สิ่งที่ควรตระหนักในการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

ที่มาของการเขียนบันทึก

บ่ายวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๘ มีความคิดจะกินก๋วยเตี๋ยวที่ปั๋มน้ำมัน ปตท.เลยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (เดิมคือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชื่อย่อคื มจร.) ขณะเดียวกัน มีธุระจะต้องไปรับวพ.เรื่องสังคมนิยมฯที่มจร.วังน้อย เพื่อเสนอความคิดบางอย่างในสัปดาห์หน้าที่ มจร.วัดมหาธาตุ แต่นึกถึงเพื่อนร่วมชะตาชีวิตบนเส้นทางสายอุดมศึกษา ๒ ท่าน (อันที่จริงคือนึกถึงตลอดและพูดถึงตลอด) ได้แต่คิดว่า เราจะช่วยเพื่อนได้อย่างไร กับการที่ฝ่ายบริหารสถาบันอุดมศึกษามีซองขาวไม่ต่อสัญญาจ้าง ขณะนี้ ๒ คน (และคนอื่นๆที่ตกอยู่ในชะตาเดียวกัน) คงจะมีความทุกข์ และเราในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมสถาบันอุดมศึกษาเดียวกันมา ช่างน่าเสียดาย เมื่อเพื่อนเดือดร้อน เราไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเพื่อนได้เลย เพราะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ก่อนนั้นเห็นเพื่อนคนหนึ่งออนไลน์ จึงส่งข้อความถามว่า "ขณะนี้อยู่ที่ไหน" การส่งคำถามนี้เพราะไม่แน่ใจว่า ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานหรือว่าสอนเสร็จแล้วกลับบ้าน ไม่นานมีเสียงโทรศัพท์ดัง บอกให้ทราบว่า "เขายังอยู่ที่ห้องทำงาน ยังคงสอนหนังสือเพื่อให้สิ้นภาคการศึกษา (แม้สัญญาจะสิ้นสุดแล้ว และฝ่ายบริหารไม่ต่อสัญญา แต่ทางฝ่ายบริหารขอให้สอนจนกว่าจะสิ้นภาคการศึกษา)" เมื่อสบโอกาสแบบนี้ จึงสอบถามว่า "กินข้าวเที่ยวหรือยัง? จะชวนไปกินก๊วยเตี๋ยว" เพื่อนตอบตกลงและชวนอีกท่านหนึ่งไปด้วย ต้องยอมรับว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่เคยสบายใจเมื่อเพื่อนร่วมงานต้องเดือดร้อนกับความไม่มั่นคงในหน้าที่การงานที่ควรจะมั่นคงที่สุด

เพื่อน ๒ ท่านนี้ได้รับการกล่าวถึงในวงกว้าง เพราะทั้งสองเป็นสามีภรรยา มีลูกน้อยที่กำลังเรียนอยู่โรงเรียนสาธิต ๑ คน ในพื้นที่เดียวกันของสถาบันอุดมศึกษา เขายังต้องผ่อนบ้านที่เพิ่งตัดสินใจยอมเป็นหนี้ให้กับธนาคารเมื่อสองปีที่ผ่านมา ขณะที่รถเล็กคันเก่า(แจ๊สรุ่นแรก) สำหรับครอบครัวได้เปลี่ยนเป็นรถที่ใหญ่ขึ้นและเพิ่งตัดสินใจเปลี่ยนเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ภาระเหล่านี้น่าจะคือภาระที่มนุษย์เงินเดือนทั่วไปมีอยู่ เขาทำงานในสถาบันอุดมศึกษามาเป็นเวลา ๑๖ ปี ในหลักสูตรเดียวกัน (คอมพิวเตอร์) และที่เดียวกัน โดยไม่เคยย้ายที่ทำงานและไม่คิดจะโยกย้ายมาก่อน แต่บัดนี้ทั้ง ๒ คนไม่ได้รับการต่อสัญญาพร้อมกัน สาเหตุของการที่ฝ่ายบริหารของสถาบันอุดมศึกษายื่นซองขาวไม่ต่อสัญญาเพราะตัวเล่มวิจัยไม่ได้อยู่ในช่วงระยะเวลาที่กรรมการตั้งเกณฑ์ไว้

