๒. รุ้งกับเอก..สมรักสมรส

ช่วงที่พิธีกรพูดและนายอำเภอกล่าวให้พร..ผมแปลกใจในตัวไมค์โครโฟนเหลือเกินว่าทำไมเสียงเบาจัง ดูไม่เหมาะสมกับงาน ที่มีโต๊ะจีนเป็นร้อย ลงทุนกันเป็นแสน..ผมเดินไปถามหัวหน้าวงดนตรีที่คุมเครื่องเสียง(คาราโอเกะ) ถามเขาว่า ช่วงที่นักร้องกำลังร้องเพลง ทำไมไมค์โครโฟนดังชัดเจนนัก คนคุมวงและเครื่องเสียง บอกผมว่า..ต้องเอาไมค์ไว้ใกล้ปาก..

ผมแปลกใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมขับรถกลับกรุงเทพฯ จึงไม่รู้สึกง่วงนอน ทั้งที่เมื่อคืนนี้ ผมนอนไม่ถึง ๔ ชั่วโมง เนื่องจากหน้าห้องพักของรีสอร์ท มีงานเลี้ยงสังสรรค์ตั้งแต่สามทุ่ม มีดนตรีคาราโอเกะ ที่มีจอใหญ่มากกว่า ๑ ตารางเมตร เครื่องเสียงตู้ลำโพง จึงต้องยิ่งใหญ่ตาม ผมนอนฟังไปจนถึง เที่ยงคืน ๔๕ นาที ไม่มีทีท่าว่าจะเลิก เจ้าของรีสอร์ทก็ไม่มาเตือน แขกในรีสอร์ท นอกจากคณะของผมแล้ว ก็ยังมีอีกหลายครอบครัว

เท่าที่สดับตรับฟัง งานเลี้ยงจริงๆเลิกแล้ว คงยังเหลือคนเมาอีกราว ๓ - ๔ คน ไม่ยอมเลิก สนุกไปเรื่อยๆแบบไม่เกรงใจเพื่อนบ้าน ผมตัดสินใจโทรหา ๑๙๑ ชัยภูมิ เจ้าหน้าที่ที่รับสายแนะนำให้ผมไปบอกเจ้าของรีสอ์ท ผมจึงบอกว่า..ถ้าเขาจะให้ยุติการส่งเสียงดัง มันคงไม่ยาวนานมาจนถึงวันใหม่ เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานมาทางโรงพักเนินสง่าเจ้าของท้องที่

๒๐ นาที..ผ่านไป เข้าสู่เวลาหนึ่งนาฬิกาเศษ..เสียงกระหึ่มของดนตรีก็เงียบไป เข้าสู่่บรรยากาศที่เงียบสงบ กว่าผมจะข่มตาให้หลับลงได้ ก็อีกพักใหญ่ และต้องรีบตื่นตอนตีสี่ครึ่ง เพื่อเตรียมตัวไปใส่บาตรเช้า

ในช่วงพิธีสงฆ์ ..และพิธีการในช่วงเช้า แม่เจ้าบ่าวที่เดินทางไปกับผม ไม่สะดวกในการนั่งกับพื้น เพราะหัวเข่าไม่ค่อยดี จึงให้ผมเป็นตัวแทนฝ่ายเจ้าบ่าว ทำโน่น นี่ นั่น เพื่อให้เกิดความคล่องตัว หลายคนจึงมองผมเหมือนเป็นพ่อเจ้าบ่าว แต่ผมก็ไม่ได้ทำตัวเป็นแขกผู้ใหญ่ แต่ประการใด ช่วยหยิบฉวยสำรับกับข้าว ไปจนถึงเก็บเสื่อ อาสนสงฆฺ์ เก็บแก้วน้ำ ขวดน้ำ ช่วยเจ้าภาพได้หมด ที่สุดแล้ว ก็สงสัยตัวเองอีกว่า เอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหน นอนก็ไม่เต็มอิ่ม

ในช่วงแห่ขันหมาก ผมมีส่วนร่วมออกแรงโห่และเดินร่วมขบวนสินสอดทองหมั้น ในท่ามกลางอากาศที่เริ่มจะร้อน ระยะทางที่เดินมาบ้านเจ้าสาว เพียง ๒๐๐ เมตร ใช้เวลาเกือบชั่วโมง คือ ทางฝ่ายเจ้าสาวต้องการให้เจ้าบ่าว เข้าบ้านเวลา ๐๙.๐๙ น. แต่ให้ขบวนขันหมาก ตั้งขบวน ๘ โมง แล้วเดินมารอใกล้ๆบ้านเจ้าสาว เพื่อรอฤกษ์ยาม..เครื่องขันหมากอันหลากหลาย มีน้ำหนักพอสมควร จึงทำให้ผู้สูงวัยมีทีท่าจะเป็นลมซะให้ได้

ผมเพิ่งนึกได้ตอนหลัง ว่าทำไมข้างฝ่ายเจ้าสาวจึงให้รอนาน เพราะระหว่างที่รอ มีกิจกรรมแด๊นซ์ของกลุ่มเพื่อนเจ้าสาวที่จบนาฎศิลป์ เป็นการเต้นโชว์หมู่แบบโคโยตี้ ด้วยเพลงเร็วๆ เร้าใจ มีท่าทางเด้งหน้าเด้งหลัง ดูไม่งามตา..น่าเสียดาย..เป็นถึงนาฎศิลป์ไทย หากใช้การรำกลองยาวแบบไทยๆ ก็จะดูร่วมสมัยและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยด้วย..แต่ไม่คิดจะทำกัน..

