วิชาการพัฒนานิสิต จัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมผ่านกระบวนการที่หลากหลาย ฝึกให้นิสิต (ผู้เรียน) ได้รู้จักคิดวิเคราะห์ หรือถอดรหัสความรู้จากสิ่งรอบตัว รวมถึงสื่อสร้างสรรค์ ทั้งในระบบเชิงเดี่ยว และทีม
การเรียนการสอนเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๘ ถือเป็นห้วงเวลาหนึ่งของการจัดกระบวนการเรียนรู้ในแบบบันเทิงเริงปัญญา โดยยังไม่เน้นการบรรยายภาคทฤษฎี แต่เน้นการเรียนรู้ผ่านกระบวนการเพื่อสร้างทักษะทางความคิดที่ว่าด้วยการถอดรหัสความรู้จากสื่อสร้างสรรค์ คือ “คลิป-หนังสั้น”
คลิปมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ : นำเข้าสู่บทเรียนเสริมสร้างความเข้าใจหมุดหมาย มมส
ก่อนการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ ทีมกระบวนกรนำ “คลิป” ว่าด้วยเรื่อง “มหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่” จำนวน ๔ เรื่องมาเปิดให้นิสิตได้ชมร่วมกัน ทั้ง ๔ เรื่องเป็น “ผลงานของนิสิต” ที่จัดทำขึ้นในเวทีการประกวดสื่อสร้างสรรค์ เพื่อรณรงค์การเป็นมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์หลักของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ว่าด้วยเรื่อง “มหาวิทยาลัยสีเขียว”
คลิปทั้ง ๔ เรื่อง ไม่ได้สะท้อนแนวคิดอันเป็นหมุดหมายของมหาวิทยาลัยมหาสารคามเท่านั้น หากแต่มุ่งสะท้อนประเด็นความรับผิดชอบ (จิตสาธารณะ) ของนิสิตที่มีต่อสังคม อันหมายถึงการคิดคำนึงถึงกฎกติกาของสังคม ให้เกียรติคนรอบข้างและรักษ์สิ่งแวดล้อม
นอกจากนั้นยังยึดโยงถึงเรื่องยาเสพติด หรือนโยบาย ๓ D (ประชาธิปไตย ยาเสพติด วิถีไทย) ที่ยังคงขับเคลื่อนต่อเนื่องอยู่ภายในมหาวิทยาลัยฯ อย่างไม่ขาดห้วง อีกทั้งยังซ่อนแนวคิดเกี่ยวกับแนวทางการ “ผลิตสื่อ” อย่างง่ายงามตามแบบฉบับของนิสิต เพราะอย่างไรเสียเมื่อลงมือทำโครงงานฯ นิสิตย่อมต้องได้ทำคลิปขึ้นมาเพื่อสรุปผลตามครรลอง “เรียนรู้คู่บริการ”อยู่วันยังค่ำ -
ห้องเรียนสีชมพู : เรียนรู้หลากเรื่องผ่านหนังสั้น
ภายหลังที่นิสิตชมคลิปต้นชั่วโมงเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ผู้สอน หรืออาจารย์ผู้ประสานงานรายวิชาการพัฒนานิสิตก็เข้ามาพบปะทักทายกับนิสิต เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนและการประเมินผลการเรียนรู้ ถัดจากนั้นจึง “คืนไมค์” ให้กับทีมกระบวนกร เพื่อให้ทีมกระบวนกรได้จัดกระบวนการเรียนรู้ในแบบบันเทิงเริงปัญญาอีกครั้ง
ครั้งนี้-ทีมกระบวนกรเปิดหนังสั้นเรื่อง “ห้องเรียนสีชมพู” ให้นิสิตได้ชมร่วมกัน ซึ่งบรรยากาศของเรื่องเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากนิสิตได้เป็นอย่างดียิ่ง (ขออนุญาตไม่เล่าเรื่อง แต่เรียนเชิญทุกท่านได้ชมผ่านสื่อด้วยตนเองนะครับ)
เมื่อหนังสั้นได้ปิดตัวลง ทีมกระบวนกรได้นำเข้าสู่เวทีของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กล่าวคือการกระตุ้นให้นิสิตได้แสดงความคิดเห็นว่า “...ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากหนังสั้นเรื่องห้องเรียนสีชมพูบ้าง...” โดยให้นิสิตได้ยกเหตุการณ์ในเรื่องเป็นตัวอ้างอิงถึง “แนวคิด” ที่ได้เรียนรู้จากหนังสั้นฯ พร้อมๆ กับการสรุปแนวคิดลงใน “ใบงาน” เป็นการฝึกฝนความกล้าแสดงออก ไปพร้อมๆ กับการฝึกทักษะการถอดรหัสความรู้จากสื่ออันเป็นหนังสั้นอย่างละเมียดละไม
ในความเป็นจริงนั้น หนังสั้นเรื่องดังกล่าว (ห้องเรียนสีชมพู) นับเป็นสื่อสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ ประเด็นที่หยิบจับมาแสดงนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และเสียดเย้ยกับสังคมได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่ตัวละครเป็นเด็กนักเรียน จึงพลอยให้เรื่องที่ว่าหนักหน่วงกลับดูนุ่มลึกและได้อรรถรสในแบบบันเทิงเริงปัญญาอย่างยกใหญ่ มิหนำซ้ำยังสะท้อนเรื่องราวการเรียนรู้หลากเรื่องหลากรส ไม่ว่าจะเป็น...