เราไปสั่งก๊วยเตี๋ยวพร้อมกัน จากนั้นก็คุยกันไปเรื่อยๆ เพราะไม่ได้พบกันนานและไม่ได้คุยกันอย่างเป็นทางการนานแล้ว (ปกติทำงานเสร็จก็กลับบ้าน) สืบเนื่องจากต่างฝ่ายต่างมีภาระต้องสะสางและอยู่ต่างคณะกัน เรื่องใหญ่ที่ทั้งสองคนพยายามระบายให้ฟังคือเรื่องความไม่มั่นคงในการทำงานในสถาบันอุดมศึกษานี่เอง เขาเล่าให้ฟัง (เท่าที่พอจะจำความได้) ว่า เมื่อได้รับซองขาวในการไม่ต่อสัญญาจ้างในการทำงาน รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เกิดสิ่งนี้กับตนเองได้อย่างไร และเกิดกับทั้ง ๒ คนที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ฝ่ายภรรยารีบไปสอบถามจากคณบดี ทราบว่า ตัวเล่มวิจัยที่ส่งไปไม่ได้อยู่ในระยะเวลาตามเกณฑ์ที่กรรมการตั้งไว้ เธอพยายามยืนยันว่า เธอส่งบทความวิจัยไม่ใช่ส่งเล่มวิจัย โดยบทความดังกล่าวอยู่ในระยะเวลาตามที่คณะกรรมการตั้งเกณฑ์ไว้ แต่ภายหลังทางกรรมการขอดูเล่มวิจัยฉบับเต็ม เธอก็ส่งไปให้ดูแล้ว คณบดียืนยันว่า ตัวเล่มก็ต้องอยู่ในช่วงระยะเวลาที่ตั้งเกณฑ์ไว้ด้วยเช่นกัน เธอถามคณบดีว่า แล้วจะมีทางแก้ไขอย่างไรหรือไม่ เธอได้รับคำตอบให้ทำวิจัยใหม่และส่งตีพิมพ์ในฐาน TCI ตามเกณฑ์ที่กรรมการตั้งไว้ เมื่อได้รับคำตอบอย่างนั้น ในใจหนึ่งก็คิดว่า แล้วถ้าทำอย่างนั้นแล้ว จะทำให้การต่อสัญญามีขึ้นจริงหรือ? แม้จะมีความคิดขัดแย้งแต่เธอก็พยายามทำเท่าที่เวลาจะมีอยู่ ปั่นจนงานวิจัยเสร็จ แต่ติดปัญหาคือ วารสารที่รับบทความของเธอมีเพียงฉบับเดียวที่ตอบรับในเวลาเร่งด่วน ค่าตีพิมพ์ ๔,๐๐๐ บาท เธอคิดว่า ถ้าเจอจ่ายเงินนี้ไป แล้วไม่ได้รับการต่อสัญญาหรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆจากที่พยายามทำมานั้น จะไม่เป็นการสูญเปล่าหรือ ระหว่างนั้นเธอพยายามติดต่อรองอธิการบดี ถึงกรณีของเธอและสามีไม่ได้รับการต่อสัญญา แต่คำตอบที่ได้คือ เป็นเรื่องของกรรมการพิจารณาไม่ใช่เรื่องของรองอธิการคนเดียว และขอให้ทั้ง ๒ ไปอ่านเกณฑ์ให้เข้าใจ เธอยืนยันว่าได้อ่านแล้วเป็นหลายสิบรอบ และได้พยายามทำตามเกณฑ์นั้น

จากได้ฟังข้อมูลนี้ทำให้ทราบว่า สาเหตุที่ฝ่ายบริหารสถาบันอุดมศึกษาไม่ต่อสัญญาจ้างในการทำงานให้กับเพื่อน ๒ ท่าน (ทั้งหมด ๓ ท่านที่อยู่ในกรณีเดียวกันและหลักสูตรเดียวกัน ยังมีอีกหลายท่านที่มีเหตุผลในการไม่ต่อสัญญาที่ต่างกัน) คือการส่งวิจัยไม่เป็นไปตามเกณฑ์ (ปัญหาคือ เขาส่งบทความวิจัยซึ่งอยู่ในช่วงระยะเวลาตามเกณฑ์ แต่ตัวเล่มวิจัยที่กรรมการขอเรียกดูนั้นไม่ได้อยู่ในช่วงระยะเวลาตามเกณฑ์)

ประเด็นการพิจารณา

๑) สถานภาพพนักงานมหาวิทยาลัย

พนักงานมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นเพราะต้องการทดแทนการไม่บรรจุเข้ารับราชการใหม่แก่บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา เดิมทีสถาบันอุดมศึกษาจะว่าจ้างเป็นรายเดือน รวมเรียกว่า อาจารย์อัตราจ้าง/อาจารย์พิเศษ ต่อมามองเห็นว่า ในช่วงปิดภาคเรียนอาจารย์อัตราจ้างเหล่านี้จะทำอย่างไร (ในอาจารย์อัตราจ้างเหล่านี้มีลูกๆของอาจารย์ที่เป็นข้าราชการในสถาบันเดียวกันอยู่ด้วย) จึงมีการจ้างเป็นรายปี หลายคนเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการในสถานศึกษาของรัฐเช่น โรงเรียนในสังกัดกทม. โรงเรียนต่างจังหวัด วิทยาลัยชุมชน เป็นต้น แต่หลายคนไม่ไปสอบเพราะเชื่อว่า อนาคตจะดีขึ้น เช่่นอาจมีการสอบบรรจุเข้ารับราชการเพิ่ม เป็นต้น ที่สถาบันอุดมศึกษาที่กล่าวถึงนี้ การบรรจุเข้ารับราชการรุ่นสุดท้าย เท่าที่จำได้มีอยู่ ๔ คนที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ โดยคนแรกเป็น ลูกชายอธิการบดี (ในขณะนั้น) คนที่ ๒ และ ๓ เป็นลูกชายและลูกสาวของอาจารย์ในสถาบันเดียวกัน ส่วนคนที่ ๔ ไม่มีข้อมูล ข้าราชการรุ่นสุดท้ายเหล่านี้เคยเป็นเพื่อนอาจารย์อัตราจ้างกันมาก่อน หลายคนไปสอบบรรจุพร้อมกันแต่ไม่ได้ ทั้งที่ข้อสอบนั้นไม่ได้เกิดความสามารถใดๆ ช่องว่างระหว่างเพื่อนพนักงานผู้ร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาเริ่มเกิดขึ้นจากนี้ (ผู้เขียนไม่เกี่ยว เพราะไม่ใช่สายที่เปิดสอบบรรจุเข้ารับราชการและไม่เคยมีความรู้ว่าการเป็นข้าราชการจะดีกว่าคนทั่วไปอย่างไร นอกจากนั้น บรรพบุรุษมีอาชีพหาเช้ากินค่ำ เพราะข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ไม่เคยมีเชื้อสายทางด้านนี้จึงไม่ได้วางแนวหรือชักชวนให้ลูกหลานต้องสอบบรรจุเข้ารับราชการให้ได้ ซึ่งเป็นข้อเสียหายในภายหลังสำหรับลูกหลาน และที่สำคัญไม่ได้วางอนาคตไว้/ประมาท)

