ฉบับที่ ๔๒ "ลมหายใจสุดท้าย"

เรื่อง“ ลมหายใจสุดท้าย ”

ผู้เขียนแนะนำเรื่องเล่า ในโครงการเขียนเรื่องเล่าสู่กันฟัง ช่วยคนลด ละ เลิกบุหรี่ เลิกเหล้า ครั้งที่ 4 จัดโดย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ โดยนำเรื่องเล่าที่ชนะการประกวดในครั้งนี้ของบุคคลท่านหนึ่งซึ่งเป็นครูแนะแนวโรงเรียนแห่งหนึ่งพร้อมกับเป็นครูชุมนุมในโครงการ YC (เพื่อนที่ปรึกษา) เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ตรงให้กับคนที่อยากช่วยคนที่เรารักเลิกบุหรี่ เพื่อไว้เป็นเรื่องเตือนใจก่อนจะสายเกินแก้


เรื่องเล่าโดย คุณธนัชชาสมคิด ครูประจำวิชาแนะแนว โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับฉันเอง ประสบการณ์ที่ไม่เคยลืมและทำให้ชีวิตฉันได้เปลี่ยนแปลงจากคนที่ไม่สนใจ “คนติดบุหรี่” หันมาให้ความความสำคัญและอยากให้คนเหล่านั้นกลับตัวกลับใจเลิกบุหรี่ เพราะเขาเหล่านั้นอาจคิดไม่ทันจนถึงวันที่สูญเสียคนที่รักไปโดยไม่มีวันกลับมาและแก้ไขอะไรได้อีกเลยเหมือนอย่างฉัน เมื่อไหร่ที่เราไม่เจอเหตุการณ์กับตัวเอง เราก็คิดเสมอว่า “มันไม่เกี่ยวกับฉัน” จนวันที่สูญเสียคนที่ตนรักไปและไม่มีวันกลับมา

