เช้าวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ ทึ่ทางออกขึ้นเครื่องหมายเลข 73 ของสนามบินดอนเมือง เพื่อไปพิษณุโลก ผมนั่งหันหลังฟังผู้หญิงวัยกลางคน 3 คนคุยกันเรื่องการวิจัย โดยเงี่ยหูฟังสาระกระท่อนกระแท่น และเดาได้ว่าเป็นเรื่องของครู หรือนักวิจัยทางการศึกษา

พอจะจับความว่าต้องทำตามที่ ผอ. สั่ง ทำหลายโครงการ ต้องช่วยคนอื่นด้วย ทำโดยเก็บข้อมูลตามแบบสอบถาม ตามด้วย "in-depth" มีการพูดถึงผู้ใหญ่คนหนึ่งว่า สนใจทุกเรื่อง ก่อความเดือดร้อนให้ลูกน้อง

มีการพูดถึง สกว., วช, ในทำนองว่าต้องอ่านทบทวนรายงานวิจัยของหน่วยงานเหล่านี้

ผมเงี่ยหูฟังว่าพูดถึงโจทย์วิจัยบ้างไหม พบว่าตลอดเวลาประมาณ ๒๐ นาทีไม่มีพูดถึงเลย ไม่มีเอ่ยถึงว่างานวิจัยที่ทำ จะมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนอย่างไรบ้าง

ทำให้ผมไตร่ตรองสะท้อนคิดกับตนเองว่า ครู (อาจเป็นนักวิจัยทางการศึกษาก็ได้) เหล่านี้โชคไม่ดี เส้นทางชีวิตไม่ช่วย ให้เข้าถึงคุณค่าของกิจการงานที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวัน หมกมุ่นอยู่เพียงการทำงานที่จำเจ ทำตามคำสั่งของ "ผอ." ไม่ได้ทำเพราะ สิ่งนั้นมีคุณค่าต่อการสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ให้แก่ชาติบ้านเมือง

ชีวิตของเขา จึงเป็นชีวิตที่จืดชืดไร้รสชาติ ไม่ปรุงรสด้วยคุณค่าต่อผู้อื่น และต่อสังคมภาพรวม

ผมนั่งฟังและบอกตัวเองว่าหญิงกลางคนสามคนนี้จิตใจหมกมุ่นอยู่เพียงผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น หากครูและคนใน วงการศึกษามีจิตในอยู่ในภพภูมิเช่นนี้ คุณภาพการศึกษาจะเป็นอย่างไร เราเห็นความจริงเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว

ได้มีโอกาสไตร่ตรองสะท้อนคิดจากเหตุการณ์นี้ ทำให้ผมตระหนักว่า ชีวิตของคนเราหากได้เข้าถึงความคิด หรือกระบวนทัศน์ ที่มุ่งทำเพื่อผู้อื่นหรือรู้จักทำเพื่อผู้อื่น ทำเพื่อส่วนรวม หรือเพื่อความดีงาม ถือว่าผู้นั้นได้เข้าสู่ภพภูมิแห่ง “พรหม” คือเป็นที่พึ่งได้ แต่คนที่จิตใจมุ่งเพียงแสวงประโยชน์ตน หิวโหยผลประโยชน์ตน ภาษาพระเรียกว่าเป็น “เปรต”

คนเราในช่วงมีชีวิตตัวเป็นๆ นี่แหละ อาจเป็นพรหมได้ เป็นเปรต ก็ได้ การศึกษา/ครู เป็นบุคคลสำคัญในการเอื้อให้ศิษย์ เติบโตไปเป็นพรหม โดยที่การบริหารการศึกษาของประเทศต้องเป็นไปในทางให้ครูพัฒนาตนเองสู่ความเป็นพรหม



วิจารณ์ พานิช

๔ ส.ค. ๕๘