานะแบบครู/ลูกศิษย์ เราอาจจะให้ gap นี้เพื่อช่วยก็ได้ แต่ถ้า gap นี้กลับทำให้เกิดความเหินห่าง หรือเกิดความไม่เข้าใจ ก็จะทำให้การปรึกษาไปไม่รอด

ถึงตรงนี้ก็ได้ศัพท์ใหม่คือ "I" messsge (ตรงกันข้ามกับ "You" message)

อาจารย์อรพรรณบอกว่าการใช้ I message จะช่วยให้เกิดพลังงานขับดันไปในทิศทางที่ดีกว่าการใช้ you message เช่น แทนที่จะพูดว่า "คุณเล่าเรื่องราวให้หมอฟังหน่อย" ก็พูดว่า "หมออยากจะฟังเรื่องราวจากคุณอีกสักหน่อย"
หรือแทนที่จะพูด "ทำไมคุณไม่ทำ/ทำ.... อย่างนั้นอย่างนี้" ก็พูดว่า "หมอกำลังคิดว่าถ้าทำ/ไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้จะเกิด.....อะไรขึ้นได้บ้าง"

การใช้ I message จะส่งพลังงานของความเมตตา ความรัก ความหวังดีได้ชัดเจนกว่าการใช้ you message ซึ่งจะออกเป็นโทนคำสั่ง โทนที่เหนือกว่า คนฟังด้อยกว่า ซึ่งเราจะพบว่าใน directive counseling หรือการชี้แนะนั้น เรามักจะใช้เต็มไปด้วย you message เกือบทั้งนั้น แม้ว่าจะดูเหมือนว่าคนมารับคำปรึกษาจะได้ "วิธี/ทางออก" ไปก็ตาม แต่ hope หรือ self-help นั้น จะต้องมาจากการเชื่อมโยงวิธี/ทางออก เหล่านั้นเข้ากับตัวตนเองของเขาเสียก่อน ไม่ใช่ถูกสั่งให้ทำ หรือถูกห้ามให้ทำ แต่เป็นการเล่าเรื่องของเขาและกลายเป็น "ทางเลือก" ของเขาเอง จะเกิด mature solution ขึ้นมาและได้ประโยชน์ในระยะยาว ถ้ามานึกย้อนตัวเองดู ก็จะรำลึกได้ว่าการ counseling หลายครั้งที่เคยทำนั้น ออกมาแต่ solution ก็จริง แต่มักจะขาดความหวังและการช่วยเหลือตนเอง (hope and self-help) ไป แสดงว่ายังไม่บรรลุเป้าหมายของการให้คำปรึกษาที่ดีได้

อันที่จริงมีเนื้อหาที่ได้เรียนเยอะกว่านี้อีกมาก แต่เขียนลำบาก ขอเอาแค่นี้ก่อน

น.พ.สกล สิงหะ
หน่วยชีวันตาภิบาล ร.พ.สงขลานครินทร์
วันอังคารที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ เวลา ๑๐ นาฬิกา ๑๑ นาที
วันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะแม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คันฉ่องนกไฟ



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณความรู้ดีๆ ที่แบ่งปันในโพสต์นี้ครับ


เขียนเมื่อ 

อาจารย์ถ่ายทอดได้แบบเนื้อๆเน้นๆจริงๆค่ะ อ่านแล้ว"อิน"ไปด้วย น่าเอาไปลง"ข่าวคณะแพทย์" และเว็บบอร์ดเราด้วยนะคะ คนบ้านเราอ่านกันน้อย ต้องหาที่เผยแพร่เยอะๆ

บังอร
IP: xxx.158.167.141
เขียนเมื่อ 

อยากอ่านเรื่องของทักษะของการสื่อสารอีก .... มีประโยชน์มากคะ สามารถประยุกต์ใช้กับการเป็นอาสาสมัครเยียวยาผู้ป่วยได้ด้วยคะ