๑) สุขเพื่ออะไร?

เราเกิดมา หาอาหาร ทานชีพไว้

เพื่อขวนขวาย หมายฝัน เป็นฐานสร้าง

ให้สำเร็จ เสร็จสรรพ ไม่พับพัง

มีพลัง สร้างสุข ทุกๆคน

เป้าหมายกาย มีป่ายหน้า ไปหาทุกข์

เป้าหมายทุกข์ ไปถูกทาง วางให้พ้น

แก่นชีวิต มีทิศทาง ต่างในคน

มีเหตุผล ถนนไป คือตายชัวร์

แล้วทำไม ใยเล่า เราอยากสุข

เพราะมีทุกข์ ขลุกขัง ในร่างหัว

ตั้งแต่เกิด ทุกข์เชิดชู อยู่กับตัว

เราจึงกลัว ตัวทุกข์ มาผูกใจ

ส่วนแก่นสุข ที่ทุกคน ต่างค้นหา

ต่างคิดว่า มีค่าคุณ เป็นบุญใหญ่

แต่ธาตุแท้ กระแสสุข ผูกมัดใจ

มันคือข่าย เครือทุกข์ ลูก"สงสาร"

มองสองแก่น เป็นแดนดง พงมายา

ที่มีหน้า สองนัย ให้สร้างสรรค์

ทุกข์คือทาง สร้างสุข ปลูกชีวัน

ให้รู้ทัน มีปัญญา สัจธรรม

ส่วนแก่นสุข เหมือนยูกยา พาบำบัด

ให้ปลอดปราศ ทุกข์ถม ระทมหงำ

มันเป็นแค่ ยาแก้ไข้ ไล่ทุกข์ตาม

เป็นดั่งกาม ธรรมชาติ ปราศปลอดทุกข์


๒) สบายเพื่อใคร

ชีวิตคน ทนทุกข์ สุขสนอง

เพื่อประคอง มองกาล ชีวันสุข

เป้าหมายทาง ย่างก้าว คือเผาทุกข์

เพื่อความสุข ปลูกสบาย ในปลายทาง

สรรพกิจ มีทิศทัศน์ ปรารถนา

คือสุขา สบาย ใจคาดหวัง

อยู่เป็นสุข ได้สุขี มีสตังค์

ก็เพื่อหวัง ทางสุข ปลูกสบาย

โลกทั้งมวล ม้วนลง ตรงที่สุข

เพื่อสนุก เสพกาม ตามเงื่อนไข

ให้กายสุข คลุกคลี ที่จิตใจ

ให้สบาย ตายไม่ว่า อย่ากังวล

พลมนุษย์ ขุดคลอง ล่องตามน้ำ

คือวิ่งตาม กามกิเลส เหตุของผล

ธุรกิจ ทั่วทิศทาง หวังได้ยล

เงินท่วมท้น คนสรรเสริญ เพลินในกาม

ชีวิตคน หนึ่งคน เมื่อพ้นทุกข์ (อดอยาก)

เรามีสุข อยู่สบาย ใช่ไร้หนาม

ยิ่งสุขมาก อยากสบาย ยิ่งร้ายตาม

ยิ่งมากกาม มากกิน ไม่สิ้นกรรม

เมื่อมีเงิน มากมาย สิ่งหลายแหล่

เหมือนดังแพ ที่แผ่ลอย ห้อยตามน้ำ

ดุจเสรี ที่ไร้หลัก มาปักนำ

จิตถึงตาม ทำทุกอย่าง สตังค์หนุน

เพื่อเป้าหมาย ใครบอก ที่หลอกเล่า

จงเสพเข้า เอาสบาย กายยังหนุน

อาจารวาก ฝากไว้ ในกามคุณ

โลกคือทุน คุณอนันต์ สวรรค์คน

สุขสบาย จนใจพอ ทอทัศน์ไหม

เมื่อสบาย ได้มวลสาร กันกี่หน

ประมาทมั่ว มัวเมา เผาผจญ

สาวหาผล กลเหตุ เขตปัญญา

ยิ่งสบาย ยิ่งใกล้ตาย สบายนัก

ไม่รู้จัก รักษาตน ให้พ้นท่า

เสพเสริมสุข ทุกข์รัด กัดกายา

ใจก็บ้า ตาก็เบลอ เพ้อโลกีย์

อยากแลกอยาก ปากไม่หยุด ใจจุดฝัน

อยากได้นั่น ได้โน่น เป็นกลชี้

ใจก็เติบ มือใหญ่ กายเสรี

ใจเสรี ขี่สบาย ตายสะดวก


๓) ตายเพื่ออะไร

เป้าหมายกาย ไหลตาม ธรรมชาติ

นั่นคือธาตุ ธรรมดา มาผนวก

มีเกิดแก่ แปรผัน ผ่านลวกๆ

ให้ผลบวก ปริศนา ปัญญาไว

เราใช้คำ "ธรรมดา" ภาษาบ้าน

ว่าสังขาร ผันแปร แลสลาย

ไม่รู้ซึ้ง ถึงแก่น แดนดนัย (ฐาน)

