บังเอิญวันนี้ได้อ่านประวัติพระคุณเจ้าพระนักพัฒนารูปหนึ่ง

ที่ท่านได้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อการพัฒนาชุมชน โดยผู้เขียนท่านได้นำเสนอมุมมองไว้น่าสนใจมาก






หวนให้ผมระลึกถึงการได้มีส่วนร่วมในการสร้างรูปแบบการแก้ปัญหาความยากจนเมื่อหลายปีก่อน

พบว่า การแก้ปัญหาความยากจนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย หนอ

เพราะรายได้ของชาวบ้านส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเกษตรกรนั้นคงที่แทบทุกปี

แต่รายจ่ายนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามอัตราเงินเฟ้อ

ข้าราชการหรือผู้มีเงินเดือนนั้นจะพออยู่ได้ เพราะเงินเดือนก็ปรับขึ้นตามค่าเงินที่เปลี่ยนไป

แต่สำหรับชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกร ที่ไม่มีเงินเดือนนั้น ยิ่งจะเกิดช่องว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ


ในโครงการนั้น ผมได้ข้อคิดอย่างหนึ่ง คือ

ทำให้ผมหันมามองตนเองว่า โอ้! เรามีเงินเดือน มีรายได้มากกว่า ชาวบ้านตั้งหลายเท่า

เอ๊ะ! ทำไมเราจึงยังไม่รู้สึกพอ ยังอยากจะได้มากขึ้น ๆ

หวนให้นึกย้อนไปตอนเข้ามาทำงานใหม่ ๆ เงินเดือนน้อย ๆ

ตอนนั้น เราก็ยังพออยํู่ได้ และยังสงสัยว่า ข้าราชการผู้ใหญ่เงินเดือนมาก ๆ ท่านเอาเงินไปไว้ที่ไหน หนอ


เมื่อเทียบเคียงตามมิติเวลาแล้ว

พบว่า มันไม่สำคัญว่า ได้มาก หรือ ได้น้อย

สิ่งที่สำคัญ คือ พอใจ หรือไม่ ?

ใจที่พอ พอที่ใจ ต่างหาก สำคัญกว่า หนอ





ระหว่างที่ครุ่นคิด ออกแบบแนวทางแก้ปัญหาความยากจนในปีต่อ ๆ มา

ทำให้ผมสังเกตุเห็นคนต้นแบบ นั่นคือ พ่อตา ของผมเอง หนอ


ถ้าเอาเศรษฐกิจเป็นตัวนำในการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติแล้ว

เราก็ยิ่งจะเป็นทุกข์ และยากจนมากยิ่งขึ้น แม้มีเงินมาก