695. เรียนรู้ศาสตร์ OD จาก "สามก๊ก" (ตอนที่ 25)

ชีวิตมีขึ้น มีขึ้น มีลง หมุนตามโลกธรรม 8 มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา คุณจะเห็นโลกธรรม 8 ในสามก๊กได้ชัดเจนมากๆ มีหลายตอนครับ ตอนหนึ่งที่น่าสนใจคือเตียวสงมอบแผนที่เข้าเสฉวนและความลับของเสฉวนให้เล่าปี่ ทำให้กองทัพเล่าปี่สามารถเข้ามาเสฉวนได้โดยง่าย ในเรื่องยุคนั้นเสฉวนตั้งอยู่หลังปราการธรรมชาต เข้าถึงได้ยาก เข้าใจว่าไม่มีใครทำแผนที่ ด้วยเหตุที่เล่าเจี้ยงต้องการขอความช่วยเหลือจากโจโฉ ให้พ้นจากภัยคุกคาม จากศัตรูที่น่ากลัวคือเตียวฬ่อ เจ้าแห่งฮันต๋ง เลยส่งขุนนางที่แสนฉลาดคนหนึ่งคือเตียวสง เพื่อขอโจโฉให้ยกกองทัพเข้ามาช่วย และเมื่อมีแผนที่ก็จะง่ายขึ้น

ระหว่างเดินทางเตียวสง อัจฉริยะคนหนึ่งแห่งยุคสามก๊ก สามารถจำภูมิประเทศและวาดแผนที่ที่แม่นยำได้ แต่เมื่อเดินทางไปพบโจโฉก็พบว่าโจโฉไม่สนใจ ไม่ให้เกียรติ เลยบ่ายหน้ากลับมา ขงเบ้งรู้เข้า จึงจัดคนไปรับเตียวสง มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับ เตียวสงก็ดูยังระแวง เมื่อมีโอกาสได้พบเล่าปี่ในเวลาต่อมา กลับเปลี่ยนใจไม่ระแวง และที่สุดก่อนกลับก็ได้ตัดสินใจมอบแผนที่ทางเข้าเสฉวนให้ ซึ่งทำให้กองทัพเล่าปี่ได้เปรียบทันที ที่สุดก็สามารถเดินทางเข้ามาแล้วยึดเสฉวนได้ในที่สุด เกิดเป็นจ๊กก๊ก หนึ่งในสามมหาอำนาจขึ้นมาในที่สุด

ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดว่า จริงๆ จุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดจ๊กก๊กได้เร็วขึ้นก็คือ การที่เล่าปี่ได้แผนที่ทางเข้าเสฉวนจากเตียวสง ส่วนโจโฉพลาดไม่ได้แผนที่ประวัติศาสตร์นี้ไป เรียกว่าแผนที่ฉบับเดียวสร้างอาณาจักรให้เล่าปี่ และในขณะเดียวกันแผนที่เดียวกันนี้ก็สร้างความยุ่งยากให้โจโฉไปจนตราบสิ้นลมหายใจ

คำถามที่น่าค้นคว้าต่อคือทำไมเตียวสงจึงยอมมอบแผนที่ให้เล่าปี่ ผมเห็นจุดเปลี่ยนชัดเจน คือในขณะเตียงสงเข้าพบเล่าปี่ หลังจากทักทายตามพิธีการ ผมเห็นประโยคทองคำ ... “ท่านอายุเท่าไหร่” พอเตียงสงให้คำตอบ เล่าปี่ก็พูดว่า “อ้าวอายุเท่ากันเลย” และพอเตียงสงเปรยว่า “ลูกยังเล็กอยู่” โดยบอกอายุด้วย แต่ผมจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ เล่าปี่ก็ตาลุกวาว แล้วก็บอกว่า “ข้าก็มีลูกเล็ก เป็นลูกผู้ชายอายุเท่ากันกับลูกของท่านเลย”

ถ้าเป็นคุณเจอคนพูดแบบนี้ คุณจะรู้สึกอย่างไร เป็นผม ได้คุยกันต่อเรื่องลูกแน่ ผมจะไว้ใจคนๆนั้นมากขึ้น เพราะรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ผมจับอาการอย่างนี้ได้ในเตียวสง โดยเฉพาะตอนเตียวสงได้ยินว่าทั้งสองคนมีอายุเท่าๆ กัยน มีลูกชายคนเดียว แถมมีอายุเท่าๆกันอีก

ตรงนี้แหละครับที่ดูเหมือนเตียวสงเริ่มไว้วางใจเล่าปี่ และผมเห็นอาการต่อมาเลยว่าคุยง่าย เปิดใจมากขึ้น ที่สุดก่อนจากกัน เตียวสงก็คิดหนักและตัดสินใจมอบแผนที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้เล่าปี่

ตรงนี้อธิบายได้ด้วยอะไรครับ ในทางการพัฒนาองค์กร เรามีศาสตร์หนึ่งเราเรียกว่า NLP หรือ Neuro- linguistic Programming ซึ่งเป็นศาสตร์ที่น่าทึ่ง ผมดูเหมือนว่าเล่าปี่จะใช้ NLP ครับโดบเฉพาะการค้นหาจุดร่วม Commonity

