ภาพนี้ ขอเรียกว่า "กังขาชีวิต"แล้วกัน

เกริ่นไว้..ในย่อหน้าที่แล้วว่า.."เงินหมด..."..(ทำไงดี)..วันแรกที่เข้ามาสอบเข้ามหาวิทยาลัย..มีสภาพ ของคนตีนเปล่า...(ในกระเป๋าไม่มีพลังทรัพย์)..บอกได้แต่ว่า..คิดถึงพ่อแม่..ที่บ้านจับใจ..คิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ทิ้งมา...มาเดินเล่นยันรุ่ง..บนถนน..เพราะหาที่นอนไม่ได้...(แม้ว่าจะไม่เปล่าเปลี่ยว เสียทีเดียว..ยังมีคู่ใจ(ตอนนั้นกอดคอด้วยกันมา..มีเพื่อนที่เป็นสถาปนิคด้วยกัน..มาช่วยกันประคองอยู่....พระเจ้าช่วย?..อุทานน่ะ..จริงเพื่อนช่วยๆกันไว้ ให้ไปนอนหน้าเตียงเหมือนแมว..ตอนแม่บ้านแกไปเที่ยว....เลยเอาคนไปแอบอยู่ได้หลายวัน..บ้านที่เพื่อเช่าอยู่....คงพอจะนึกออก..ความหนาว..แปลกถิ่น..ไม่มีเงินไม่มีคำว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร..ที่เป็นสิ่งต้องฝืนจนเป็นนิสัยให้ได้..คือคำว่าอยู่..กับ..วันนี้และวันนี้ๆๆๆทุกๆวัน..)

"ยายธี"...โชคดีมีพรสวรรค์ติดตัวมาให้(คิดเอาเอง)..ตอนเรียน(ศิลปะเขาเรียกว่า..ผลงาน ติดบอดร์ เสมอมา...ตอนอยู่เมืองไทย)..เลยเรียกว่ามาตีกิน..ในสมัยนั้น...สอบแค่Drawing..(สบายบรื้อ...)คนที่มาสอบด้วยข้างฝรั่งรุ่นเด็ก ถามว่า เขียนรูปได้ขนาดนี้ แล้วจะมาเรียนทำทรากทำไม..(...บอกเขาไม่ได้ว่า..ทำไม..ในใจอยากจะตอบเขาว่า...อิฉัน..ต้องการ วีซ่า..อ้ะะ)....

(สมัยหนึ่งนานมาแล้วเยอรมัน..อนุญาติให้คนไทยเข้าประเทศโดยไม่มีวีซ่าได้สามเดือน..ยายธีมีสัญญาเข้าทำงานกับบริษัทกราฟฟิคแห่งหนึ่งใน สตุสกาตท หากแต่ดำเนินงานไม่ได้เนื่องจากกฏหมายเยอรมันไม่มีสัญญานี้กับประเทศไทย...)..

และนี่คือเหตุผลที่ต้องเรียนต่อ..(ก็เป็นโอกาศที่ดีอย่างหนึ่ง)...ที่ได้รับเป็นบทเรียนบทแรกที่มีค่าเฉพาะตัวมาอย่างยิ่ง..อนึ่งประเทศนี้..การศึกษาเขามีปรัชญาว่าไว้ว่า...เรียนได้ตลอดชีวิต..ไม่รู้จบ?..

การศึกษาของประเทศนี้ไม่มีคุณค่าแค่กระดาษที่ให้เป็นมาตรฐานหากแต่..คุณภาพ..ของผู้เรียนและความรู้...การศึกษา..ในเยอรมันจึงถูกมากๆถ้าเทียบกับบ้านเราหรือในอเมริกา..และรัฐต้องมีที่ทำงานให้ประชาชน..

(การศึกษาจึงมีระบบสัมพันธ์กันกับ..ตัวเลขของสถานที่ทำงานในทุกๆสาขา..กับการผลิตนักศึกษา..)

"ยายธี"..ได้มีโอกาศเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในเยอรมัน(เบอร์ลิน)..ในเวลาต่อมาแรกเริ่มด้วยแผนกสถาปนิคการจัดการงาน แสดงสินค้า..ต่อมาย้ายมาเรียน..แผนกเซรามิค....ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน..ที่มีชื่อย่อว่า HDK.

และได้จบในสาขาเซรามิคปฏิมากรรม..ในเวลาเพียงสองเทอม..(เนื่องจากตีกิน)..ด้วยปริญญาตรีที่ติดตัวมา..มีผล..ซึ่งปรกติแล้ว..จะต้องเรียนถึงอย่างน้อยสิบสองปี..จึงจะมีสิทธิ สอบ Meister(Master).. ได้ตามกฏบัติของมหาวิทยาลัยศิลปะที่นี่......

และจากความสามารถนี้..เคยได้มีโอกาศที่จะได้กลับบ้านเสียที..กพ.เทียบเท่ากระดาษนี้มีคุณค่านิยมในเมืองไทยว่าว่าเป็น..ปริญญาโท..ฐานะผู้เชี่ยวชาญ(อะไรทำนองนั้น)..เพราะได้เข้าสอบตำแหน่งสอน c4ในมหาวิทยาลัยที่เคยเรียนมา..ลาออกจากตำแหน่งสอนในมหาวิทยาลัย..ในบราวชวัยก์...แล้วเสียด้วยด้วยความมั่นใจ..(ได้กลับบ้านแน่ๆ...กพ..ตีราคากระดาษให้อยู่ในระดับ11เงินเดือนจาก ห้าพันเป็นหมื่น..นึง..

ทำงานก็ไม่ได้เงิน..รัฐถังแตก...แถมโดนยื่นซองขาว..จากหัวหน้างาน..(ข้อหา ทำงานเกินหน้าเกินตา..แต่เขียนอย่างสุภาพว่า..ไม่ผ่านการพิจารณา..เพราะไม่เหมาะสม..กับตำแหน่ง..ทั้งๆที่ยายธี..ขอทำงานวิจัย ก็ได้มาเหลือเพียงแก้เอกสารการเขียนให้ถูกต้อง..)...บทเรียนอีกบทในชีวิต..เมืองไทย..ที่"ยายธี"..ต้องระเห็ดกลับไปเดิน ตีนเปล่า..อีก..ครั้งในชีวิต...และต้องเริ่มเรียน..คำว่า..บ้านเกิด....ลืมไปได้เลย.....

ชีวิตอิสระ แสนสุข..เริ่มแต่วันนั้นมา...ขอบใจประเทศไทย..บ้านเกิด..อีกครั้ง...ดีใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย.........ขอบอก.....

ยังมีอีกนะ..อิสระสุข..คืออะไร....