ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

"ความสำเร็จไม่ได้มาจากความบังเอิญ ทุกความสำเร็จล้วนมาจากการคิด คิดอย่างแยบคาย"

หลายคนรู้จักพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธีเป็นอย่างดีทั้งจากการอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์หรือเข้าร่วมการปฏิบัติธรรมกับท่าน แต่หลายคนอาจจะไม่เคยได้รู้ว่า พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ไม่ใช่เผยแผ่ธรรมะแบบส่งเดช อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ใช่เลย พระมหาวุฒิชัยวชิรเมธีกำหนดกลยุทธ์การใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเผยแผ่ธรรมะ จำนวน 3 กลยุทธ์ ประกอบด้วย
1) เข้าใกล้ คือพยายามปรับเปลี่ยนความเชื่อผิดๆที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาสร้างภาพลักษณ์พระพุทธศาสนาให้เป็นเรื่องมีชีวิตชีวา ร่วมสมัย น่าสนใจเป็นเรื่องง่ายๆไม่ซับซ้อน สามารถจับต้องสัมผัสได้ อยู่ใกล้ หลุดพ้นความทุกข์เป็นความสุขที่แท้จริง
2) เข้าใจ คือปรับเปลี่ยนการสื่อสารหลักธรรมะจากภาษาบาลีที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเป็นถ้อยคำสำนวนภาษาสามัญที่เข้าใจง่าย เข้าใจได้ทันที ชัดถ้อยชัดคำมีการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่จะส่งสาร มีการยกตัวอย่างอุปมาอุปไมย มีบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือมีการอ้างอิงแหล่งสารที่น่าเชื่อถือ
3) เข้าถึง คือการน้อมนำเอาหลักธรรมะมาเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างด้วยการรักษาความเป็นพระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่พรหมจรรย์เพศหรือเป็นผู้นำทำเป็นตัวอย่าง

สิ่งที่พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธีกำหนดกลยุทธ์การใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเผยแผ่ธรรมะ คือ เข้าใกล้ เข้าใจ สอดคล้องกับแนวคิดพุทธธรรมของพระพรหมคุณาภรณ์(ประยุทธ์ ปยุตโต) (2552) ระบุว่า พระพุทธเจ้าทรงพยายาม ลืมล้างความเชื่อถืองมงายในเรื่องพิธีกรรมอันเหลวไหลต่างๆ โดยเฉพาะการบูชายัญ ด้วยการสอนย้ำถึงผลเสียหาย ความไร้ผลของพิธีกรรมเหล่านั้นและทรงสั่งสอนพุทธธรรมด้วยภาษาสามัญที่ประชาชนใช้เพื่อให้ทุกคนทุกชั้นทุกระดับการศึกษาได้ประโยชน์จากธรรมนั้นอย่างทั่วถึง ส่วนกลยุทธ์การใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเผยแผ่ธรรมะด้วยการเข้าถึงหรือการเป็นผู้นำการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีนั้นสอดคล้องกับแนวคิดกลวิธีและอุบายการสอนของพระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตโต) (2532) ระบุว่า การทำเป็นตัวอย่างเป็นวิธีการสอนที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องกล่าวสอนด้วยวาจาแต่เป็นทำนองการสาธิตให้ดูพระพุทธเจ้าทรงกระทำเป็นตัวอย่างด้วยการเป็นผู้นำที่ดีและการมีพระจริยวัตรอันดีงามที่เป็นอยู่โดยปกตินั่นเอง


พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธีแบ่งกลุ่มเป้าหมายเป็น 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 1 กลุ่มเด็กและเยาวชนกลยุทธ์การใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเผยแผ่ธรรมะ คือ เข้าใกล้โดยใช้ธรรมะเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ สร้างกำลังใจในการทำความดี ละเว้นความชั่วทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เข้าใจพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงของชีวิต ใช้สื่อเฟสบุ๊กกิจกรรมการบรรยายธรรมะ กิจกรรมพัฒนาเด็กและเยาวชน เข้าใจโดยใช้วิธีการนำเสนอแบบอุปมาอุปไมย ใช้สัญลักษณ์สื่อความหมายด้วยการทำให้ธรรมะเป็นเรื่องง่าย ไม่ใช้ภาษาบาลีอ้างอิงบุคคลที่กลุ่มเด็กและเยาวชนรู้จักสนใจเรื่องราวอ้างอิงนิทานชาดกหรือพุทธประวัติ เข้าถึง โดยการเป็นผู้นำเสนอนำการบรรยายด้วยตนเอง
กลุ่มที่ 2 กลุ่มคนทำงานกลยุทธ์การใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเผยแผ่ธรรมะ คือ เข้าใกล้โดยปรับเปลี่ยนธรรมะให้ทันสมัยเพื่อให้แนวทางการดำเนินชีวิต การทำงานการสร้างความสมดุลชีวิต การครองตน ครองคน ครองงาน ใช้สื่อดิจิทัล คือ สื่อเฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ และซีดีธรรมะ เข้าใจโดยนำเสนอธรรมะเป็นหลัก อ้างอิงบุคคลที่เชื่อถือได้ใช้วิธีการอุปมาอุปไมยและประสบการณ์เสี้ยวหนึ่งของชีวิตบุคคลต่างๆด้วยเนื้อหาที่ชัดเจนเฉียบคม เข้าใจง่ายไม่ใช้ภาษาบาลี อ้างอิงบุคคลสำคัญและพุทธวจนะและเร่งเร้าให้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสุขแก่ตนเข้าถึงโดยการทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีและอ้างอิงตัวอย่างของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ
กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้ศึกษาธรรมกลยุทธ์การใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเผยแผ่ธรรมะ คือ เข้าใกล้ โดยปรับเปลี่ยนความคิดว่านิพพานสามารถทำได้ในชาตินี้สร้างกำลังใจให้ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนได้อย่างลึกซึ้ง ใช้สื่อดิจิทัล คือสื่อเฟสบุ๊ก สื่อเครือข่ายกิจกรรมอบรมภาวนาและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เข้าใจโดยใช้ธรรมะเป็นหลัก การอ้างอิงบุคคลที่เชื่อถือได้ ใช้อุปมาอุปไมยที่ลึกซึ้งมีผู้ที่มีชื่อเสียงร่วมและนำการสาธิตด้วยเนื้อหาที่ชัดเจน เฉียบคมอ้างอิงจากพระไตรปิฎก เข้าถึง โดยการเป็นผู้นำการปฏิบัติภาวนา ณมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ จังหวัดเชียงราย


พระมหาวุฒิชัยวชิรเมธีจำแนกกลุ่มผู้รับสารเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มคนทำงาน และกลุ่มผู้ศึกษาธรรมะสอดคล้องวิทยาดำรงเกียรติศักดิ์ (2545) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า องค์ประกอบการของสื่อสารประกอบด้วยผู้ส่งสารสาร ช่องทาง ผู้รับสาร การตอบสนอง/ย้อนกลับ สิ่งแวดล้อมในการสื่อสารและพฤติกรรมของผู้รับและผู้ส่งสารโดยทั้งผู้รับสารและผู้ส่งสารมีความแตกต่างในขณะที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน และสอดคล้องกับสมานงามสนิท (2537) กล่าวถึง คุณสมบัติของผู้ส่งสารที่พึงประสงค์ตามแนวทางแห่งพุทธะจำแนกตามที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง เล่ม 11 ข้อ 221 หน้า 22ระบุถึงผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวข้อหนึ่งคือ ควรเป็นผู้ที่มีปุคคลปโรปรัญญุตาหรือรู้จักความแตกต่างระหว่างบุคคลว่าผู้รับสารแต่ละคน แต่ละกลุ่มมีลักษณะจำเพาะเป็นของตนเอง มีจริต มีอัธยาศัยมีศักยภาพในการรับสารมากน้อยแตกต่างกัน

สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่า คนๆหนึ่งจะได้รับการยอมรับจนประสบผลสำเร็จไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ล้วนแต่เกิดจากการวางแผน การคิด การพัฒนาตนเอง และลงมือทำ ไม่นิ่งดูดายกับการพัฒนาตนเอง ไม่ดูดายกับความไม่มานะของตนเอง สอดคล้องกับพระพุทธเจ้าสอนคือ คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร


สุดปฐพี เวียงสี
22 มิถุนายน 2558
ณ ร้านฉิมพลีกาแฟ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สุดปฐพี เวียงสี



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เคยได้ไปพูดกันกับที่กุฏิเมื่อท่านยังอยู่วัดเบญฯ (กุฏิ ๑๔) สนทนากันเรื่อง การใช้สื่อกับคนยุคใหม่ ท่านมีมุมมองเรื่องการใช้เหนือสื่อ คือ รู้จังหวะการใช้สื่อ และท่านว่าปัญหาของท่านภาษาอังกฤษ ตอนนี้คิดว่า ท่านจะคล่องแล้ว และคงไปได้ไกลทั่วโลก อยากให้พระสงฆ์ ผู้นำจิตชน และผู้รู้วิชาการ ที่หากินกับศาสนาพุทธ ได้งัดเอาหลักธรรม มาประยุกต์สอนให้สอดคล้องกับยุคสมัย ไม่ใช่คล้อยตามสมัยหรือหลงไหลยุคครับ สาธุครับ