ปริญญาตรี ผมเรียนมาทางด้านคอมพิวเตอร์
ความใฝ่ฝันสูงสุด ตอนเรียนปี 2 คือ สร้างหุ่นยนต์
ตอนนั้น Windows ยังไม่เกิดครับ 555
และก็เป็นความโชคดีว่า ระหว่างที่ผมเรียนอยู่นั้น
ท่านอาจารย์ ซาโตชิ ยาฮาตะ ซึ่งเป็นอาสาสมัครในโครงการ JICA
จากประเทศญี่ปุ่นได้มาเป็นอาจารย์ช่วยสอนที่คณะฯ พอดี
ผมโชคดีได้เป็นนิสิตช่วยงานท่านในการสร้างหุ่นยนต์
โดยผมได้รับหน้าที่เขียนโปรแกรมภาษา C ควบคุมบอร์ด LED ไฟวิ่ง
ซึ่งต้นแบบโปรแกรมนั้น เป็นภาษา PASCAL ที่เขียนโดยท่านอาจารย์
แต่ปัญหาของ PASCAL คือ ห่างไกลจากภาษาเครื่องมาก
ทำให้การทำงานควบคุม Hardware ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
เช่น ไม่สามารถส่งข้อมูลเป็น byte ได้ ต้องส่งเป็น word ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เป็นต้น
ผมจึงทำหน้าที่แกะอัลกอริทึมของท่านอาจารย์ แล้วนำมาเขียนใหม่ด้วยภาษา C หนอ
อ้าว! ยิ่งเขียน ยิ่งห่างออกไปจากชื่อบันทึก หนอ
(คงต้องรวบรัดให้บันทึกกระชับขึ้นแล้วครับ)
ที่โม้มาทั้งหมดนี้ ต้องการจะอธิบายว่า
บันทึกนี้ เป็นการถอดบทเรียนจากประสบการณ์ตรงส่วนตน
อาจยังไม่ถูกต้องครบถ้วนนัก หนอ
ในช่วงปีแรก ๆ ของการเดินบนเส้นทางธรรมนั้น
ผมจะเน้นปริยัติ มากกว่า การปฏิบัติ
(เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่า ต้องปฏิบัติอย่างไร
คิดว่า การปฏิบัติธรรม คือ การอ่านและการฟัง หนอ)
ได้มีผู้รู้ท่านแนะนำประมาณว่า
ให้ฝึก ..ดูจิต ด้วยความรู้สึกตัว ..
ไอ้เราก็ไม่รู้ และไม่ฉลาด
แทนที่จะถามผู้รู้ว่า ดูจิต นั้นปฏิบัติย่างไร
เราก็คิดปรุงแต่งเดาเอาเองด้วยสมองอันโง่ ๆ ของเรา
ว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคิดด้วยความลังเลสงสัย
ทำให้เสียเวลา ตอนนี้ก็เกือบ 10 ปีแล้ว จึงได้พอเห็นบ้าง หนอ
ผมมาทราบสาเหตุตอนปีหลัง ๆ ว่า ทำไมผมจึงลังเลสงสัยมาก
อันเป็นเหตุให้เกิดความเนิ่นช้าบนเส้นทางธรรม หนอ
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเราถูกผลิตมาด้วยระบบการศึกษาที่เป็นบล็อค "วิทยาศาสตร์" นั่นเอง
หนอ




