การใช้ชีวิตอย่างไรสาระ : การเรียนรู้ของผม (๑)

วันนี้เป็นวันที่พยายามให้ชีวิตไร้สาระอีกวันหนึ่ง แต่ชีวิตที่ไร้สาระทำให้ผมเกิดการเรียนรู้อะไรบ้าง? ในตอนเช้า ระหว่างการปั่นจักรยานไปเรื่อยๆ มีอยู่ ๒ เรื่องที่ผมอยากเก็บภาพไว้ แต่เก็บได้เพียงภาพดียว

เรื่องที่ ๑ สวนทางกับนักเรียนตัวน้อยๆคลุมศีรษะ เด็กมุสลิมเหล่านี้กำลังปั่นจักรยานจะไปไหนสักแห่ง คาดว่าไปโรงเรียนในวันเสาร์ แล้วจักรยานโซ่หลุด แต่ละคนก็ช่วยกันใส่โซ่ให้จักรยาน ความคิดของผมผุดขึ้นว่า เด็กเหล่านี้เหมือนแก้วที่ไม่มีน้ำ เมื่อเราใส่อะไรลงไป แก้วนั้นก็จะมีสีเหมือนน้ำที่เราใส่ลงไป และในจำนวนมาก น้ำที่มีสีจะเปื้อนแก้วทั้งล้างออกและล้างไม่ออก เราทุกคนผ่านวัยแบบนั้นมา สังคมเชื่อมั่นได้อย่างไรว่า สิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด แล้วใส่สิ่งที่สังคมมองว่าถูกลงในสมองของเด็กๆ เราใช้สิทธิ์อะไรในการชักจูงความคิดที่แสนซื่อของเด็กเหล่านี้ โดยเฉพาะความคิดเรื่องศาสนา เราคิดได้อย่างไรว่า สิ่งที่สังคมตราไว้นั้นคือสิ่งถูกต้อง และเด็กๆก็จะต้องเป็นอย่างที่เราคิด มันยุติธรรมสำหรับเด็กเหล่านี้หรือ ไม่ใช่เฉพาะศาสนาอิสลามเท่านั้น ทุกๆ ศาสนา แม้แต่ศาสนาพุทธเองก็เช่นกัน อะไรคือพุทธตัวจริงกันแน่ หวนคิดถึงช่วงนี้ หนังไทยเรื่องหนึ่งกำลังเป็นที่กล่าวขาน สำหรับผมแล้ว ผมไม่ใส่ใจ บางคนประกาศตัวที่จะไม่นับถือศาสนาพุทธ สำหรับผมแล้ว เราไม่จำเป็นต้องนับถือสิ่งใดหากเรายังมองไม่เห็นว่าสิ่งนั้นจะมีประโยชน์อะไร

เรื่องที่ ๒ ปั่นจักรยานผ่านหนูตายตัวหนึ่งบนถนน คาดว่ารถคงเหยียบ ความคิดก็ผุดขึ้นว่า "นี่แหละชีวิต" หวนนึกพึงหมาข้างถนนและบนถนนที่ตายเพราะถุกรถชน ดูเหมือนสัตว์เหล่านนั้นจะไร้ความหมายเสียเหลือเกิน ผมปั่นจักรยานผ่านไปแล้ว แต่ก็ต้องกลับมาขอเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก เพราะความคิดดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นกับผมเสมอเมื่อเห็นสุนัขตายบนถนนเพราะถูกรถชน "นี่แหละชีวิต" "ชีวิตมันช่างไร้ความหมายเสียจริงๆ"

หนูตัวนี้ถูกรถชนตายบนถนน เลือดออกทางปาก ทางก้นเลอะถนน ยังมีหนูอีกหลายตัวที่มนุษย์นำไปทดลองเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ผมไม่ทราบเลยว่า หนูที่ถูกทดลองจะได้รับการบำเพ็ญกุศลศพเหมือนสัตว์ที่มีบุญคุณกับมนุษย์หรือว่าเขาเอาไปทิ้งในถังขยะเหมือนกับหนูตัวนี้ที่ตายบนถนนโดยไม่มีใครใส่ใจ แต่หนูเอ๋ยเจ้าไม่ต้องใส่ใจหรอกว่าใครจะใส่ใจหรือไม่ เพราะต่อให้ผู้คนมาในงานศพของเจ้ามากมาย เจ้าก็ไม่อาจรับรู้ได้ และหากเขาบำเพ็ญกุศลศพของเจ้า สุดท้ายเจ้าก็เป็นเถ้าถ่านไร้ความหมายอยู่ดี จะมีประโยชน์มากหรือประโยชน์น้อยก็ฝุ่นผง

หนูตัวนี้และหนูน้อยมุสลิมสามคนทำให้ผมมีเรื่องมาเขียนบันทึกนี้ อย่างไรก็ตาม G2K เป็นเหมือนพงศาวดาร สักวันลูกหลานมาอ่านอาจเกิดการเรียนรู้อะไรบ้าง

นอกจาก ๒ เรื่องนี้แล้ว ยังมีหนังอีกสองเรื่องที่ผมดูในวันนี้ เรื่องแรก "เรียกค่าไถ่ไฮเนเก้น" เป็นหนังที่ทำมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริง มีสองประโยคที่เจ้าพ่อไฮเนเก้นพูดให้โจรเรียกค่าไถ่คนหนึ่งได้ฟัง "มีสองสิ่งที่เราจำเป็นต้องเลือก (๑) ความร่ำรวย และ (๒) เพื่อน ๒ อย่างนี้เราไม่สามารถเลือกพร้อมกันได้ เราต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น" ส่วนหนังอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง "จอมคนแห่งโลกที่ ๕" หนังเรื่องนี้ทำให้คิดว่า (๑) ความเป็นชีวิตของแต่ละคนนั้นต่างๆกัน วิถีธรรมชาติมักถูกโค่นล้มด้วยระบบอันธพาลเสมอ (๒) มิตรภาพต่างเผ่าพันธุ์นั้นหาได้ยากอย่างยิ่ง และหวนคิดถึงสังคมปัจจุบัน คำว่า "เกลอ" หมดสิ้นไปจากประเทศไทยแล้ว

ขอให้มีความสุขกันทุกผู้ทุกนาม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า ประสบการณ์และความคิด



ความเห็น (1)

ชอบจังค่ะ การเล่าเรื่องจากสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกๆ วันแล้วใส่ปรัชญาชีวิตลงไปแค่นี้ก็น่าอ่านแล้วนะคะ ไม่ไร้สาระเลยค่ะ :)