เมื่อครั้งยังเด็กพอจำความได้ฉันก็พบว่า “แม่” คนที่ฉันรักที่สุดในชีวิตสูบบุหรี่ ถึงกระนั้นฉันก็ไม่เคยคิดจะถามแม่ ว่าทำไมแม่ถึงต้องสูบบุหรี่ เพราะเห็นว่าคุณตาคุณยายก็สูบเช่นกัน ฉันมักคิดเสมอว่า มันเป็นเรื่องปกติของผู้ใหญ่ แม่เป็นแม่ค้าขายขนมหวานในตลาด แม่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต เพื่อนำเงินมาส่งฉันเรียนหนังสือจนโต เมื่อเวลาผ่านไปจนฉันได้เรียนปริญญาตรีปีสุดท้าย อีกไม่กี่เดือนฉันก็จะเรียนจบ เป็นช่วงเวลาที่แม่ล้มป่วยด้วยสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่สะสมมานาน ก่อนหน้านั้นคุณตาคุณยายก็ได้เสียชีวิตด้วยภัยจากบุหรี่มาแล้วทั้งสองคน ฉันกลัวเพราะอาการที่หมอบอกว่าเป็น “ระยะสุดท้าย” แม่เป็นโรคหัวใจ, ตับอักเสบ, ถุงลมโป่งพอง, และเส้นเลือดฝอยแตก ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่ อาการแย่ลงเรื่อยๆ อ้วกเป็นเลือดดำๆ หายใจไม่ออก ร่างกายหมดแรง ฯลฯ แม่เข้านอนโรงพยาบาลเป็นเดือน ค่ารักษาเป็นเงินหลายพันบาท ครอบครัวฉันไม่มีใครเป็นข้าราชการ จึงไม่สามารถเบิกจ่ายเงินค่ารักษาได้ ทำได้แค่สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรค เงินบางส่วนได้หมดไปก่อนหน้าที่แม่จะเขาโรงพยาบาลคือการไปรักษาที่คลีนิค “หมอพิศาล” ที่จังหวัดขอนแก่น คุณหมอส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น คุณหมอบอกว่า การรักษาบางอย่างสิทธิ์ 30 บาท ไม่สามารถทำได้ในส่วนที่รักษาแบบสมบูรณ์ หมอได้ส่งแม่เข้ารักษาในโครงการบางอย่างของโรงพยาบาลแห่งนั้น จนอาการแม่ดีขึ้นเสมือนการ “ยื้อชีวิต” ครอบครัวฉันไม่มีเงินมากพอ แม่กลับมายิ้มได้อีกครั้งแต่แม่ยังเหนื่อยอยู่ ฉันร้องไห้พร้อมกับก้มกราบคุณหมอ “พิศาล” ซึ่งฉันไม่แน่ใจว่า ตอนนี้ท่านยังเปิดคลินิคอยู่ที่เดิมไหม คุณหมอได้ช่วยยื้อชีวิตดึงลมหายใจของคนที่ฉันรักมากคนหนึ่งไว้ได้ไม่นาน แม่กลับมาทรุดอีกครั้งในเดือนต่อมา ครั้งนี้เข้าโรงพยาบาลแค่ไม่นาน หมอบอกว่า “ไม่มีทางรักษา” แม่นอนบนเตียงที่หายใจโรยรินที่ปากมีที่ครอบออกซิเจนพร้อมแขนระโยงระยางด้วยสายน้ำเกลือเต็มไปหมด แม่เหนื่อย แม่พูดคำหนึ่งออกมาว่า “อย่าสูบบุหรี่นะลูก นรกบนดินคือความทรมานก่อนตาย แม่เจ็บ แม่เหนื่อย แม่หายใจไม่ออก บอกหมอฉีดยาให้แม่ตายเถอะลูก”เพราะแม่รู้ตัวเองว่า ต้องตายแน่ๆ น้ำตาฉันไหลอาบแก้มแทบเป็นสายเลือด เมื่อรับรู้ถึงความรู้สึกของการที่เรากำลังจะศูนย์เสียคนที่รักไป ฉันขาดเรียนหลายวัน เพื่อมาดูแลแม่จนการเรียนตกต่ำ แต่ฉันก็ไม่เคยทิ้งการเรียน ซึ่งนั้นฉันไม่เสียดายเท่ากับชีวิตแม่ ในที่สุดจึงได้นำตัวแม่กลับมาบ้านในจังหวัดกาฬสินธุ์ และสุดท้าย แม่ได้เสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 52 ปี ซึ่งนำความโศกเศร้าเสียใจมาสู่ญาติในครอบครัว ก่อนสิ้น “ลมหายใจสุดท้าย” แม่พูดคำนั้น คำที่ฉันจะจำจนวันตายว่า “อย่าสูบบุหรี่นะลูก มันจะตายอย่างทรมานเหมือนแม่”

