บทความใน นสพ. บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๘ เรื่อง Divergence diluting human values เขียนโดย Chandran Nair, Founder & CEO, The Global Institute for Tomorrow บอกเราว่า ที่ Thomas Friedman ทำนายไว้ในหนังสือ The World Is Flat ว่ายุคนี้จะเป็นยุคแห่ง great convergence ที่ผู้คนมีความเป็นอยู่เท่าเทียมกัน คล้ายยุคพระศรีอาริย์นั้น ผิด

เป็นความจริง ว่าในบางเรื่อง เช่นอัตราการอ่านออกเขียนได้ อายุขัยที่ยาวขึ้น นั้นเป็นปรากฏการณ์ “บรรจบ” (convergence) แต่ในเรื่องใหญ่จริงๆ โลกกำลังแสดงอาการแห่งยุค “ห่างเหิน” (divergence) หรือถ่างห่างกว้างออกมากกว่าเดิม ใน ๓ ประเด็นใหญ่คือ

  • อัตราการบริโภคทรัพยากรของโลก กับ อัตราการสูญเสียทรัพยากร ที่โลกทนได้ ในเวลานี้เท่ากับ ๑.๕ เท่า แต่อัตราในคนอเมริกันสูงกว่านี้มาก หากคนทั้งโลกบริโภคเท่ากับพลเมืองสหรัฐอเมริกา ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้น หลายเท่า หากจะเอาชนะแรงโน้มถ่วงนี้ เราต้องออกจากเศรษฐกิจบนฐานพลังงานฟอสซิล
  • การสูญเสียวัฒนธรรมท้องถิ่น จากการรุกล้ำของวัฒนธรรมตะวันตก ภายใต้กระแสความทันสมัย ทำให้เกิด ความขัดแย้งในสังคม ระหว่างฝ่ายตามกระแส กับฝ่ายทวนกระแส ที่ยังดำรงวัฒนธรรม “พอเพียง” อาการที่ แสดงออกอย่างหนึ่งคือ การที่ในชนบทมีแต่ผู้สูงอายุ เพราะคนรุ่นใหม่เข้าไปดำรงชีพสไตล์ตะวันตกในเขตเมือง และอาการขาดความสุขของคนที่พยายามใช้ชีวิตแบบ “ทันสมัย” เพราะชีวิตแบบนั้นแห้งแล้ง ไร้จิตวิญญาณ แห่งความเป็นมนุษย์
  • เทคโนโลยี ที่นำไปสู่สภาพ hyper-connectivity และ technology “overreach” tipping point ซึ่งหมายความว่า มีความเกินพอดีในการบริโภคเทคโนโลยี จนเกิดสภาพ “เทคโนโลยีเป็นพิษ” หรือมองอีกมุมหนึ่ง พลังของ เทคโนโลยีนั่นเอง ทำให้คนที่รู้จักใช้พลังเทคโนโลยี เอาเปรียบหรือแสวงหาผลประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ช่องว่างของรายได้ยิ่งถ่างกว้างขึ้น และเทคโนโลยีทำให้คนกลุ่มได้เปรียบมีชีวิตอยู่ใน “โลกเสมือน” (virtual world) มากยิ่งขึ้น ห่างเหินโลกแห่งความเป็นจริงยิ่งขึ้น

สิ่งที่ขาด คือระบบการเมือง ที่จะกลับทาง โมเดลเศรษฐกิจที่อยุติธรรม



วิจารณ์ พานิช

๒๒ ส.ค. ๕๘