จึงปล่อยกาย ปล่อยใจ ไปตามกรรม (กระทำ)

เมื่อชีพใคร ตายลง ก็ปลงเผา

ญาติก็เศร้า สลดลง จนหลงต่ำ

เมื่อสิ้นมนต์ หม่นหมอง ก็พร่องตาม

ไม่รู้ธรรม ธรรมดา ในสามัญ

เห็นซากศพ พบซากสัตว์ ฉลาดไหม

เห็นแก่นใน ซากสัตว์ มีสัจสัญ

เขาตายลง ปลงสังเวช หาเหตุพันธุ์

ที่เป็นฐาน กาลวัฏฏะ ชีวามวล

กายนั้นตาย เพื่อกาย สลายธาตุ

หมดสิ้นอาตม์ ธาตุตัวตน พ้นผันผวน

ไม่แก่เจ็บ ล้มป่วย รวยประชวร

จบกระบวน การเกิด ระเกิดกาย

แต่เดี๋ยวก่อน อย่านอนใจ ว่าไม่เกิด

จงปลุกเปิด เปิดประตู สู่โลกใหม่

เมื่อไม่สิ้น ดินดาน ฐานเยื่อใย

ต้องเกิดใหม่ ในกายเนื้อ เป็นเครือกรรม

ตายก่อนตาย คือตายเสร็จ เสด็จดับ

ฝึกสันดาบ ปราบใจ ด้วยไถ่ถาม

ว่าตายเทียม หรือตายแท้ ไหนแลงาม

ฝึกตายตาม ธรรมทัศน์ ที่อัตตา

ไม่ใช่ตาย เพื่อตัว ที่กลัวทุกข์

ที่มันซุก คลุกคั่ว จนตัวบ้า

จนหมดปราชญ์ ขาดสติ หนีปัญญา

จึงมาฆ่า ตัวตาย หวังไร้ตน

เมื่อมีกาย ก็ง่ายมาก จะพรากชีพ

ยิ่งเร่งรีบ ถูกบีบคั้น กาลยิ่งย่น

ยิ่งสุขง่าย สบายยิ่ง ยิ่งผจญ

สู่ถนน กลมอดม้วย มรณา


๓) รับ รู้ อยู่ เป็น ว่าง

ชีวิตคน ที่สนใจ สบายโลด

ย่อมมีโทษ ให้กดดัน กาลข้างหน้า

คนหวังสุข จะถูกทุกข์ บุกชีวา

พุทธสอนว่า ปัญญารู้ ดูความจริง

วิสัยทัศน์ ปรัชญา วิชาชีพ

เป็นประทีป ส่องทาง รู้อย่างนิ่ง

รู้เห็นเป็น เช่นนั้น เป็นฐานจริง

อย่าทอดทิ้ง นิ่งเฉย จนเลยไป

เมื่อได้อยู่ ได้กิน อย่าหมิ่นชาติ

ทุกโอกาส คือบาทฐาน บันไดได้

กินอยู่ รู้เป็น ให้เด่นใจ

ยึดมาได้ ต้องคลายเป็น จะเย็นยืน

เมื่อกาลแรก ที่แทรกมา จากอากาศ

มาสร้างอัตต์ สร้างฐาน ในครรภ์ขึ้น

มือก็เปล่า เท้าก็ปลอด กอดเงินหมื่น

มีเพียงผืน พื้นจิตเปล่า เมื่อเรามา

เมื่อจะกลับ เรารับรู้ อยู่ในโลก

เราชุ่มโชก ปกคลุม หุ้มจนหนา

ทั้งทรัพย์สิน เงินทอง ผองประชา

ทั้งโลกา ตัณหา นานามี

เมื่อหลงกล พลเสน่ห์ ก็เป๋กอด

จิตจึงสอด เสาะแสวง ในแอ่งสี

เห็นมายา สารพัด รัดฤดี

โลกใบนี้ มีเสน่ห์ จึงเซเอียง

เพียงรับรู้ อยู่เป็น จะเห็นแท้

เพียงแค่แล แล้วแบปล่อย ถอยเฉียงๆ

เพียงรับรู้ อยู่อย่าง วางข้างเคียง

อยู่พอเพียง แค่จำเป็น จะเย็นเอย

-----------๓/๙/๕๘--------------