ณ วันนี้ ฉันกลายมาเป็น ครูแนะแนวโรงเรียนแห่งหนึ่งพร้อมกับเป็นครูชุมนุมในโครงการ YC (เพื่อนที่ปรึกษา) ฉันมักจะสอดแทรกเนื้อหาวิชาการเรียนรู้โทษและพิษภัยของบุหรี่ ให้เด็กนักเรียนที่นี่ฟังเสมอๆ โดยการเล่าเรื่องจากชีวิตจริงของฉันเองให้นักเรียนฟัง พร้อมทั้งได้เข้าโครงการและร่วมอบรมรณรงค์โครงการต่างๆ ของโรงเรียนเกี่ยวกับบุหรี่ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาเสริมสร้างความรู้ต่างๆ ของบุหรี่มาให้เล่าให้เด็กนักเรียนฟัง เมื่อไหร่ที่เล่าเรื่องราวของแม่ฉันให้เด็กฟังจะได้รับการตอบรับความสนใจจากเด็กนักเรียนมาก เพราะสังเกตุจากการสอบถามและการตั้งใจฟังเวลาที่เล่าให้เค้าฟังเสมอๆมีหลายคนที่เข้ามาหาฉันแบบส่วนตัวพร้อมกับเล่าให้ฟังว่า “ผมสูบบุหรี่ ครูช่วยบอกทีว่าผมจะเลิกอย่างไร” ฉันก็ได้บอกวิธีการในการเลิกบุหรี่อย่างไรให้เด็กฟังพร้อมวิธีแก้ไข และติดตามสอบถามจนเด็กเริ่มออกห่างจากบุหรี่ ลงสมุดบันทึกและติดตาม หลายคนอาจมองไม่เห็นพิษภัยของบุหรี่อย่างแท้จริง เพราะเคยทำแบบสอบถามเด็กเกี่ยวกับความเข้าใจถึงเรื่องพิษภัยบุหรี่ เด็กมักจะตอบได้คะแนนอ่อนเสมอ แต่เด็กจะเริ่มรับรู้จากเรื่องที่ฟัง และวันบุหรี่โรค โรงเรียนเองก็มีการจัดนิทรรศการต่างๆ เกี่ยวกับพิษภัยต่างๆ ของบุหรี่ เด็กนักเรียนส่วนใหญก็จะมองข้าม และไม่กลัวพิษภัยบุหรี่ สิ่งที่ฉันทำได้คือ การบอกให้เด็กมองเห็นภาพจากประสบการณ์จริง เห็นจริง สัมผัสจริง จนเด็กเกิดความกลัว เนื่องจากเราเองเป็นครูแนะแนวด้วยบุคลิคคำพูดทำให้เด็ก อยากที่จะเข้าหา เข้ามาถาม เข้ามาระบาย เพราะการที่เป็นครูในโครงการ YC เพื่อนที่ปรึกษาด้วย ฉันมักจะเอาเรื่องราวเล่านี้ ให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนตลอดมา เด็กที่นี่มีปัญหาสังคมสูงมาก ส่วนหนึ่งคือเรื่องติดยา ซึ่งเริ่มจากการดื่มเหล้า แล้วลองสูบบุหรี่ น่าเศร้านัก ที่หลายครั้งเวลาที่เห็นนักเรียนออกจากนอกเขตโรงเรียน มักจะไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ และสูบบุหรี่กันเหมือนเป็นเรื่องที่เท่ห์สำหรับเค้า แม้กระทั้งผู้หญิงก็ทำตาม ครูหลายท่านก็มีหน้าที่ ที่แตกต่างกันออกไป จะหาเวลามาดูแลเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างลำบาก โครงการต่อต้านยาเสพติดแทบจะปีหนึ่งมี 1 ครั้ง วันนี้เด็กจำความกลัวพิษภัยจากบุหรี่พอเวลาผ่านไปเด็กก็ลืมและเลิกกลัว ด้วยสาเหตุที่การปลูกฝั่งเหล่านี้ถูกนำมาบอกกล่าวให้เด็กๆ ฟังน้อยครั้งเท่านั้นในแต่ละปี หลายครั้งที่ฉันแอบเอาเรื่องนี้ใช้ไปทดสอบเด็กๆ เสมอๆ เมื่อเขาเรียนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนส่วนใหญ่มักจะบอกให้ครูเน้นการสอนเพื่อบอกให้เด็กรู้แค่ ไปเรียนต่อไหนดีเท่านั้น แต่กลับมองข้ามเรื่องเล่านี้ไป พอเด็กติดยา ถึงมารู้ทีหลังและแก้ไขอะไรก็ลำบากเสียแล้ว

ฉันแอบคิดเสมอว่า เมื่อเด็กติดยาเขาจะเรียนต่ออย่างมีความสุขได้อย่างไร เมื่อเด็กเอาแต่เรียนอย่างเดียว แต่ไม่ตระหนักถึงพิษภัยบุหรี่ และหลงเข้าไปสู่วงการบุหรี่ เด็กจะก้าวผ่านชีวิตที่เลวร้ายเล่านี้อย่างไร เพราะเด็กนักเรียนที่นี้ส่วนใหญ่ คือเด็กยากจน บ้านเป็นชุมชนแออัด ปัญหาสังคมมีมากมาย เสมือนฉันที่ศูนย์เสียชีวิตแม่ไป เสียเกือบทั้งการเรียน เสียทั้งชีวิตคนที่เรารัก แม้หลายคนอาจคิดว่า “มันไม่ใช่ตัวเรา” แต่ผลกระทบรอบด้านที่เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ มันเกือบทำให้ฉันหยุดเรียนในตอนนั้น ฉันจึงอยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจกับเรื่องที่ทุกคนคิดว่า “ไม่ใช่เรื่องของฉัน” ช่วยกันหันกลับมามองให้ดีว่า การติดบุหรี่ ไม่ควรคิดว่า “ไม่ใช่เรื่องของฉัน” ปัจจุบันฉันยังทำการสอดแทรกเรื่องพิษภัยของบุหรี่ ในบทเรียนฉันเสมอ