ในสถาบันอุดมศึกษานั้น ผู้มีอำนาจหลักคือข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา ส่วนอาจารย์อัตราจ้างก็ทำหน้าที่ที่สถาบันอุดมศึกษามอบหมายให้ซึ่งไม่ต่างจากบุคลากรใดๆในสถาบันอุดมศึกษา บางคนรับจ้างสอนพิเศษเสาร์อาทิตย์แทนอาจารย์ที่เป็นข้าราชการ แต่ได้ค่าจ้างครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งมอบให้ข้าราชการที่เป็นเจ้าของวิชา บางคนเช่าบ้านพักของอาจารย์ข้าราชการอยู่อาศัย แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งเล็กน้อยมากๆ โดยไม่ต้องใส่ใจเพราะไม่ได้ทำให้เกิดความเจริญใจแต่ประการใด และเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วซึ่งไม่น่าจะมีอีก สิ่งที่ดีคือสถาบันอุดมศึกษามีบุคลากรเข้ามาทำงานแทนอัตราข้าราชการที่ไม่มีอีกแล้ว เด็กๆ นักศึกษา มีครูอาจารย์รับผิดชอบในการจัดการการเรียนรู้ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘ มีระเบียบพนักงานฉบับแรกขึ้นรองรับสถานภาพอาจารย์อัตราจ้างคือ ระเบียบพนักงานมหาวิทยาลัย... ส่งผลให้ลูกจ้างเหล่านี้มีกฎหมายรองรับ โดยกฎหมายดังกล่าวนี้ (๑) ทุกคนสอบเข้าใหม่ (เดิมทีก็สอบเข้าครั้งหนึ่งเมื่อแรกทำงาน) โดยมีการพิจารณาจากผลงานในระหว่างที่ทำงานมาก่อนนั้นด้วย (๒) สัญญาการทำงานสิ้นสุดที่อายุ ๖๐ ปี (๓) พนักงานมหาวิทยาลัยสามารถเป็นกรรมการต่างๆได้ เช่น กรรมการหลักสูตร โดยเฉพาะกรรมการสภามหาวิทยาลัย (๔) เปิดสิทธิ์บางอย่างให้ เช่น การเบิกค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าสัมมนา ฯลฯ ในกรอบที่สถาบันอุดมศึกษาตั้งไว้

ใน (๒) นั่นเองคือความหวังของพนักงานมหาวิทยาลัยทุกคน เพราะหมายถึง ความมั่นคงในการทำงาน โดยไม่ต้องกังวลว่า ไม่รู้เขาจะจ้างต่อหรือไม่? จะผ่อนบ้านผ่อนรถก็เกรงว่าต้องโยกย้ายการงาน เป็นต้น หลายคนเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวโดยผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แต่งงานมีครอบครัว เพราะมั่นใจแล้วว่า ตนมีงานเป็นหลักแหล่งแน่นอนแล้ว การไม่ต้องกังวลกับอนาคตจึงมุ่งหน้าทำงานสอนหนังสือฯลฯ ต่อไป กฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ท่านได้คอยกระตุ้นฝ่ายบริหารถึงกฎหมายฉบับนี้บ่อยๆ จากกฎหมายฉบับนี้เอง ส่งผลให้พนักงานมหาวิทยาลัยมีหน้าที่ สิทธิ์ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษาค่อยๆเกษียณไปทุกปี เมื่อมองอนาคต พนักงานเหล่านี้จะเข้ามาทำงานแทนที่ข้าราชการที่ค่อยๆหมดไป

ต้องยอมรับว่า กฎหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ดังนั้นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของมนุษย์ โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ของฝ่ายบริหารที่แตกต่างกัน ปี ๒๕๕๓ มีข้อบังคับใหม่ที่ว่าด้วยพนักงานมหาวิทยาลัย โดยให้ยกเลิกระเบียบข้างต้น ในข้อบังคับใหม่นี้ ระบุชัดเจนว่า พนักงานสายวิชาการ มีภาระกิจหลักคือ สอน วิจัย บริการวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ส่วนสายสนับสนุน มีภาระกิจหลักคือ เทคนิก บริการ บริหารทั่วไป และวิชาชีพเฉพาะ แต่ปัญหาใหญ่คือ ข้อ ๒๐ การแบ่งช่วงระยะเวลาของอายุสัญญา โดย (๑) ระยะที่ ๑ กำหนดเวลา ๑ ปี (๒) ระยะที่ ๒ กำหนดเวลา ๓ ปี (๓) ระยะที่ ๓ กำหนดเวลา ๕ ปี (๔) ระยะที่ ๔ กำหนดเวลา ๗ ปี และ (๕) ระยะที่ ๕ กำหนดเวลา จ้างจนถึงอายุพนักงานมหาวิทยาลัยครบ ๖๐ ปี โดยในบทเฉพาะกาล ระบุว่า พนักงานเก่าให้ถือเป็นพนักงานตามข้อบังคับใหม่นี้ และสามารถต่อสัญญาเข้าสู่ระยะที่ ๒ ได้หากผ่านเกณฑ์การประเมิน พนักงานแต่ละคนไม่มีการท้วงติงใดๆในข้อคับใหม่นี้ เพราุะท้วงติงอย่างไรก็ไม่เป็นผล เนื่องจากข้อบังคับออกโดยฝ่ายบริหารของสถาบันอุดมศึกษา และแต่ละคนไม่ได้มีสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