- ประชาธิปไตยเช่นกรณีเหตุการณ์ของการเสนอทางเลือก (สี) ที่จะตกแต่งห้องเรียน การอภิปรายสนับสนุน การลงโหวตเลือก “สี” ที่จะตกแต่งห้องเรียน การยอมรับมติและการไม่ยอมรับมติ
- ผู้นำ-ภาวะผู้นำ เช่นกรณีประเภทผู้นำที่มาจากระบบการเลือกตั้งแต่งตั้ง (ครู-กำนัน-หัวหน้าห้อง) ผู้นำในวิถีธรรมชาติ (นักเรียนชาย)
- การจัดการความขัดแย้งของครูเช่นกรณีนักเรียนชายที่เป็นผู้นำในวิถีธรรมชาติและหัวหน้าห้อง
- การทำงานเป็นทีม เช่นกรณีการออกแบบกิจกรรม การรวมพลังสามัคคี การยืดหยุ่น การให้อภัย
- วิถีปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเช่นกรณีการอวดอ้างนาฬิกาจริงกับนาฬิกาที่เป็นภาพวาด การใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างประหยัด
- ฯลฯ
ทั้งนี้ยังรวมถึงเรื่อง “คุณธรรมจริยธรรม” ที่ว่าด้วยหลักแห่งการอยู่ร่วมกัน เช่น ความเป็นเพื่อน การให้อภัย ความสามัคคี การซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ฯลฯ โดยทั้งปวงนั้นก็เน้นให้นิสิตได้วิเคราะห์ สังเคราะห์และถอดรหัสความรู้ด้วยตนเองเป็นสำคัญ คล้ายๆ กับประเด็นคำถามง่ายๆ ว่า “เห็นอะไร รู้สึกอย่างไร และได้อะไรจากสิ่งที่เห็นและที่รู้สึก” นั่นเอง
ปิดท้ายการเรียนรู้ : สรุปการเรียนรู้-ทวนซ้ำและฝากงาน
ภายหลังจากที่นิสิตได้บันทึกผลการเรียนรู้ประจำวันลงในใบงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทีมกระบวนกรก็ทำหน้าที่สรุปผลการเรียนรู้โดยสังเขป ด้วยการสรุปประเด็นทั้งหมดที่ปรากฏในสื่อสร้างสรรค์ ทั้งที่เป็นคลิปมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่และหนังสั้น (ห้องเรียนสีชมพู)
พร้อมๆ กับการเชื่อมร้อยเรื่องราวอันเป็นแนวคิดทั้งหมดกลับสู่หมุดหมายของมหาวิทยาลัยมหาสารคามผ่านวาทกรรมสำคัญ คือ
- ปรัชญามหาวิทยาลัย (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน)
- เอกลักษณ์มหาวิทยาลัย (เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน)
- อัตลักษณ์นิสิต (ช่วยเหลือสังคมและชุมชน)
-
ค่านิยมนิสิต (MSU FOR ALL : พึ่งได้)
พึ่งได้ หมายถึง พึ่งพาตนเองได้ - เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้
M : Morality (ประพฤติดี มีวินัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอพียง)
S : Social responsibility
U : Unity
ทั้งนี้การสรุปผลการเรียนรู้ของทีมกระบวนกร มิได้มุ่งชี้ถูกผิดในข้อสรุปที่นิสิตได้บันทึกลงในใบงาน เพียงแต่ย้ำเน้นในอีกมุมหนึ่งที่อาจแตกต่างจากที่นิสิตได้ถอดรหัสความรู้จากสื่อ เพื่อเติมเต็มการเรียนรู้ของนิสิตให้หนักแน่นและหลากมุมขึ้นกว่าเดิม เสมอเหมือนการชวนให้นิสิตได้ฝึกที่จะมอง หรือทำความเข้าใจกับเรื่องราวหนึ่งเรื่องอย่างหลากหลายแง่มุม -
ครั้นพอถึงตอนท้ายชั่วโมง ทีมกระบวนกรจึงฝากประเด็นให้นิสิตได้กลับไป “อ่านทบทวนบทเรียน” ผ่านเอกสารประกอบการเรียนในรายวิชาพัฒนานิสิต โดยเฉพาะในประเด็นหลักที่ว่าด้วยเรื่อง “ประชาธิปไตย ผู้นำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์”
เช่นเดียวกับการเน้นย้ำให้นิสิตได้อ่านและทำความเข้าใจล่วงหน้าในประเด็นที่จะเรียนในชั่วโมงถัดไป นั่นก็คือ “จิตอาสา” หรือ “จิตสาธารณะ” ซึ่งเกี่ยวโยงกับความเป็นมหาวิทยาลัยมหาสารคามอย่างชัดเจนในมิติความเป็นปรัชญา-เอกลักษณ์-อัตลักษณ์-ค่านิยมความเป็นนิสิต
บทส่งท้าย : ส่วนหนึ่งของผลการเรียนรู้ที่นิสิตบันทึกไว้ในใบงาน
- ได้ทบทวนตนเองเกี่ยวกับหลักของการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น
- ได้รู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
- ได้เรียนรู้หลักประชาธิปไตยในชั้นเรียน
- ได้เห็นความเป็นผู้นำในวิถีธรรมชาติและวิถีของการจัดตั้ง
- ได้เห็นความเป็นผู้นำผ่านตัวละคนหลากสถานะที่เป็นทั้งนักเรียน ครู กำนัน
- ได้เห็นแนวทางของการจัดการความขัดแย้ง การประนีประนอม
- ได้ทบทวนหลักการทำงานเป็นทีมผ่านการรับฟังความคิดเห็น การร่วมตัดสินใจ การสามัคคี การให้อภัย
หมายเหตุ : ภาพโดยทีมกระบวนกรวิชาพัฒนานิสิต












ชอบใจละครเรื่องสั้นและการทำกิจกรรมให้นิสิตได้เรียนรู้ตลอดเวลา
ขอบคุณครับ
น่าสนุกครับ