พฤศจิกายน 27 ปี 2015: นักกิจกรรมที่ต่อต้านรัฐประหารทั้งหลายในเมืองไทย กำลังใช้กลเม็ดที่ไม่ใช้ความรุนแรงในการแสดงซึ่งความไม่เห็นด้วยต่อคณะทหารและกฎเกณฑ์แบบทหาร Janjira Sombatpoonsiri ได้อภิปรายถึงวิธีการที่ใช้ และการประท้วงแบบนี้มีความสำเร็จหรือไม่ในการต่อต้านเพื่อประชาธิปไตย
ในเดือนพฤษภาคม 2 ปี 2014: เมืองไทยได้ถูกคณะรัฐประหารครั้งที่ 12 ก่อการปฏิวัติ ภูมิหลังของการปฏิวัติเริ่มต้นที่ความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อ ซึ่งฝ่ายหนึ่งจะเป็นชนชั้นนำ ศักดินา และเป็นแบบโบราณ (หรือที่เรียกกันว่าพวกเสื้อเหลือง) กลุ่มนี้จะประกอบด้วยคนชั้นสูงหรือขุนนาง, กลุ่มทหาร, กลุ่มที่สนับสนุนการปกครองโดยทหาร, และชนชั้นกลางกรุงเทพฯ และอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นกลุ่มพวกส.ส. และชนชั้นกลางระดับล่างจากต่างจังหวัด (ที่เรียกกันว่ากลุ่มเสื้อแดง) ซึ่งนำโดย Thaksin Shinawatra และพรรคการเมืองของเขา
สาเหตุของการแบ่งแยกออกเป็น 2 เช่นนี้เกิดขึ้นมาจากการเปิดกว้างทางการเมืองในยุคปี 1990 และเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตขึ้น ที่ทำให้นักการเมืองที่แตกต่างหลากหลายมีพลังขึ้นมา รวมทั้งการท้าทายต่ออุดมการณ์ของชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้การครองความเป็นเจ้าของชนชั้นนำลดน้อยถอยลง เหตุปัจจัยเหล่านี้สุดท้ายนำมาสู่การขยายความขัดแย้งที่ยืดเยื้อต่อความชอบธรรมของรัฐบาล ท่ามกลางความขัดแย้งเหล่านี้ การชุมนุมโดยมวลชนถูกใช้เป็นเครื่องมือในการล้มรัฐบาล และตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจเป็นเสื้อแดงและเสื้อเหลืองก็ได้ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ปี 2007, 2008, 2009, 2010, และ2013-2014 ตามลำดับ โดยการสังเกต การประท้วงโดยกลุ่มเสื้อเหลืองมักจะขอร้องให้ทหารเข้ามาล้มรัฐบาลที่ปกครองอยู่ตอนนั้นเป็นประจำ และในปี 2006 และปี 2014 กองทัพก็ได้เข้ามาตอบสนองข้อเรียกร้องเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2014 กองทัพได้เข้ามาควบคุมอำนาจโดยการจับกุมผู้ประท้วงเสื้อเหลือง ในเหตุการณ์ที่อาจเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นได้
กิจกรรมต่อต้านคณะทหาร: แซนด์วิช, การแสดงวันทยหัตถ์, การท่องอาขยาน 1984
ถึงแม้ว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายที่รุนแรง (draconian law), การกดบังคับอย่างเป็นระบบ, และการทำให้การกระทำทางการเมืองของผู้นำเสื้อแดงลดลง แต่การท้าทายที่ไม่ใช้ความรุนแรงต่อต้านคณะทหารยังคงเจริญเติบโตขึ้นอย่างเผ็ดร้อน ปัจเจกบุคคลแต่ละคน โดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยได้ใช้การประท้วงเชิงสัญลักษณ์อย่างมั่นคง การกระทำที่เห็นได้ชัดก็คือการที่นักศึกษาเพียงแค่ทานแซนด์วิชระหว่างพบกันเท่านั้น นักศึกษาเพียงแค่ประยุกต์ใช้ (อย่างฉลาด) สัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงจากหนังเรื่อง The Hunger Games โดยการแสดงวันทยหัตถ์ในที่สาธารณะ เมื่อหนังเรื่องนี้ฉายในเมืองไทย นักศึกษาจัดสถานการณ์โดยการให้ตั๋วฟรีเพื่อเข้าชมดูหนังในใจกลางเมืองกรุงเทพฯ รวมทั้งการให้ภาพการแสดงวันทยหัตถ์เป็นโพสเตอร์ติดอยู่ในที่สาธารณะหน้าการฉายหนังด้วย
นักศึกษายังได้รวมตัวกันกับทนายความในเรื่องสิทธิมนุษยชน, กลุ่มศิลปิน และกลุ่มนักเขียนภายใต้ชื่อพลเมืองโต้กลับ (Citizen Resistant) ในวันวาเลนไทน์ พวกเขาได้แสดงละครบนถนน ที่ชื่อว่า การเลือกตั้งที่รัก (My Dear/ Stolen Election) ในการแสดงนักศึกษาจะต้องวางหีบเลือกตั้งไว้กลางถนน เท่าที่มีการคาดการณ์ไว้ ตำรวจนอกเครื่องแบบที่อยู้แถวนั้นได้นำหีบเลือกตั้งไปอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าคณะทหารต่างเกรงกลัวจนเกินเหตุกับอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย หลังจากได้ถูกจับกุมในเรื่องกิจกรรมที่ไม่ใช้ความรุนแรง สมาชิกของพลเมืองโต้กลับได้เข้าไปที่สถานีตำรวจยอมให้จับพวกเขา และฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่ทำรัฐประหารในเรื่องการล้มซึ่งประชาธิปไตย
ในตอนนั้นการกระทำที่กล้าหาญของปัจเจกบุคคลกลุ่มดังกล่าวก่อให้เกิดกิจกรรมของนักศึกษาในเรื่องต่อต้านการปกครองนี้มากขึ้น การประท้วงโดยการใช้สัญลักษณ์มีตั้งแต่การเขียนป้ายผ้าว่า No Coup (ไม่มีรัฐประหาร) หรือการตะโกนว่า ฉันรู้สึกเกรงใจเป็นอย่างมากที่เมืองไทยยังมีการรัฐประหารอยู่ และการใส่หน้ากาก ที่เขียนว่า People (ประชาชน) ยังมีกลุ่มของพลเมืองมีความคิดที่จะสาธยายเรื่อง 1984 ของ George Orwell ที่สถานีรถไฟฟ้า เพื่อที่จะสาธิตให้เห็นถึงสภาวะการเซ็นเซอร์ และการครอบครองในเมืองไทย
นอกเหนือจากนักศึกษา ก็มีกลุ่มชาวบ้าน ที่ทรัพยากรธรรมชาติถูกยึดโดยบริษัทที่ร่วมมือกับทหารต่างส่งเสียงถึงความทุกข์ยาก นักหนังสือพิมพ์ต่างช่วยพวกเขาให้มีการเผยแพร่การกระทำของทหารมากขึ้น ในเวลาเดียวกัน ทั้งนักวิชาการ, นักกิจกรรม และศิลปิน-โดยผ่านการเขียนบทบรรณาธิการ, การสัมมนาในที่สาธารณะ, และการแสดงละคร-ต่างบ่งชี้ถึงความไม่ชอบธรรมของคณะทหาร และต้องการที่จะคืนสู่ประชาธิปไตยทั้งสิ้น
แปลและเรียบเรื่องจาก
เรียนถามว่า..กด ดอกไม้ชื่นชอบบทความนี้..จะโดนข้อหารึเปล่าคะ..