จะเห็นได้ว่า ข้อบังคับใหม่ เสมือนเป็นการเริ่มต้นต้นใหม่อีกครั้งหนึ่งบนเส้นทางสายพนักงานมหาวิทยาลัย จากอาชีพที่ดูเหมือนจะมั่นคงโดยไม่ต้องกังวลในการทำงาน กลายเป็นอาชีพที่ดูทันสมัยขึ้นเหมือนกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศกระมัง หลายคนถอยไม่ได้เพราะทำงานมาหลายปี และตั้งรกรากใกล้ที่ทำงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงจำยอมทำตามเกณฑ์ที่ทางฝ่ายบริหารกำหนด (ปัจจุบัน รองฯฝ่ายบริหารที่มีส่วนอย่างยิ่งในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ กลับมาขอโทษพนักงานมหาวิทยาลัย เบื้องลึกอาจต้องการพลังจากพนักงานมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนตนให้ทำงานฝ่ายบริหารอีกครั้งหนึ่ง จากที่ถูกเปลี่ยนจากรองฯเป็นอาจารย์ทำหน้าที่สอนฯลฯ อนึ่งบ้านเมืองเรานั้นหาความเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้ เพราะความอยากของแต่ละคน บางคนดูเหมือนจะเป็นมิตรแต่ซ่อนอมิตรไว้เบื้องหลัง การจะหามิตรในปัจจุบันนั้นช่างยากแท้ ดังนั้น ความเป็นฝักฝ่ายจึงเกิดมีขึ้นเพราะความต้องการจะทำงานบริหารที่ได้รับสิทธิ์เหนือกว่าใครๆในองค์กรนั้นๆ และเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย เช่น ขับรถผ่าไฟแดง ชักบัตรให้เจ้าหน้าที่ดู อาจได้รับการพิจารณาให้ฝ่าฝืนกฏหมายได้ เป็นต้น) อย่างไรก็ตาม ในปัญหาดังกล่าวมีการแก้ไขใหม่ด้วยข้อบังคับฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๕๕ โดยปรับเปลี่ยนการจ้าง ๕ ระยะเหลือเพียง ๔ ระยะ โดยระยะที่ ๑ คงเดิม ระยะที่ ๒ เปลี่ยนเป็น จ้าง ๔ ปี ระยะที่ ๓ คงเดิม ส่วนระยะที่ ๔ เปลี่ยนเป็น จ้างครบอายุของพนักงาน ๖๐ ปี จากกฎหมายฉบับนี้แม้จะดูดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายถึงความมั่นคงในหน้าที่การงาน เพราะเปลี่ยนจากพนักงานประจำครบอายุ ๖๐ ปี (ตามระเบียบ ๒๕๔๘) กลายเป็น พนักงานชั่วคราวตามระยะ (๑ ปี ๔ ปี ๕ ปี และ อายุพนักงาน ๖๐ ปี) โดยไม่มีการเยียวยาใดๆ จากฝ่ายบริหารและไม่มีการเรียกร้องขอเยียวยาในสถานภาพที่สูญหายไป แตกต่างจากการเปลี่ยนข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยในหลายแห่ง จึงเป็นอันว่า สถานภาพที่เป็นเพียงชื่อเรียกขาน ไม่มีกฎหมายรองรับ กลายเป็นมีกฎหมายรองรับที่ดูจะมั่นคง แต่สุดท้ายกลายเป็นหาความมั่นคงใดๆไม่ได้ เข้าสู่ที่เดิมก่อนนั้น

๒) สถาบันอุดมศึกษาในแง่มุมทางสังคม (สังคมวิทยาการอุดมศึกษา)