จนเวลาผ่านไป เรื่องราวที่น่าสนใจคือ มีนักเรียนคนหนึ่งเป็นเด็กมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่น่าตกใจคือ เด็กคนนี้เป็นผู้หญิงเข้ามาปรึกษาส่วนตัวว่า เธอได้สูบบุหรี่เพราะสาเหตุที่ เห็นคนในครอบครัวสูบ เลยแอบลองสูบมาหลายเดือนแล้ว จากที่เธอได้ฟังว่า เธอฟังเรื่องที่ครูเล่าก็เกิดความกลัว และไม่อยากตายอย่างทรมานแบบนั้น “หนูกลัวหนูจะทำยังไงคะครู” เด็กเอ่ยปากด้วยใบหน้าเศร้าสอย ฉันเอื้อมไปแตะที่ไหล่เด็ก และบอกว่า “หนูรักแม่ไหม หนูรักพ่อไหม หนูไม่อยากให้ท่านเสียใจใช่ไหม หนูไม่อยากตายอย่างทรมานใช่ไหม” เด็กพยักหน้า ฉันรับรู้ได้ทันทีว่า เด็กกลัวโรงเรียนรู้ กลัวเพื่อนรู้ อายเพื่อนๆ ไม่กล้าที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ฉันตัดสินใจติดตามและบอกแนวทางต่างๆ ให้เด็กเลิกบุหรี่ให้ได้โดยการปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ถามเด็กเสมอโทรติดตามให้ความสำคัญต่อเด็กคนนี้เป็นพิเศษ เอาเอกสารเรื่องพิษภัยต่างๆ มาฝากเด็กเสมอ โดยเฉพาะเอกสารที่ศูนย์อบรมเครือข่ายฯ ทางเมล และหาข้อมูลสื่อภาพจากอินเตอร์เน็ตต่างๆ จนเด็กสาวคนนี้ได้ก้าวออกห่างจากบุหรี่เรื่อยๆ จนในที่สุดเธอได้ออกจากการสูบบุหรี่ได้ และสัญญากับฉันว่า “หนูจะไม่กลับไปสูบมันอีกแล้ว” เด็กนักเรียนพูดพร้อมยกมือไหว้ฉันพร้อมกับเอ่ยปากขอบคุณ ที่ครูไม่ทิ้งเค้า ฉันยิ้มและรู้สึกดีใจว่าในชีวิตหนึ่งได้มีส่วนทำให้คนๆ หนึ่งได้หลุดพ้นจากภัยจากบุหรี่ อย่างน้อยอนาคตของเด็กคนนี้ ก็ได้ก้าวผ่านสิ่งที่เรียกว่า “ภัยจากบุหรี่” ก่อนจะสายไปมากกว่านี้