NLP บอกว่าถ้าคุณต้องการได้รับการยอมรับ ทำให้คนอื่นสนับสนุนคุณ สิ่งที่คุณทำได้ง่ายๆ คือการแสวงหาจุดร่วม ว่าเรากับคู่สนทนา หรือกลุ่มเป้าหมายมีอะไรเหมือนกัน เมื่อสื่อสารไปแล้วตามสัญชาตญานมนุษย์จะรู้สึกว่า นี่คือพวกเดียวกันนี่นา แล้วการสนับสนุนจะตามมาง่ายๆขึ้น นี่ก็เพราะคุณเป็นพวกเดียวกับเขา

การหาจุดร่วมแบบ NLP เป็นอะไรที่ทรงพลัง เรียกว่าทำคุณทำเป็น คุณจะเข้าไปอยู่ในหัวใจของกลุ่มเป้าหมายโดยเขาไม่รู้ตัว คุณจะกลายเป็นพวกเดียวกับพวกเขา ซึ่งจะทำให้คุณจะโน้มน้าว และขายของอะไรก็จะง่ายๆขึ้น

ชาว OD อย่างผม จะใช้ NLP ช่วยในการสื่อสาร การปรับทัศนคติ การเพิ่มพูนความสามารถของคนครับ กรณีการหาจุดร่วม เป็นการสื่อสารที่ลึกล้ำมากวิธีหนึ่ง ที่ทำให้เราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น

ผมเองก็ใช้ เช่นเวลาไปสอน Appreciative Inquiry (AI) ซึ่งคือการพัฒนาองค์กรประเภทหนึ่งให้คณะเภสัช ผมก็จะเริ่มก่อนว่า “ท่านคิดว่าผมมีจุดร่วมอะไรกับท่านนะ ผมถึงมาสอนได้ เช่นผมก็จะเล่าประสบการณ์การไปเรียนอเมริกา ผมไปเรียน MBA ก็จริง แต่ผมมีรูปเมท เป็นอาจารย์คณะสัตวแพทย์มข. ท่านไปต่อเอกชื่อพี่ป้อม ตอนผมป่วยไม่สบายไปถามพี่ป้อมว่าจะทำไงดี พี่ป้อมก็จะบอกว่า “เอ๊าภิญโญ เดี๋ยวจัดยาให้ คนกับหมาก็เหมือนกันแหละ กินแทนกันได้ ว่าแล้วแกก็จัดยาให้ผม ผมก็กินแบบงงๆ แต่สรุปแล้วหาย ...” จะว่าไปแล้วตอนอยู่อเมริกา สุขภาพของผมได้รับการดูแลอย่างดียิ่งจากสัตวแพทย์ชั้นนำของเมืองไทยครับ” ทุกคนหัวเราะครืน เท่านั้นกำแพงที่กั้นคนที่มาเรียนกับผมก็พังทลายลง

นี่ครับผมได้ทำ Commonity ผมค้นหาจุดร่วมก่อนจะสอน ผมใช้ NLP เพื่อทำให้ผมเป็นพวกเดียวกันกับคนเรียน เมื่อสำเร็จ แต่ต้น ต่อไปผมจะสอนอะไรก็ง่ายขึ้น เรื่องนี้ผมตั้งใจมากๆ ไม่ว่าจะทำอะไร

ตั้งแต่ผมผสานเรื่อง Comomnity นี่มา การสอน การพัฒนาองค์กรของผมค่อนข้างราบรื่นขึ้นมากครับ สุดยอดจริงๆ

แต่แน่นอน คุณต้องไม่ใช่พร่ำเพรื่อ จะกลายเป็นคนหัวประจบไป มันจะชัดมากๆ คุณจะสูญเสียความน่าเชื่อถือ ผมทำเท่าๆ เล่าปี่คือประมาณสองสามประเด็น เท่านี้ก็ปรับเข้ากันได้

ผมว่าโจโฉก็คงเก่งเรื่อง NLP ไม่น้อย แต่กลับพลาดกรณีเตียวสง ผมว่าถ้าโจโฉไม่พลาด เราอาจเห็นโจโฉขึ้นครองบัลลังก่อนสิ้นชีวิต จีนคงสงบเร็วกว่าเดิม คนคงตายน้อยกว่านี้ เสียดายจริงๆ

ลองศึกษาต่อนะครับ เมืองไทยมีคนเก่งศาสตร์นี้หลายคนเช่นอาจารย์วันชัย ประชาเรืองวิทย์ ท่านเปิดสอนบ่อยๆ ลองตามดูใน Facebook ก็ได้ ท่านนี้เป็นผู้บุกเบิกศาสตร์ NLP ในไทยครับ สุดยอดมากๆ ผมเองก็ได้แรงบันดาลใจจากท่านครับ

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณากันดูนะครับ

บทความโดยดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์

www.aithailand.org

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (0)