จะพบว่า ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (กรณียังไม่ออกนอกระบบเต็มตัว) จะมีบุคลากร ๒ กลุ่มคือ (๑) ข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา และ (๒) ลูกจ้างในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งรวมถึงพนักงานมหาวิทยาลัย แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ เป็นต้น และโดยรวมคือ เป็นลูกจ้างของรัฐหมือนกัน จากการจ้างด้วยภาษีและรายได้ของรัฐเอง หากแบ่งออกเป็นชนชั้น จะมีชนชั้นที่ชัดเจน ๒ กลุ่มคือ (๑) ชนชั้นเจ้านาย และ (๒) ชนชั้นกรรมกร โดยชนชั้นเจ้านายจะมีอำนาจในการบริหารการจัดการ และการเข้าถึงอำนาจในการบริหารการจัดการได้มากกว่าชนชั้นกรรมกร ขณะเดียวกัน ชนชั้นเจ้านายจะได้รับการยกย่องและเป็นตัวแทนขององค์กรภาครัฐจากภาคสังคมได้ดีกว่าชนชั้นกรรมกร (ขณะที่เขียนนี้ไม่ได้มีความรู้สึกอื่นใดนอกจากการมองภาพกว้างๆทางสังคมเท่านั้น) และเนื่องจากพลังของชนชั้นกรรมกรนั้นค่อยๆหนาแน่นขึ้น ดังนั้นชนชั้นเจ้านายจำเป็นต้องรักษาฐานที่มั่นของคนให้มั่นคงที่สุด เช่น การให้ภาพอนาคตที่ดีแก่ชนชั้นกรรมกร การออกกฏหมายบังคับ การข่มขู่ด้วยข้อความสุภาพ เป็นต้น ขณะที่ชนชั้นกรรมกรที่มีปัญญาก้าวไกล ส่วนหนึ่งจะปลีกตัวออกจากองค์กรเพื่อแสวงหาความมั่นคงให้ชีวิตและครอบครัว อีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถจะทำได้ อาจจะอายุเลยวัยหนุ่มสาว ไม่เหมาะจะเข้าสู่การแข่งขันในตลาดแรงงาน ยังคงต้องยอมตามเกณฑ์ที่ชนชั้นเจ้านายได้วางไว้ และพยายามเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นเจ้านาย เช่น การคอยรับใช้เป็นอย่างดี การสนองงาน การรับหน้างาน เป็นต้น โดยงดการแสดงความเห็นใดๆที่ขัดแย้งต่อชนชั้นเจ้านาย อีกส่วนหนึ่งยังคงซ่อนความรู้สึกลึกๆของความชิงชังไว้ เพื่อหวังว่า เมื่อไรที่สามารถขึ้นสู่อำนาจชนชั้นเจ้านายได้ เขาอาจจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่างต่อผู้ที่เคยทำต่อตน แต่ความคิดดังกล่าวนี้ดูจะเปล่าประโยชน์ เพราะสถาบันอุดมศึกษาของรัฐไม่ใช่ของผู่้ใดผู้หนึ่ง เมื่อนาย ก. สร้างรอยร้าวหรือความดีในสถาบันอุดมศึกษาเรียบร้อย นาย ก.ก็จากไป เหลือเพียงภาพแห่งความหลังให้คนรุ่นหลังได้สานต่อ ดังนั้น ชนชั้นกรรมกรบางคนจึงหันหลังให้กับสถาบันอุดมศึกษา ในเมื่อพิจารณาแล้วว่า ไม่สามารถจะทำให้เกิดได้อย่างที่คิด แต่หลายคนอาจไม่คิดอย่างนั้น ยังอยู่สถานบันอุดมศึกษาเพียงเพื่อประโยชน์ที่จะได้รับ ขอเทียบเคียงความคิดให้ชัดเจน อาจดูเหมือนสถาบันอุดมศึกษาเหมือนคอก ผู้ที่ขังไก่ไว้ในคอกคือชนชั้นเจ้านาย เพราะสามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับไก่ที่อยู่ในคอกได้ ขณะที่ไก่ซึ่งอยู่ในคอกจะต้องทำตามเกณฑ์ทีผู้ถือสิทธิ์เป็นเจ้าของคอกได้ตราไว้ จึงจะได้รับสิ่งที่พึงมีพึงได้จากผู้ถือสิทธิ์เป็นเจ้าของคอก รองคณบดีหญิงท่านหนึ่ง (ไม่ใช่คณะของเพื่อนทั้ง ๒ ท่านที่กล่าวถึงข้างต้น) รู้สึกเสียใจมากที่ไม่สามารถช่วยเหลือใดๆกับเพื่อนร่วมชะตากรรมได้ ครั้งหนึ่งเธอเปรยขึ้นมาว่า "หนู (ฉัน) เป็นเพียงตรายาง" การที่เพื่อนหลายคนในคณะเดียวกันไม่ได้รับการต่อสัญญานั้น ทางฝ่ายบริหารคณะไม่เคยรับรู้เลย จนกระทั่งเพื่อนบอกให้ทราบ เมื่อทราบแล้วไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งรีบหาทางที่จะให้ต่อสัญญาการทำงานต่อไป เพราะถ้าบุคคลเหล่านี้ที่กล้าคิด กล้าแสดงออก ได้รับการไม่ต่อสัญญา ต่อไปใครจะเป็นปากเสียงและกล้าหาญในการปกป้ององค์กร จากกรณีนี้ ในมุมมองทางสังคม อาจเห็นว่า ภาพปรากฎของการบริหารการจัดการในสถาบันอุดมศึกษานั้นกับความเป็นจริงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แท้จริง คณะที่บุคลากรสังกัดอยู่มีมีสิทธิ์ในการตัดสินใจที่จะจ้างหรือไม่จ้างบุคคลในการทำงานต่อไป เพราะมีความใกล้ชิดกับบุคคลในองค์กรของตนมากกว่า แต่กรณีดังกล่าวถูกแทรกแซงโดยฝ่ายบริหารของสถาบันอุดมศึกษา ทำให้มองเห็นถึงความทับซ้อนในการบริหารการจัดการสถาบันอุดมศึกษา และความไม่เป็นอิสระในการบริหารจัดการ ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตไม่ได้ของคณะที่เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันอุดมศึกษา

๓) ความแตกสามัคคีในสถาบันอุดมศึกษา

ในสังคมไทยนั้น เราให้ความสำคัญกับข้าราชการเป็นอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงผู้ที่จะทำหน้าที่แทนพระเนตรพระกรรณของพระเจ้าแผ่นดิน ในการปกครองไพร่ฟ้าประชาชนให้ได้รับความสุขสงบ แต่ในม้าสีขาวหนึ่งคอกที่พระเจ้าแผ่นดินชุบเลี้ยงไว้นั้น อาจมีม้าบางตัวสนองงานเลยพระราชอำนาจ ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนแก่ไพร่ฟ้าประชาชน เขาจึงไม่อาจทำหน้าที่เป็นข้าราชการที่ดีได้ ซึ่งเราจะเห็นได้จากหลายๆกรณี โดยเฉพาะทุจริตเชิงนโยบายเพื่อความมั่งคั่งของตนแต่ไม่ใช่เพื่อสงบสุขของไพร่ฟ้า ละครเรื่องเปาปุ้นจิ้นบางตอนคือเป็นตัวแบบหนึ่งในการศึกษาเรื่องนี้ ในสถาบันอุดมศึกษาที่กล่าวถึง เหล่าลูกจ้างจะให้ความสำคัญกับข้าราชการ โดยการพูดถึง ชื่นชม แสดงความยินดี แล้วแสดงความเคารพด้วยการไหว้ด้วยจิตใจที่นอบน้อม ยิ่งเหล่าคนงานด้วยแล้ว ดูเหมือนจะมองข้าราชการโดยเฉพาะที่มีสถานภาพเป็นอาจารย์เสมือนเทพเจ้าของเขา เพราะหมายถึง บุคคลเหล่านี้ให้คุณและอาจให้โทษต่อตนได้ ดังนั้น สิทธิ์บางอย่างที่ได้มา จึงได้มาจากการร้องขอจากฝ่ายบริหารซึ่งคือข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา ดังนั้น ช่องทางที่ข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษาจะทำแล้วยั่งยืนคือ "การให้" เหมือนกับเทวดาให้ขวานแก่คนตัดไม้ผู้ซื่อสัตย์ต่อความจริงและความดี แต่ไม่ใช่ซื่อสัตย์ต่อตน เราอาจเรียกสิ่งนี้ว่า "อำนวยการ" แต่ปัญหาคือ บางคนไม่ให้ กลับกลายเป็นการแย่งชิง การกีดกัน และทำลาย ทั้งที่สถานภาพทางสังคมของกลุ่มลูกจ้างไม่ได้มีอะไรที่จะทัดเทียมตนได้เลย บางคนกลับลดสถานภาพของตนให้ตกต่ำไปเล่นบนสนามของลูกจ้าง เช่น ดื่มเหล้า เล่นการพนัน ด่าว่า หมิ่นศักดิ์ศรี การกีดกัน เป็นต้น เกียรติที่ได้รับจึงถูกลดทอนโดยตัวผู้กระทำเองและส่งผลต่อผู้มีสถานภาพเดียวกัน การพยายามลดทอดเกียรติของตนคือการยืนยันว่าตนหาได้มีเกียรติที่น่าชื่นชมเหมือนกับภาพทางสังคมไม่ เพราะท้ายที่สุดตนก็ไม่ได้มีอะไรดีแตกต่างไปจากคนทั่วไป