กิจกรรมสุดท้าย คืองานเลี้ยงโต๊ะจีน เริ่มงาน ๑๑ นาฬิกา ผมดูนาฬิกาข้อมืออยู่ตลอด เพราะต้องขับรถทางไกลกลับกรุงเทพและกลัวรถจะติดด้วย จะ เที่ยงครึ่งแล้ว พิธีการบนเวทียังไม่เริ่มขึ้นเสียที ณ เวลานั้น..แม่เจ้าบ่าว มาบอกกับผมว่า จะไม่ขอขึ้นเวที เนื่องจากไม่ถนัดในการพูดบนเวที ขอให้ผมเป็นตัวแทน(อีกแล้ว) ข้างฝ่ายเจ้าบ่าวก็เห็นดีด้วย และให้ชื่อผมไปกับพิธีกร

ผมนั่งทำใจพักหนึ่ง และนึกว่าจะพูดว่าอะไรในช่่วงเวลาสั้นๆ ๒๐ นาทีต่อมา พิธีกร..ก็ประกาศให้บ่าวสาว คุณพ่อคุณแม่ และเชิญผมขึ้นเวที จากนั้นก็เรียนเชิญประธาน คือ นายอำเภอ..ขึ้นกล่าวเป็นคนแรก

ช่วงที่พิธีกรพูดและนายอำเภอกล่าวให้พร..ผมแปลกใจในตัวไมค์โครโฟนเหลือเกินว่าทำไมเสียงเบาจัง ดูไม่เหมาะสมกับงาน ที่มีโต๊ะจีนเป็นร้อย ลงทุนกันเป็นแสน..ผมเดินไปถามหัวหน้าวงดนตรีที่คุมเครื่องเสียง(คาราโอเกะ) ถามเขาว่า ช่วงที่นักร้องกำลังร้องเพลง ทำไมไมค์โครโฟนดังชัดเจนนัก คนคุมวงและเครื่องเสียง บอกผมว่า..ต้องเอาไมค์ไว้ใกล้ปาก...ผมร้องอ๋อ..และนึกตำหนิ คนคุมเครื่องเสียง ที่ไม่ใส่ใจ..เห็นแก่ตัว คงคิดว่าธุระไม่ใช่ เจ้าภาพเขาใช้ไมค์ให้เห็น พูดให้ได้ยิน เมื่อไม่ชัดก็ต้องแนะนำ บรรยากาศในงานจะได้ออกมาดี น่าสนใจ..ผมถือว่า ..คนพวกนี้ช่างอ่อนด้อยสติปัญญา ไม่มีน้ำใจ หรือไม่ใส่ใจในรายละเอียด ทั้งที่เขาจ้างมา ไม่ได้มาช่วยฟรี ....

พอนายอำเภอกล่าวจบ..พิธีกร..เชิญผมต่อทันที ด้วยเสียงที่แผ่วเบา จนแทบไม่รู้ว่า เชิญผมหรือเปล่า แต่พอเขาส่งไมค์ให้..ผมก็รับมาจ่อที่ปาก แล้วพูดออกไป..เรียกเสียงฮือฮาได้พักหนึ่ง ก่อนนิ่งเงียบและฟังอย่างตั้งใจ

"..กระผม ชยันต์ เพชรศรีจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองผือ จังหวัดกาญจนบุรี ในนามของญาติฝ่ายเจ้าบ่าว ขอขอบพระคุณท่านผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่าน ที่มาให้กำลังใจ คู่บ่าวสาว รุ้ง กับ เอก ที่กำลังเริ่มต้นการใช้ชีวิตคู่...ตั้งแต่พิธีการในช่วงเช้า จนถึง ณ เวลานี้ รุ้ง กับ เอก ก็คงได้ประจักษ์แล้วว่า การเริ่มต้นใช้ชีวิตร่วมกันนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ดังนั้น ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป หากมีปัญหาอุปสรรคอันใด จงนึกถึงวันนี้ แล้วจับมือกัน ก้าวผ่านอุปสรรคนั้นไปให้ได้ ท้ายนี้ ผมขอฝากบทลำนำให้คู่บ่าวสาว ท่ามกลางสักขีพยานทั้งหลาย ณ ที่นี้ ว่า...รุ้งกับเอก สมรัก สมรส ชีวิตใสสด ชื่นบาน สำราญหลาย มหัศจรรย์แห่งรัก ได้มากมาย สิ่งสุดท้ายที่มุ่งหวัง...ดั่งใจปอง... ขอบคุณครับ.."

ชยันต์

๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๘

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ไดอารี่สีแดง



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

นึกถึงอยู่ว่าถึงบ้านหรือยัง

เดินทางกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย

ก็ดีใจแล้วจ้ะ..

อย่างนี้...เมษา..ไปเมืองสามอ่าวได้ซำบายเด๊..!