อีก 1 คน เป็นเด็กสาวที่เรียนชั้นมัธยมปีที่ 3 อยู่ห้องท้ายๆ ของสายชั้นเด็กคนนี้ค่อนข้างซึมเศร้า ตอนเย็นของวันหนึ่งเด็กคนนี้โทรศัพท์มาร้องไห้อ้อนวอนให้ฉันช่วยเหลือ เพราะโดนแม่จับได้ว่าสูบบุหรี่ แม่ได้บอกกับเด็กว่า “แม่จะพาหนูไปลาออกจากโรงเรียน” ฉันได้ขอเบอร์โทรศัพท์คุณแม่ท่านนี้ไว้ และนัดเวลาเลิกเรียนในวันทัดมา เพื่อเจาราจาเรื่องราวที่เกิดขึ้น และได้รับคำตอบจากแม่ว่า แม่เองก็ไม่รู้ว่าลูกแอบสูบบุหรี่ จนวันหนึ่งได้กลับบ้านก่อนเวลาและมาพบว่า ลูกสาวได้แอบสูบบุหรี่ในห้องนอน และแม่ได้กลิ่นเลยเอากุญแจสำรองเปิดประตูเข้าไปเห็นภาพที่ทำให้หัวใจแม่แทบสลาย เห็นลูกสาวกำลังดูดบุหรี่ แม่ไม่ได้ตีลูก แต่เรียกออกมาคุยและยึดบุหรี่ซองนั้นไว้ พร้อมกับบอกลูกว่า “ถ้าลูกไม่รักเรียน ติดยา แม่ก็จะไม่ให้เรียนต่อ” ลูกสาวก็ร้องไห้ เก็บตัวในห้อง ไม่รู้จะทำอย่างไรจนโทรมาหาครูในที่สุด หลังจากที่ได้พูดคุยกันอยู่นาน ฉันขอคุยกับเด็กนักเรียนคนนี้โดยการพาออกมาคุยกับพ่อกับแม่ ทั้งหมด เรื่องนี้ฉันสัญญากับพ่อแม่เด็กและตัวเด็กนักเรียนเอง ว่าจะปิดเป็นความลับ ให้เด็กคิดตามด้วยว่า ถ้าเพื่อนคนอื่นในโรงเรียนรู้หนูจะเสียใจไหม หนูจะอายไหม แต่ตอนนี้หนูทำให้พ่อแม่เสียใจไปแล้ว แต่ทุกอย่างมันยังไม่สาย ฉันขอร้องให้พ่อกับแม่ให้โอกาสเด็กคนนี้ ซึ่งพ่อกับแม่ก็ยอมรับว่าเสียใจที่เห็นลูกเป็นแบบนี้และจะให้โอกาสอีกครั้ง เมื่อหันไปถามเด็กนักเรียนเธอบอกว่า “หนูจะแก้ไขในสิ่งที่ผิดถ้าพ่อแม่ให้โอกาส” นักเรียนร้องไห้ ตอบกลับมาทั้งน้ำตาว่า “หนูจะไม่ทำอีกแล้ว อย่าให้เรื่องนี้ถีงโรงเรียนเลย” ในเวลานั้นฉันรู้ดีว่า หัวอกของพ่อและแม่ คงไม่อยากให้ลูกต้องเจอกับเรื่องที่เลวร้ายไปมากกว่านี้ แล้วตกลงกันสามพ่อแม่ลูก ว่าลูกคนนี้จะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีกต่อไป ในขณะนั้นเอง ฉันได้ถือโอกาสเล่าเรื่องราว “ลมหายใจสุดท้าย” ของแม่ฉันให้ผู้ปกครองฟัง ทั้งสามคนฟังอย่างตั้งใจ และแลกเปลี่ยนสบการณ์กันและกัน สุดท้าย ทั้งพ่อ แม่ ลูก ก็เข้าใจกัน ฉันจึงให้เด็กสัญญาว่า จะไม่ทำเรื่องแบบนั้นอีก เด็กรับปากและให้สัญญา เรื่องราวของครอบครัวนี้ จบลงด้วยดี พร้อมกับเด็กสาวคนนี้ ที่เลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาด และไม่ยอมหันกลับไปหามันอีกเลย หลังจากนั้นพอมีเวลาฉันก็โทรติดตามเรื่องราวเหล่านี้กับผู้ปกครอง 2ท่าน พร้อมพูดคุยกับเด็กตลอดเวลามาโดยตลอด เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนที่เด็ดกระทำ เริ่มตั้งใจเรียนมากขึ้น เริ่มหันมาสนใจกิจกรรมโรงเรียน เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้เด็กสาวได้รู้ว่า การสูบบุหรี่ ไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายย่ำแย่ลง แต่ยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างอย่างไร เด็กได้เปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองในแง่ดีมากขึ้นจนปัจจุบัน ทุกวันที่เจอกันฉันภูมิใจที่เห็นเขาก้าวไปพร้อมกับอนาคตที่ดีได้ แค่กล้าที่จะเปิดอกเผชิญกับปัญหาและความเข้าใจของครอบครัวด้วย พอพูดถึงเรื่องนี้ ฉันเองก็อยากให้ ศจย. (ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ) น่าจะมีโครงการบางอย่างผ่านทางโรงเรียนและเรียกประครูผู้ปกครองนักเรียนเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พิษภัยและการป้องกันการติดบุหรี่ วิธีพูดจาและการสังเกตุพร้อมความเข้าใจและบอกบุตรหลานเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของชาติต่อไปในอนาคต ไม่ใช่แต่การจัดอบรมเพียงให้ครูและนักเรียนเข้าใจเท่านั้น น่าจะสื่อผ่านผู้ปกครองได้คงจะดีไม่น้อย ฉันเคยท้อแท้ เคยคาดหวังจากการหวังให้นักเรียนของฉันเลิกบุหรี่ เพราะเห็นบางส่วนยังติดบุหรี่ไม่เลิก แต่ฉันก็ไม่เคยสิ้นหวังที่จะสานต่อสิ่งเหล่านี้ต่อไป เพราะบางส่วนที่ฉันช่วยได้ ฉันรู้สึกมีคว่ามสุขอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยยังมีอีกส่วนที่หลายคนมองข้ามไปที่ฉันช่วยได้