ลูกจ้างซึ่งทราบดีว่า ตนหาได้มีสถานภาพใดๆทางสังคมเทียบเท่านายจ้างไม่ แต่เมื่อนายจ้างไม่ได้แสดงให้เห็นว่าตนมีเกียรติที่ควรได้รับการยกย่องกว่าบุคคลทั่ว ดังนั้น นายจ้างกับลูกจ้างจึงไม่แตกต่างกัน เพราะกินอาหารเหมือนกัน นอนหลับพักผ่อนเหมือนกัน สนุกสนานเฮฮาเหมือนกัน ถ่ายของเสียออกจากร่างกายแล้วมีกลิ่นเหม็นเหมือนกัน ดังนั้น สิ่งที่พอจะคานอำนาจระหว่างกันได้คือ กฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการจัดการมากกว่ากฎหมายเพื่อทำให้สถานภาพของคนดีขึ้น จึงมีการกล่าวว่า ปืนเป็นอาวุธของทหาร แต่กฎหมายเป็นอาวุธของฝ่ายบริหาร จึงทำให้ฝ่ายมีอำนาจนิ่งนอนใจว่า ตนมีอาวุธในมือที่เป็นกฏหมาย โดยเฉพาะกฎที่เขียนขึ้นจากตน ดังนั้น จะทำอย่างไรก็ได้ ตลอดถึง การแสวงหาพวกพ้องเพื่อตรึงอำนาจไว้ให้มากที่สุด เริ่มตั้งแต่ พวกพ้องที่เป็นกรรมการสภา พวกพวกที่เป็นกรรมการบริหาร พวกพวกที่เป็นบุคลากร พวกพ้องที่เป็นลูกจ้าง ฯลฯ แม้บุคคลเหล่านั้นจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่เพื่อตรึงกำลังไว้ จึงมีการชักชวนมาเพื่อการเป็นพวกพ้องในนาม "พนักงานมหาวิทยาลัย" คำถามคือ สถาบันอุดมศึกษามีเป้าหมายเพื่อให้บุคลากรแสวงหาพวกพ้องเพื่อตรึงอำนาจหรือ? อย่างไรก็ตาม ความแตกสามัคคีเกิดขึ้นตั้งแต่ (๑) การรับรู้ว่าคนไม่แตกต่างกัน (๒) มีการจำแนกคนออกจากพวกพ้อง (๓) มีความเห็น/การเสนอความเห็นที่แตกต่าง แล้วค่อยๆขยายออกเป็นกลุ่ม โดยกลุ่มอำนาจจะยึดอำนาจให้ไว้นานที่สุด ขณะเดียวกันจะตัดกำลังกลุ่มใต้อำนาจที่กำลังจะและ/หรือมีนัยว่าอาจก่อความกระทบกระเทือนอำนาจให้สั่นคลอน คำถามคือ ความแตกสามัคคีควรจะมีขึ้นในสถาบันอุดมศึกษาหรือไม่? ตัวอย่างของการไม่ต่อสัญญาการทำงาน/สัญญาการทำงาน คือตัวอย่างของการหาความสามัคคีไม่ได้ เพราะถัดจากนี้ไป คำว่า พี่ ป้า น้า อา ที่เคยเรียกข้าราชการด้วยความนอบน้อมจะเหลือเพียงภาพเท่านั้น แต่ความรู้สึกไม่ได้เป็นดังภาพที่เห็น เมื่อมีการไม่ต่อสัญญาจ้าง ทั้งที่เหล่าพนักงานมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้รับการต่อสัญญาจ้าง ไม่ใช่บุคคลที่นิ่งดูดายต่อการงาน เอาใจใส่ต่อส่วนรวม ไม่ผู้ละทิ้งภาระหน้าที่ เป็นไปได้ที่การทำแบบนี้จะคือ ความเสียหายที่ประมาณค่าไม่ได้ต่ออนาคตขององค์กร ส่วนผู้ที่ได้รับการต่อสัญญาจะหาความรักต่อองค์กรไม่ได้ คงเหลือเพียง ผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับ เพราะไม่ใช่องค์กรของตน และไม่จำเป็นต้องทุ่มเทชีวิตทั้งหมดให้กับผลผลิตขององค์กร เช่นการเอาใจใส่ต่อนักศึกษา การทุ่มเทดังกล่าวควรให้ความสำคัญกับการทำผลงานทางวิชาการเช่น งานวิจัย ตำรา ทีเป็นอนาคตของตนมากกว่า เพราะเพียงตัวเล่มวิจัยไม่ได้อยู่ในระยะเวลาที่กำหนด เพียงอย่างเดียวก็ตัดอนาคตในหน้าที่การงานทั้งหมดของตนได้ ภาระงานสอนและนักศึกษาที่เรียนจบจากการการเคี่ยวเข็ญของตน ซึ่งยากเต็มทีนั้น นั้นหามีประโยชน์ใดๆไม่ อาจมีคำถามว่า สถาบันอุดมศึกษาไม่ต้องการความสามัคคีหรือไม่?

