ชีวิตที่พอเพียง : ๒๕๕๑. เที่ยวสกลนคร - บึงกาฬ วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๘


เช้าวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๘ ผมออกไปวิ่งดูลาดเลาที่ตลาดสดเยื้องๆ กับโรงแรม MJ สกลนคร เพื่อหาร้านขายผ้าคลุมไหล่ย้อมคราม ที่เมื่อวานอาจารย์สุนิตย์ ภรรยา ดร. ประพนธ์ ซื้อมา และสาวน้อยว่าสวยมากและราคาย่อมเยา

วิ่งทะลุไปออกอีกถนนหนึ่ง ได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของนครพนม ผมติดใจขนมจอก ที่ทำจากถั่วแป้ง และเผือก เขากำลังทอดในกระทะ กินกับน้ำจิ้มมีแตงกวา แล้วไปพบบริเวณที่ขายเสื้อผ้า แต่ยังปิดอยู่ จึงวิ่งกลับมาตามสาวน้อยลงไปรับประทานอาหารเช้า ก่อนออกไปซื้อผ้าพันคอและผ้าคลุมไหล่ ซึ่งต้องถามหาไปตลอด จนไปพบว่าเจ้าของแผงขายผ้าคลุมไหล่เพิ่งมาถึง กำลังเริ่มเปิดแผง สาวน้อยจัดการเสีย ๕ ผืน เป็นเงินเพียง ๒,๒๐๐ บาท ของดีคุณภาพอยู่ในระดับดี แต่ไม่ดีเลิศอย่างของร้านครามทอง ที่ซื้อเมื่อวาน ผ้าพันคอผืนเล็ก ๗๐๐ บาท ที่ตลาดผ้าพันคอราคา ๓๐๐บาท เอามาอวดสาวๆ กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ ว่าสวยและราคาไม่แพง

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โดยท่านรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด นพ. วิทยา พลสีลา และ ดร. เกศราภรณ์ (ภักดีวงศ์) พลสีลา หัวหน้ากลุ่มงาน พัฒนาคุณภาพและรูปแบบบริการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ ส่งรถและทีมงาน นำโดยคุณสิริรัตน์ อยู่งาน มารับที่โรงแรม MJ เราออกเดินทางเวลาก่อน ๙ น. เล็กน้อย ไปถึงโรงพยาบาลบึงกาฬเวลา ๑๑.๒๐ น. ผมบรรยายเรื่อง R2R หนึ่งชั่วโมง โดยก่อนหน้านั้น ดร. ประพนธ์พูดเรื่อง KM ประมาณ ๒ ชั่วโมง

หลังกินอาหารเที่ยงที่โรงพยาบาล เราออกเดินทางไปภูทอก หรือวัดเจติยาคีรีวิหาร ได้ออกกำลังปีนบันไดขึ้นเขา ได้เห็นวัตรปฏิบัติของพระที่เน้นการทำงานเพื่อปฏิบัติธรรม และได้เห็นการดัดแปลงธรรมชาติ ทำบันไดขึ้นเขา และรอบเขา ให้คนได้ขึ้นไปกราบพระ และชมธรรมชาติโดยรอบ

สาวน้อยเห็นสภาพปีนเขาแล้วก็ขอรอที่ชั้น ๑ ผมควงสาวๆ ๔ คน ปีนขึ้นไปที่ชั้น ๕ ไปเดินวนรอบเขาที่ชั้น ๕ โดยส่วนใหญ่เดินบนสะพานไม้ เสียวเอาการ โดยผมดูแล้วเบาใจว่าสะพานไม้แข็งแรงและพระดูแลบำรุงรักษาดี แต่ ดร. ประพนธ์ซึ่งขึ้นไปเดินที่ชั้น ๖ กับ อ. สุนิตย์ บอกว่าในฐานะวิศวกรโครงสร้าง เห็นสะพานแล้วเสียวมากไม่ค่อยกล้าเดิน ตกลงผมเสียวความสูง ดร. ประพนธ์เสียวสะพาน

กลับเข้าเมืองบึงกาฬจะไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ริมฝั่งโขง ตรงที่เป็นสะดือแม่น้ำโขง คือน้ำลึก ๒๐๐ เมตรที่ วัดอาฮงศิลาวาส ไปถึงก็มืดสนิทแล้ว แต่ก็พอจะเห็นความสวยงามกว้างขวางของบริเวณวัด ถ่ายรูปกันโดยอาศัยแสงไฟฟ้าพอหอมปากหอมคอ ก็ไปกินอาหารเย็นที่ร้านอ้วนเป็ดย่าง ริมฝั่งโขง ที่นี่คุณหมอสุรชัย จากอยุธยา มาประชุมพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ของเขต ๔ และถือโอกาสมาชมบั้งไฟพญานาคด้วย มาสวัสดีพร้อมทีมงานอีก ๒ คน แล้วแยกไปกินเลี้ยงของทีมที่โรงแรม ร้านอ้วนเป็ดย่างอาหารอร่อยทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาคังต้มยำ

ที่ริมโขงฝั่งตรงข้ามกับบริเวณที่เรากินอาหารเย็น เป็นเมืองปากซันของลาว มีไฟสว่าง และเปิดเพลงดังมาถึงฝั่งไทย เขาครึกครื้นยิ่งกว่าบ้านเรา

เราเข้าพักที่โรงแรม The One ผมพักห้อง๒๐๑



ซื้อผ้าที่ตลาดสมเกียรติ สกลนคร


ชั้นล่างของภูทอก


ไต่บันไดอย่างนี้


ทิวทัศน์ป่าระหว่างปีนบันได


ขึ้นต่อ และต่อ


ที่ชั้น ๕ เราเดินสะพานไม้รอบเขาอย่างนี้


สะพานไม้ชั้น ๕ ถ่ายเห็นสะพานชั้น ๖


สะพานไม้ ๕ แผ่น เราเดินแผ่นที่ ๑ ชิดหน้าผา


รูปหล่อหลวงพ่อ


มองไปไกลๆ เห็นหินตั้งคล้ายที่พระธาตุอินทร์แขวน


ส่วนนี้ไม่เสียวแต่สวย



ผมตั้งชื่อว่าถ้ำพระ


เห็นชั้น ๖ และชั้น ๗



ชั้น ๗ เป็นป่า



ทิวทัศน์เบื้องล่างเป็นป่า สวนยาง และบึง


วัดอาฮงศิลาวาส บรรยากาศยามพลบ


พระจันทร์ตกน้ำที่ริมโขงในวัดอาฮง


ที่สะดือแม่น้ำโขง


วิหารพระพุทธชินรา

พระอุโบสถ


วิจารณ์ พานิช

๒๖ ต.ค. ๕๘


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)