ทุกวันนี้ที่ฉันมองเห็นคนที่สูบบุหรี่ มักจะนึกถึงภาพตอนที่แม่ฉันได้เสียชีวิตต่อหน้า ระยะเวลาที่เจ็บปวยของแม่ มันนานและทรมานมาก แม้ตัวฉันเองที่อยู่กับแม่ ตั้งแต่จำความได้ว่าแม่สูบบุหรี่ พอโตขึ้นก็กลายเป็นภูมิแพ้อากาศ พอเจอกับฝุ่นควันเล็กน้อย ฉันจะไอตลอดเวลา หลายครั้งที่ไปหาหมอ หมอจะบอกเสมอว่า สาเหตุอาจมาจากการที่เราได้อยู่ใกล้กับคนที่สูบบุหรี่มาตั้งแต่ยังเด็กร่างกายถึงเป็นแบบนี้ ฉันจึงคิดเสมอว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะนำความรู้ที่ได้รับผ่านส่งถึงนักเรียนและคนที่ติดบุหรี่ ใด้รู้ว่าพิษภัยจากบุหรี่ มันไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่มันส่งผลต่อคนรอบข้างอย่างไรบ้าง ขออนิสงส์นี้ ได้ส่งไปให้แม่ของฉันที่ล่วงลับไปแล้วจงไปสู่สุขติ ไม่ว่าว่าชาตินี้หรือชาติไหน ฉันจะขอเกิดเป็นลูกของแม่ตลอดไป

ความรักความผูกพันธ์ระหว่างแม่กับลูกนั้นยั่งยืนตราบนานเท่านาน.......

เรียบเรียงโดย

เว็ปไซต์ศจย. : www.trc.or.th

๔ ก.ย. ๕๘

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากเครือข่าย



ความเห็น (5)

รู้สึกประทับใจค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ได้รางวัลและเขียนได้ดีมากๆค่ะ


เขียนเมื่อ 

อ่านจนจบ...มีประโยชน์มากๆค่ะ

ครูน้อง
IP: xxx.158.164.118
เขียนเมื่อ 

รู้สึก อ่านทีไร ก็คิดถึงแม่

Aid
IP: xxx.158.176.118
เขียนเมื่อ 

เขียนได้ดีมากคะอยากให้คนสูบบุรี่ทุกคนเลิกสูบบุหรี่เพื่อตัวท่านเองและคนรอบข้าง