๔) เกณฑ์เพื่อพัฒนาหรือทำลายชีวิต

ในการประเมินเพื่อต่อสัญญาจ้างนั้น เราตั้งเกณฑ์เพื่อสิ่งใด หากตั้งเกณฑ์เพื่อจะบอกว่า กรณีที่บุคคลไม่เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าวจะไม่มีการต่อสัญญาจ้าง สิ่งนี้มองเห็นถึง (๑) คู่สัญญาไม่ใช่บุคลากรขององค์กร (๒) การยืดตัวบทที่แข็งกระด้างมากกว่าพื้นที่คุณธรรมที่อ่อนโยน (๓) อำนาจเผด็จการมากกว่าประชาธิปไตย (๔) ไม่จำเป็นที่คู่สัญญาจะมองว่าองค์กรเป็นของตน ทำงานตามสัญญานอกเหนือจากนั้นไม่จำเป็นใดๆ สิ่งเหล่านี้จึงเป็น (๑) องค์กรกับบุคคล ไม่ใช่อันเดียวกัน (๒) บุคคล (ฝ่ายบริหาร) กับบุคคล (ฝ่ายลูกจ้าง) ไม่จำเป็นต้องนับถือกัน (๓) ความโดดเดี่ยวขององค์กร

ในชีวิตคนหนึ่งคน มีความสัมพันธ์กับหลายๆคน ความสัมพันธ์ดังกล่าวเราวัดให้ออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้ บางคนไม่ใช่ญาติสายโลหิต แต่เขาสามารถเป็นเสมือนลมหายใจของอีกคนหนึ่งได้ โลกของหุ่นยนต์ไม่มีความสัมพันธ์แบบนี้ เกณฑ์ทั้งหลายก็ดี แนวคิดหลายๆอย่างในการศึกษาก็ดี เราพยายามทำให้ออกมาเป็นตัวเลข ตัวเลขนั้นกระด้าง แตกต่างจากความรู้สึกที่ไม่มีตัวเลข จะมีแต่ความอ่อนโยน ในการนำเกณฑ์มาใช้จำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะมิฉะนั้นจะหมายถึง "บาปในสถาบันอุดมศึกษา" เพราะไม่ใช่เพียงการทำลายชีวิตคนๆหนึ่ง แต่หมายถึงการทำหลายอีกหลายๆชีวิตที่อยู่ในความคุ้มครองของคนๆนั้น ดังนั้น เราจึงควรตั้งเกณฑ์เพื่อพัฒนาหรือว่าเกณฑ์เพื่อทำลายชีวิตอื่น ตั้งเกณฑ์เพื่อช่วยหลายๆชีวิตให้ดีขึ้นหรือว่าตั้งเกณฑ์เพื่อให้ดูดี น่าเชื่อถือ โดดเด่น แต่ไร้วิญญาณของความเป็นมนุษย์ เราอาจจำเป็นต้องถามเหตุผลจากอาจารย์ที่เกษียณไปแล้วแต่ไม่มาตามคำเชิญในวันสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาว่า "ทำไมเขาจึงไม่มา" สิ่งดังกล่าวนี้คือตัวแสดงถึง "ความโดดเดี่ยวขององค์กร" ซึ่งไม่ควรจะเป็นฐานของการศึกษาแบบไทย หรือว่าเราอยากเป็นเบอร์หนึ่งของโลก เราสามารถสร้างยานอวกาศได้ แต่เด็กนักเรียนยังคงสนุกกับยา แย่งคู่นอน ยกพวกตีกัน

๕) การเตรียมความพร้อมในการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

ความก้าวหน้าของสถาบันอุดมศึกษายังคงดำเนินไปเพื่อการเป็นเบอร์หนึ่งในการยกระดับการศึกษาให้กับมวลมหาประชาชน ข้าราชการที่เคยเป็นบุคลากรหลักในสถาบันอุดมศึกษาค่อยๆหมดไป มหาวิทยาลัยของรัฐค่อยๆเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน บุคลากรทั้งหมดจะคือพนักงานมหาวิทยาลัย ดังนั้น สิ่งที่ควรเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยคือ (๑) ถ้าเศรษฐกิจทางบ้าน/ต้นทุนบรรพบุรุษไม่ดี หากรักงานวิชาการ ควรเลือกไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการครู ในกรณีนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีที่สถาบันอุดมศึกษาไม่ต่อสัญญา/สิ้นสุดสัญญา (๒) เมื่อเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ไม่ควรทำหน้าที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นงานหลัก กล่าวคือ ต้องมีงานหลักอื่น เช่น เปิดร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านกาแฟ เป็นต้น และไม่ควรเชื่อว่าตนจะทำงานดังกล่าวไปตลอดชีวิต (๓) ระหว่างที่จำเป็นต้องทำงานในมหาวิทยาลัยเป็นงานหลัก พนักงานมหาวิทยาลัยต้องมองหางานเสริมหรืองานอื่นๆเป็นงานสำรอง และงานดังกล่าวจะต้องเข้ามาแทนที่ได้ทันท่วงทีเพื่อรับภาระของตนและครอบครัวทั้งหมด (๔) อย่าคาดหวังความก้าวหน้าในการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมากนัก (เช่นตำแหน่งทางวิชาการ) เพราะเกณฑ์ความก้าวหน้าดังกล่าวเป็ํนสิ่งสมมติ การจะได้มาต้องทุ่มเทพอสมควร ในบางครั้งอาจละเลยชีวิตครอบครัวที่จะต้องอยู่กับเราจนหมดลมหายใจ (๕) อย่าให้ค่าการเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาว่า ดูมีเกียรติ น่ายกย่อง มากนัก เพราะแท้จริงเป็นคนรับจ้างเหมือนๆกันกับขนขับรถเมล์ รับจ้างตีฝ้า รับจ้างผสมปูน เป็นต้น (๖) หมั่นฝึกอาชีพที่หลากหลาย โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยนั้นมีคลังความรู้ขนาดใหญ่ให้เรียนรู้ มีเพื่อนต่างสาขาอาชีพ ถ้ามีโอกาสจงฝึกฝน อย่างน้อยเพียงทำเป็นก็พอ เพราะดูเหมือนโลกทุกวันนี้ไม่ได้ต้องการความลึก แต่ต้องการความกว้างของความรู้ (๗) หากรักงานสอน/วิชาการ อาจไม่จำเป็นต้องเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเสมอไป

สุดท้าย ขอให้อาจารย์เพื่อนทั้ง ๒ จงเข้มแข็ง หลายอาชีพที่สุจริตคือ ขับรถแท็กซี่ เปิดท้ายขายของ ทำงานการเมืองชุมชน ขายของออนไลน์ฯลฯ เป็นอาชีพที่หารายได้ประทังชีวิตได้ในระดับหนึ่ง ส่วนอาชีพขายห่อหมกปลาทะเลนั้น ขอสงวนไว้ก่อน อาจพบกันหน้าสถาบันการศึกษาที่เคยทำงานมาหลายสิบปี "เอ้า ห่อหมกปลาทะเลจ้า นักศึกษาเชิญๆ อร่อยๆ นะจ๊ะ" หรือถ้าทำงานที่ดีไม่ได้ ก็รับจ้างทำงานวิจัย ทำวิทยานิพนธ์ไปเลย (โปรดใช้วิจารญาณในข้อความที่กล่าวถึงนี้)

หมายเหตุ : การทำให้เด็กไม่เก่งได้มีวิชาเพียงพอที่จะใช้ชีวิตในอนาคตนั้น น่าจะยากกว่าการทำให้เด็กเก่งได้เป็นคนเก่ง เด็กที่เอ็นทรานซ์ไม่ได้ เขาเข้าใจว่าตนไม่เก่ง การเข้าใจว่าตนไม่เก่งนั้น จำเป็นต้องมีอาจารย์ที่เข้าใจว่าตนไม่เก่งแต่มีความพยายามเพื่อที่จะไปยืนอย่างภาคภูมิใจในสังคม อาจารย์ที่เก่งมาตลอดชีวิตและไม่เคยรับรู้ว่าไม่เก่ง อาจไม่เหมาะกับเด็กที่รู้สึกว่าตนไม่เก่ง / การไม่จ้างอาจารย์ที่ทุ่มเทให้กับองค์กรมาหลายปี เพียงเพราะเกณฑ์ที่ตั้งไว้ไม่สอดคล้องกับเขาและเพราะการตีความคนละแบบ อาจสูญเสียทรัพยากรบุคคลไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะเราลงทุนในการพัฒนาเขามาหลายปี แต่บัดนี้ต้องเริ่มพัฒนาคนใหม่ / การไม่ต่อสัญญาจ้างกับคนเก่า อาจช่วยในการลดต้นทุนในการจ้าง แต่สิ่งที่เสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้คือ มนุษยธรรม / กฎที่ดีควรเป็นกฎเพื่อประโยชน์ที่ดีต่อบุคคล ไม่ใช่เพื่อเป็นเครื่องมือในการกำจัดฝักฝ่ายที่ไม่พึงพอใจ / สิ่งที่เรามองทุกวันนี้ เรื่องใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่เรื่องใหญ่คือเรื่องเลวร้าย เพราะมิฉะนั้น เราจะไม่มองข้อบกพร่องของผู้อื่นมาเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ น่าเสียดายที่กฎทั้งหลายที่ตราขึ้นเป็นกฎเพื่อจัดการสิ่งเล็กน้อย แต่กระทบสิ่งสำคัญขนาดใหญ่ กฎทั้งหลายอาจทำให้คนทำงานอยู่ยาก / เกณฑ์เป็นเพียงกระบวนการที่เราสร้างขึ้น ดังนั้น เราจะสร้างเกณฑ์อย่างไรก็ได้ สร้างให้ง่ายหรือสร้างให้ยาก สร้างเพื่อทำลายหรือสร้างเพื่อช่วยเหลือ สร้างเพื่อประโยชน์หรือสร้างเพื่อโทษ / เพราะกลัวอำนาจสั่นคลอนจึงต้องมีอาวุธคานอำนาจ / ทันทีที่มีการฟ้องร้อง สิ่งดังกล่าวนี้บ่งบอกถึงความแตกสามัคคี และความไร้ซึ่งพี่น้องอีกต่อไป / ปล่อยให้เด็กทางศีลธรรมบริหารจัดการบ้านเมือง ก็จะเป็นการบริหารศีลธรรมแบบเด็กๆ / บุคคลถูกอบรมมาอย่างไรก็จะเป็นอย่างที่ถูกอบรมนั้น / คำวิงวอนขอให้ความสุขจงเกิดแก่สังคม เป็นเพียงภาพลวงตา / ทันทีที่เราไม่ใยดีต่อความทุกข์นั้น ความทุกข์ก็จะหมดไปจากเรา


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า ประสบการณ์และความคิด



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

แปะไว้ก่อน แล้วจะตามอ่านบันทึกของอาจารย์ให้ละเอียดขึ้นนะครับ ;)...

เขียนเมื่อ 

อย่าอ่านมานะครับท่าน :-) ลายตาครับผม